Search
Close this search box.
Search
Close this search box.
HOME / Interview / People

PiXXiE เกิร์ลกรุ๊ป T-Pop ตัวท็อปเมืองไทยที่มีแค่ 3 คน แต่คาริสมาแรงเกินร้อย

Interview / People

อัปเดตผลงานเพลงล่าสุดที่มาพร้อมสายฝนในห้วงอารมณ์และมิติที่หลากหลายของ 3 สาววง PiXXiE (พิกซี่) เกิร์ลกรุ๊ป T-Pop ตัวท็อปของเมืองไทยที่แม้จะมีจำนวนสมาชิกน้อย แต่คาริสมาแรงเกินร้อยทะลุกำแพงเมืองจีน เพราะแม้แต่ ‘จ้าวลู่ซือ’ นางเอกดังแดนมังกรก็ไม่พลาดที่จะร่วมเต้นชาเลนจ์จนกลายเป็นไวรัลฮิตระดับอินเตอร์ 

ทั้งสามที่ครบเครื่องทั้งการร้องและการเต้นเกริ่นให้เราฟังว่าชื่อวง PiXXiE นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากคาแรกเตอร์หวานซนของบรรดา ‘ภูติจิ๋ว’ ในสวนดอกไม้ตามนิทานพื้นบ้านของยุโรป ‘ดอกไม้’ จึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สอดแทรกอยู่ในทุกผลงานของพวกเธอ ตั้งแต่ซิงเกิลเปิดตัวในปี 2021 เรื่อยมาจนถึง Rain มินิอัลบั้มที่นำพาให้พวกเราได้มาพูดคุยกับสาวๆ มาเบล – สุชาดา สอนพันธ์ พี่ใหญ่สุดแซ่บที่ซ่อนความห้าวไว้ใต้ท่าเต้นน่ารักเซ็กซี่ พิมมา – พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ พี่คนกลางหน้าเก๋ลุคเท่ไลน์เต้นแข็งแกร่ง และ อิงโกะ – อินท์ปาลี โชติหิรัญธนนนท์ น้องเล็กสาวหวานยิ้มสวยเสียงละมุน 

LIPS: รู้ไหมว่าเวลาจะพิมพ์ชื่อวง PiXXiE ต้องตั้งสติในการกดแป้นตัวพิมพ์เล็ก – ตัวพิมพ์ใหญ่สลับกัน พอจะเล่าถึงที่มาได้ไหมว่าทำไมสะกดเช่นนี้

พิมมา: อ๋อจริงๆ คำว่า ‘ภูติจิ๋ว’ หรือ Pixie สะกดด้วย x ตัวเดียวค่ะ แต่ชื่อวง PiXXiE ที่ใช้ XX ตรงกลางและเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะเราอยากเน้นถึงพลังของผู้หญิงหรือ girl power ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์โครโมโซมเพศหญิง XX ค่ะ

LIPS: ล่าสุดเพิ่งดูเอ็มวีเพลง ‘ติดฝน’ ที่ทุกคนสวยฉ่ำมาก เรามาพูดถึงเพลงนี้กันหน่อย

อิงโกะ: ‘ติดฝน’ เป็นหนึ่งในเพลงที่อยู่ในมินิอัลบั้ม Rain ค่ะ เป็นการนำเสนอคอนเซปต์ที่โตขึ้นของวง PiXXiE เพราะถ้านึกถึงฝน เราคิดได้หลายแง่มุม เช่น หลังฝนตกอาจจะมีสายรุ้งที่ให้ความสดใส หรือบางอารมณ์เวลาฝนตกก็ทำให้รู้สึกเศร้า มินิอัลบั้มนี้เลยมีการผสมผสานหลากหลายอารมณ์และสไตล์เพลง  

พิมมา: ต้องบอกก่อนว่ากิมมิกของพวกเราตั้งแต่เดบิวต์ก็คือ ‘ดอกไม้’ ค่ะ เลยจะมีดอกไม้เป็นสัญลักษณ์อยู่ในผลงานทุกชิ้น รวมถึงมินิอัลบั้มนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากคำกล่าวที่ว่า “No rain, no flowers.” ซึ่งหมายถึงว่าถ้าไม่มีฝนก็ไม่มีดอกไม้ที่เบ่งบาน 

มาเบล: ก่อนหน้านี้ PiXXiE ได้ออกอัลบั้มเต็มไป แต่เพื่อให้แฟนๆ ได้หายคิดถึง เราก็เลยปล่อยมินิอัลบั้มนี้ซึ่งนอกจากจะมีเพลง ‘ชอบไปหมด’ ที่เป็นแนวหวานๆ ก็ยังมีเพลง ‘ติดฝน’ ที่จะเป็นฟีลโรแมนติก ได้จินตนาการถึงช่วงเวลาที่ฝนตกแล้วเราได้อยู่กับคนที่เรารักค่ะ

พิมมา: ในมินิอัลบั้ม Rain นี้มีจะทั้งหมด 5 เพลงที่รวมความหมายของฝนไว้อย่างหลากหลายค่ะ เพลงหวานก็มี เพลงเศร้าก็มา อย่างเพลง ‘เราเลิกกันดีไหม’ ก็เล่าถึงฝนในอารมณ์เศร้าค่ะ 

LIPS: ในอีก 20 ปีข้างหน้า ถ้าต้องเล่าให้ลูกฟังว่าแม่คือศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปในตำนาน อยากจะเล่าถึงเพลงไหนเป็นเพลงแรก

มาเบล: เพลง ‘DejaYou (เดจายู)’ ค่ะ จะเล่าให้ลูกฟังว่าแม่เคยปวดหลังเพราะเพลงนี้เลย (หัวเราะ) จริงๆ เพราะชื่นชอบแนวเพลงแล้วก็ท่าเต้นมากค่ะ รู้สึกว่าเป็นเพลงที่มีเสน่ห์ และเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ทำให้คนรู้จัก PiXXiE เยอะขึ้น แล้วก็ในมุมที่โตขึ้นด้วย  

อิงโกะ: ‘Mutelu (มูเตลู)’ แล้วกันค่ะ อยากเล่าให้ลูกฟังว่านี่คือเพลงแมสเพลงแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นซึ่งทำให้ PiXXiE เป็นที่รู้จักในสังคมหรือในวงการเพลง เป็นเพลงที่ฟังครั้งแรกก็ชอบเลยค่ะ แล้วยังมันมากๆ เวลาไปแสดงสด

พิมมา: เพลง ‘ไม่ได้ก็ไม่เอา’ ค่ะ เพราะเป็นเพลงช้าเพลงแรกของวง PiXXiE แล้วก็เป็นเพลงแรกของเราที่ดังไกลถึงต่างประเทศ อยากให้ลูกได้รู้ว่าเมื่อก่อนผลงานแม่ไม่ได้มีแค่คนฟังในประเทศนะ แต่แฟนคลับต่างชาติก็ให้ความสนใจด้วย

LIPS: เห็นดาราสาวเบอร์ต้นๆ ของจีน เต้น Challenge เพลง ‘ไม่ได้ก็ไม่เอา’ ด้วย  

อิงโกะ: อ๋อ ‘จ้าวลู่ซือ’ ค่ะ เพลงของพวกเราได้รับการดัดแปลงเนื้อร้องเป็นภาษาจีนค่ะ ความหมายก็เปลี่ยนด้วย จาก ‘ไม่ได้ก็ไม่เอา’ ในเวอร์ชันที่ดูเศร้าๆ ก็กลายเป็นเพลงรักขึ้นมา

LIPS: การเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปอยู่ในเส้นทางที่วาดฝันมาตั้งแต่แรกเลยไหม

พิมมา: ไม่ได้อยู่ในความคิดเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าไม่อยากนะคะ แต่อาจจะเป็นเพราะสังคมหรือการเติบโตของพิมมาในตอนที่อายุ 16 – 17 ปี ไม่ได้นำพาให้เรารู้สึกว่า “ฉันอยากเป็นศิลปิน” ก่อนหน้านี้เราอยากเป็นครูสอนเต้นแล้วก็สัตวแพทย์ เพราะตอน ม.ต้น หมาพุดเดิ้ลทอยที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่เด็กและโตมาด้วยกันเขาป่วยเป็นมะเร็ง เราอยากช่วยรักษาเขา

พิมมาใช้ชีวิตอยู่ที่อำเภอหางดงในจังหวัดเชียงใหม่ พอจบ ม. 6 ก็ย้ายมาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เพราะแม่ไปดูดวงมาค่ะว่าถ้าย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ จะมีโอกาสดีๆ เข้ามาเยอะ 

เราเรียนเต้นมาตั้งแต่ 8 ขวบ เต้นจนถึงทุกวันนี้ก็ 14 ปีแล้ว แม่เคยเอาคลิปให้ดูว่าพิมมาชอบเต้นตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ เหมือนการเต้นเป็นสิ่งที่อยู่ในสัญชาตญาณ พอไปลองเรียนก็ยิ่งชอบ เราได้ประสบการณ์ ได้เจอสังคมใหม่ๆ เลยรู้สึกว่าการเป็นครูสอนเต้นเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่เราเคยอยากทำ 

อิงโกะ: อาจจะไม่ได้มีความฝันมาตั้งแต่เด็กค่ะว่าโตขึ้นอยากเป็นเกิร์ลกรุ๊ปหรือไอดอล เพียงแต่เราชื่นชอบการร้อง การเต้น หรืออะไรที่มันบันเทิงๆ แล้วครอบครัวก็สนับสนุนในสิ่งที่เราอยากทำ เราเลยทำสิ่งที่ชอบมาเรื่อยๆ 

เราจะมีส่วนร่วมในหลายกิจกรรมของโรงเรียน เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนห้องตั้งแต่อนุบาลหนึ่ง ตอนประถมเคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ แล้วก็เต้นในงานวันคริสต์มาสและกีฬาสีทุกปี พอขึ้นมัธยมก็เริ่มเข้าชมรมนาฏศิลป์และร้องเพลงในงานสำคัญ รวมถึงเป็นตัวแทนโรงเรียนไปประกวดร้องเพลงสากลในงานศิลปหัตกรรมนักเรียน

อิงโกะเริ่มเรียนร้องเพลงตั้งแต่ ป. 2 จนถึง ม. 5 แต่เรียนๆ หยุดๆ นะคะ แล้วก็เปลี่ยนที่เรียนไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มเทคนิคหรืออะไรที่จะทำให้เราพัฒนาขึ้น ประกอบกับด้วยความที่เราโตขึ้นในทุกปี แนวเพลงที่ชอบก็เปลี่ยนไป บางครั้งไปประกวดร้องเพลงแล้วเจอคนเก่งๆ ก็จะเข้าไปถามเขาว่าเรียนที่ไหนและขอคอนแท็กต์คุณครูมา ตอนนั้นสนุกเรากับการได้ร้องเพลง ได้ขึ้นเวที มีประกวดบ้างค่ะ เคยได้ที่ 1 อยู่นะคะเพราะแข่งกันอยู่ 4 คน (หัวเราะ) แต่มีเวทีหนึ่งที่รู้สึกภูมิใจมาก เป็นการเเข่งขันกันทุกความสามารถเลย ถึงเราไม่ติด Top 3 ได้แค่รางวัลชมเชยติดไม้ติดมือกลับบ้าน แต่ทุกคนที่ได้รางวัลบนเวทีนี้เขาเก่งกันหมด คนเก่งมาเยอะมาก

จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนหยิบยื่นโอกาสดีๆ มาให้ เรียกว่าเป็นดวงที่ดีแล้วกันค่ะ ทำให้ได้มาเจอและเป็นศิลปินในค่าย LIT Entertainment ซึ่งเป็นเหมือนการต่อยอดความสามารถที่เราทำมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ 

มาเบล: จริงๆ เส้นทางของมาเบลใกล้เคียงกับอิงโกะมากค่ะ ด้วยความที่เราชอบร้องเพลงมาตั้งแต่ ป. 4 แต่การเป็นศิลปินก็ไม่ได้อยู่ในความคิดเลย รู้สึกว่าไกลตัวมาก ด้วยความที่เราเป็นเด็กต่างจังหวัดในอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ไม่ค่อยมีโอกาสด้านวงการบันเทิงผ่านเข้ามา 

เราเรียนศิลป์-ดนตรี ได้เรียนเครื่องดนตรีทุกอย่างค่ะ ทั้งกลอง กีตาร์ คีย์บอร์ด ดนตรีไทย แต่ถ้าถนัดที่สุดก็กีตาร์โปร่ง มาเบลเป็นนักร้องของโรงเรียน แล้วก็เป็นนักร้องนำในวงดนตรีที่ทำกับเพื่อนๆ ด้วย เพราะตั้งแต่เรียน ม.ต้น เรามีเพื่อนที่เป็นมือกีตาร์ พอย้ายมาอยู่โรงเรียนใหม่ด้วยกัน เลยไปบอกอาจารย์ว่าอยากทำวง อาจารย์เลยหาสมาชิกคนอื่นๆ มาให้ เรากลายเป็นผู้หญิงคนเดียวในวง แล้วเขาก็เล่นกันแต่เพลงร็อก เพลงผู้ชายประมาณหนึ่งเลยค่ะ 

เราเริ่มประกวดวงดนตรีกันตั้งแต่ ม.4 มีทั้งการแข่งขันในงานหัตถกรรมเหมือนที่น้องอิงโกะไป แล้วก็มีอีกหลายงานค่ะ กลุ่มเราชอบเอาตัวเองไปอยู่กับผู้คน ได้เจอคนเก่งเยอะๆ เพราะจะทำให้เราได้พัฒนาอะไรหลายๆ อย่างเวทีที่รู้สึกว่าได้พัฒนาตัวเองมากที่สุดในตอนนั้นเป็นการประกวดวงดนตรี Bao Young Blood ค่ะ คือพอพูดถึงคาราบาว เราจะนึกถึงวงดนตรีที่พี่ๆ ฝีมือโหดมาก วันนั้นเรายังเล่นกันได้ไม่ค่อยดี แต่การได้ไปเจอคนเก่งๆ มันทำให้เรามีแรงที่จะกลับมาพัฒนาตัวเอง 

พอจบจาก ม. ปลาย ก็แข่ง To Be Number One และเข้ารอบ 16 คนสุดท้าย เลยได้ข้องเกี่ยวกับการเต้นมากขึ้น เพราะมีการสอบทุกอาทิตย์ จากที่ไม่เคยเรียนร้อง – เรียนเต้นมาก่อนเลย ตอนหลังพอมีโอกาสจาก LIT เข้ามา เราก็เลยรีบคว้าไว้ค่ะ

LIPS: เพิ่งผ่านปีใหม่มาได้ไม่นาน แต่ละคนมี Vision 2024 หรือ New Year’s Resolution อะไรที่พอจะแชร์ได้บ้าง

พิมมา: อยากให้พวกเรามีความสุขในชีวิตทุกวัน…แค่นั้นเลยค่ะ พอทำงานและโตขึ้น เรารู้สึกว่าสภาพจิตใจหรือ Mental Health เนี่ยสำคัญมาก ไม่ใช่แค่กับศิลปิน แต่ว่ากับทุกๆ คนเลย ยิ่งโตขึ้นเราก็อาจจะละเลยหรือมองข้ามไป เพราะมัวแต่โฟกัสกับเป้าหมายที่มากมายหรือหน้าที่ที่ต้องแบกรับเยอะแยะ จนลืมหันกลับมามองความรู้สึกหรือสภาพจิตใจของตัวเอง พิมมารู้สึกว่าแค่เรามีความสุขไปกับงานที่ทำ แค่นี้ก็ถือว่าเป็น goal ที่ดีมากแล้วของพวกเรา 

มาเบล: จริงค่ะ อย่างปีใหม่ วันเกิด หรือวันไหนๆ เราคุยกันตลอดว่าเรามีความสุขกันมากๆ นะ เราอยากเก็บความรู้สึกพวกนี้ไว้ค่ะ เพราะพอเราทำงานมากๆ เราก็จะลืมตัวเองมากๆ เช่นกัน เราจะโฟกัสกับคนดู กับการร้องเพลง กับโชว์ แล้วพอกลับถึงห้อง เราเหนื่อย เราไม่ได้มานั่งถามตัวเองว่าวันนี้รู้สึกยังไง ตื่นมาอีกวันก็ต้องทำงานแล้ว เลยรู้สึกว่าปีนี้เราควรที่จะแคร์ตัวเองมากขึ้น

LIPS: สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดของวง PiXXiE ในปีนี้

มาเบล: น่าจะบอกได้นะ (หันไปปรึกษาสมาชิก) เป็นการทำงานที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทยแล้วค่ะ ปี 2024 นี้ พวกเรา PiXXiE จะเริ่มไปต่างประเทศมากขึ้น 

อิงโกะ: ไปเจอแฟนคลับที่ไม่ใช่แค่คนไทย หรือเป็นคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศ พวกเราจะมีโอกาสได้เจอกันค่ะ

พิมมา: ถือว่าเป็นการโชว์หรือการจัดงานแฟนมีตติงในต่างประเทศเป็นครั้งแรกของ PiXXiE แล้วยังมีเซอร์ไพรซ์อื่นๆ อีกที่บอกไม่ได้ค่ะ (ยิ้มแบบมีเลศนัย)

LIPS: โชว์ไหนหรือคอนเสิร์ตใดของวง PiXXiE ที่ประทับใจที่สุด

อิงโกะ: (มองตาพิมมาและมาเบล) น่าจะเป็นงานเดียวกันค่ะคือ ‘สนามเด็ก LIT Concert’ ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ของค่าย พอพวกเราได้มาอยู่ตรงนี้แล้ว เวลาได้ขึ้นไปยืนบนเวทีของพวกเราเอง มันเหมือนว่าการเป็นศิลปินได้ก้าวหน้าไปอีก 1 ก้าว เราบอกคนอื่นได้เต็มปากแล้วว่า “ฉันมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองแล้ว” 

พิมมา: แล้วก็ด้วยความที่เป็นคอนเสิร์ตค่ายน่ะค่ะ มันเลยยิ่ง fulfill พวกเรา เพราะหลายๆ คนอาจจะรู้จักแค่ PiXXiE หรือยังไม่ได้เปิดใจให้กับค่ายใหม่อย่าง LIT Entertainment พอมีคอนเสิร์ตนี้ขึ้นมา มันเหมือนเป็นการยืนยันตัวตนว่านี่แหละคือบ้าน คือที่มาของพวกเรา คือสิ่งที่ศิลปินในค่ายตั้งใจทำมามอบให้กับทุกคน

หลายคนรู้จักแทบทุกเพลงของค่าย LIT แต่อาจจะยังไม่รู้จักศิลปินทุกคนในค่าย คอนเสิร์ตนี้เลยเป็นการตอกย้ำว่าพวกเราคือค่าย LIT นี่คือเพลงของ PiXXiE นี่คือเพลงของดูโอคู่แฝด DIDIxDADA (ดีดี้ดาด้า) นี่คือเพลงของ Proo Thunwa (พรู ธันวา) นี่คือเพลงของวง bamm (แบม) ให้หลายๆ คนได้เห็นตัวตนและการแสดงของศิลปินเราครบทั้งค่าย แล้วพวกเราก็มีความสุขกันเองด้วย เพราะเทรนด้วยกันมาตั้ง 2 ปี เราได้ขึ้นมาอยู่บนเวทีเดียวกันแล้ว

มาเบล: เราอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับศิลปินในค่าย LIT เพิ่มขึ้น อย่างที่พิมมาบอกเลยค่ะว่าเราเทรนด้วยกันมา 2 ปี เราทั้ง 3 คน เห็นมาหมดว่าเขาพยายามเท่าเรา ซ้อมเท่าเรา แต่คนฟังอาจจะยังไม่ค่อยได้เห็นว่าพวกเขามีของขนาดไหน เราเลยอยากให้ทุกคนได้มาเห็น 

อิงโกะ: ที่ประทับใจอีกอย่างคือตอนที่พวกเราซ้อมกันก็เหมือนได้กลับไปทำโชว์เคสด้วยกันอีกครั้ง มันเหมือนภาพแฟลชแบ็กที่พาเรากลับไปเป็นเทรนนี เพียงแต่ไม่ใช่แค่โชว์ให้พี่โดม พี่มุก พี่เฟิร์น (ทีมผู้บริหารค่าย LIT) ดูแล้ว แต่เป็นการโชว์ให้ทุกคนที่ตั้งใจมาดูคอนเสิร์ตของพวกเรา 

พิมมา: ใช่มันเติมเต็ม คนดูอิ่มเอม เราก็อิ่มเอมไปด้วย เราไม่ได้ต้องการอะไรเยอะ แค่เห็นทุกคนมีความสุขไปพร้อมๆ กับพวกเรา แค่นั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วค่ะ

LIPS: ทราบมาว่าตอนนี้ตารางงาน PiXXiE แน่นมาก สมมติเกิดปรากฏการณ์พิเศษที่ทำให้มีเวลางอกขึ้นมาใหม่ 1 สัปดาห์ จะใช้เวลาว่างช่วงนี้ทำอะไร

อิงโกะ: อยากไปเที่ยวค่ะ เพราะรู้สึกว่าตั้งแต่ทำงานเป็นศิลปิน เวลาของพวกเราถูกแบ่งไปเยอะมาก เวลาส่วนตัวมีค่อนข้างน้อย คือเรียกได้ว่าลดลงเยอะเลยค่ะ ถ้าอยากไปไหนหรือจะทำอะไร เราก็ต้องคำนึงถึงงานเป็นหลักก่อน ถ้ามีเวลาว่างสักหนึ่งอาทิตย์ก็อยากสลัดคราบของการเป็นศิลปินออก แล้วไปสถานที่ที่อยากไป อย่างเกาะ หรือภูเขาที่มีอากาศเย็นๆ ไปเจอผู้คนที่ไม่รู้จัก และได้ใช้ชีวิตแบบสบายๆ

พิมมา: จะไปต่างประเทศค่ะ ที่ไหนก็ได้ เหมือนอิงโกะเลย คืออยากไปสถานที่ที่ไม่ต้องมีคนรู้จักเรา เราจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จริงๆ ไม่ต้องกังวลว่า “ฉันสวยมั้ย?” “ฉันกินมูมมามรึเปล่า?” หรือไม่ก็อาจจะกลับไปบ้านที่เชียงใหม่ พักจากการเป็น ‘พิมมา PiXXiE’ แต่เป็น ‘พิม’ ที่อยู่บ้านกับแม่ เลี้ยงแมว และนอนดูหนัง 

เวลาว่างหนึ่งวีคมันเยอะมากค่ะสำหรับพวกเรา (เน้นเสียง) เพราะ 1 ปี ของพวกเราแทบจะใช้ทั้ง 365 วันมาทำงานด้วยกัน หรือถ้าไม่ได้เจอกัน อย่างน้อยๆ ก็มีคิวที่ต้องดู มีงานที่ต้องกังวล มีเพลงที่ต้องทำ มีคอนเทนต์มากมายที่จะต้องผลิต เลยคิดว่าถ้ามีเวลาโซเชียลดีท็อกซ์สัก 1 อาทิตย์น่าจะดีมาก

มาเบล: ดีจริงครับ ผมทำมาแล้ว (หันไปบอกพิมมาแบบแมนๆ คุยกัน) ทางนี้เพิ่งไปเที่ยวเกาหลีมาหนึ่งอาทิตย์ค่ะ มันหนาวมากจนไม่ได้เล่นโทรศัพท์มือถือเลย แล้วแค่วันแรกที่ไม่ได้เล่นมือถือก็รู้สึกเลยว่า “เฮ้ย! นี่มันวันหยุดของเราจริงๆ” ไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะตอบแชตเรื่องงานช้า ที่เหลืออีก 6 วัน ก็เลยไม่เล่นมือถืออีก

พิมมา: ใช่ ยิ่งไปต่างประเทศ เราจะรู้สึกอยากเก็บเกี่ยวทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ามาให้มากที่สุด 

มาเบล: ถ้าได้เวลาว่าง 1 อาทิตย์มาอีกครั้ง คราวนี้อยากไปดูคอนเสิร์ตแล้วค่ะ ไม่งั้นก็กลับจันทบุรีไปหาแม่ เราอยากเอ็นจอยกับบรรยากาศคอนเสิร์ต รู้สึกเป็นโมเมนต์มหัศจรรย์เวลาเราไปเป็นคนดู แล้วแนวเพลงที่เราชอบก็หลากหลายด้วย อย่าง ‘ไททศมิตร’ (วงร็อกแนวเพลงเพื่อชีวิตยุคใหม่) ก็ชอบมากไทย หรือล่าสุด ‘บรูโน มาร์ส’ ที่จะมาเล่นคอนเสิร์ตในไทย พวกเรา 3 คน ก็อยากไปดูแต่ติดงานแล้วค่ะ 

LIPS: แอบไปส่องคอมเมนต์ในโซเชียลมา หลายเสียงชมว่าเพอร์ฟอร์แมนซ์ของ PiXXiE สุดมาก ร้องสด เต้นแรง เอเนอร์จีมาเต็มทุกสเตจ เบื้องหลังคุยกันไว้ว่าอย่างไร

อิงโกะ: จริงๆ พวกเรา 3 คนไม่รู้ตัว (ยิ้มหวาน) มันน่าจะเกิดขึ้นหลังจากคอนเสิร์ตใหญ่ของค่ายน่ะค่ะ คือก่อนงานคอนเสิร์ตเป็นช่วงที่ต้องงดรับงาน 1 เดือนเต็ม พวกเราไม่ได้ขึ้นร้องบนเวทีไหนเลยจนมันอั้น พอจบคอนเสิร์ตใหญ่และเริ่มรับงานอีกครั้ง มันเลยเหมือน 1 เดือนนั้นพวกเราได้ชาร์จพลังมาตลอด เราซ้อมร้องซ้อมเต้นกันแทบทุกวัน เพียงแต่ไม่มีคนเห็น พอเริ่มกลับมารับงาน พวกเราก็เลยปลดปล่อยมันออกมาค่ะ

มาเบล: ช่วง 1 เดือนนั้นเหมือนเราได้รีเฟรชตัวเองใหม่ค่ะ พอกลับไปดูตัวเองเมื่อต้นปีที่แล้ว รู้สึกว่าเราเต้นเบามาก คอนเสิร์ตใหญ่ก็เต้นเบาไป ไม่ได้นะ..แบบนี้ไม่ผ่าน (กอดอก สวมบทคอมเมนเตเตอร์สายโหด) ฉะนั้นตั้งแต่หลังจากคอนเสิร์ตค่ายเป็นต้นมา พวกเราเลยเต้นแรงขึ้นๆๆๆ จนจะเป็นลมค่ะ

อิงโกะ: จริงๆ เป็นลมไปแล้วด้วยอะ หน้ามืดเลย 

มาเบล: ถ้าถามว่าเหตุผลจริงๆ คืออะไร อาจจะเป็นเพราะในขณะที่เราโชว์อยู่ ดนตรีส่ง คนดูส่ง แล้วพอคนหนึ่งเต้นแรง มันเหมือนมีเพื่อน ทีนี้ก็พากันเต้นแรงหมดเลยค่ะ (หัวเราะ) 

Words: Sasi Akkomee
Photos: Somkiat Kangsdalwirun
Style: S. Spritenarakza
Costume: Kloset

Related Articles

เว็บไซต์ของเราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ เราได้อธิบายความหมายและวิธีการใช้คุกกี้ของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผย รวมถึงทางเลือกในการใช้คุกกี้ของเรา อ่านเพิ่มเติม