Search
Close this search box.
Search
Close this search box.
HOME / Interview

Love & Chemistry

ว่าด้วยความรัก และเคมีระหว่างคู่พระนาง ปราง-กัญญ์ณรัณ - ไม้-วฤษฎิ์
Interview

คุยกับ ปราง-กัญญ์ณรัณ และ ไม้-วฤษฎิ์ คู่ขวัญคู่ใหม่ในละครหลังข่าวเรื่อง “เมียอาชีพ” ด้วยเสน่ห์ในตัวของคู่พระนางทั้งสอง ความเป็นมืออาชีพและมุมมองความรักส่วนตัวที่ทั้งคู่ถ่ายทอดให้เราฟัง ทำให้เราสัมผัสได้ว่า หลังละครจบทั้งคู่คงต้องจูงมือเดินสายคู่กันไปอีกยาว

     เราเริ่มสนทนากับนางเอกสาวแซ่บที่แค่ละครออนแอร์ตอนแรก ชาวทวิตเตอร์ก็พากัน “หวีด” ชมเรื่องความสวยเป๊ะของเธอจนล้นหน้าฟีด เล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า บทบาทของเธอในละครเรื่องนี้คือ “นางเอกยุคใหม่ที่แท้จริง”

     “ที่ผ่านมาปรางไม่ค่อยได้รับบทที่เปรี้ยวแซ่บสักเท่าไร แต่เรื่องเมียอาชีพนี่เปรี้ยวแซ่บ สู้สุดฤทธิ์ และเป็นนางเอกยุคใหม่จริงๆ ค่ะ เป็นนางเอกที่ไม่ค่อยจะได้เจอในละครช่อง 3 ด้วยซ้ำไปค่ะ ไม่ร้าย แต่บุคลิกแซ่บ และแต่งตัวเซ็กซี่มาก เป็นนางเอกที่ไม่ได้เรียบร้อยอีกต่อไป เป็นนางเอกที่มีมารยาร้อยเล่มเกวียน สามารถโปรยเสน่ห์ให้ใครก็ได้มาชอบเรา ใส่ชุดฟิตมากๆ ได้โดยไม่ผิดกฎนางเอก (หัวเราะ) สู้คนได้ ตบสู้ได้ ไม่ใช่แค่ตบตัวร้าย แต่ตบใครก็ได้ มันฉีกกฎอะไรหลายๆ เรื่อง แต่ไม่ถูกทำให้โอเว่อร์”  

     เธอหัวเราะชอบใจกับบทบาทที่ได้รับซึ่งดูจะตรงกับตัวตนของเธอ และต่างจากบทบาทจาก “บุพเพสันนิวาส” ละครพีเรียดเรื่องดังที่ส่งให้เธอแจ้งเกิด

“มีคนพูดกับปรางมานานมากแล้วว่า อยากเห็นปรางในบทบาทแบบอื่นๆ บ้าง เป็นบทที่ไม่เรียบร้อย ไม่ใช่ละครพีเรียด ไม่ใช่แม่หญิงจันทร์วาด อยากเห็นบทที่ปรางได้แต่งตัวเหมือนปรางในอินสตาแกรมบ้าง”

     แสดงว่า ปรางในอินสตาแกรม กับปรางในชีวิตจริงก็ไม่เหมือนกันน่ะสิ สาวแซ่บในโลกโซเชียลนิ่งคิดอยู่ไม่กี่วินาทีก็ให้คำตอบว่า
     “ชีวิตจริงปรางไม่เซ็กซี่เลยค่ะ ไปถามโต้ง ( แร็พเปอร์ในนาม Twopee หวานใจในชีวิตจริงของเธอ) ได้เลยนะคะ ถามไม้ก็ได้  ปรางเป็นคนสบายๆ ไม่ได้เซ็กซี่แบบที่เห็นในอินสตาแกรม แค่ชอบแต่งตัวเฉยๆ”

     ด้วยภาพลักษณ์ของการเป็นแฟนสาวของแร็พเปอร์สุดหล่อจึงไม่น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่จะเดาว่า ตัวตนของเธอต้องเผ็ดร้อนไม่แพ้ภาพที่เห็นผ่านสื่อ แต่ย่อมไม่มีใครรู้จักตัวตนของ Ladiiprang ดีไปกว่าตัวเธอเอง โดยเฉพาะเรื่องการทำงานที่เราต้องยอมรับว่า เซอร์ไพรส์กับบางคำตอบที่แสดงถึงการยอมรับ และพร้อมแก้ไขในสิ่งที่เคยผ่านมา

     “ทุกวันนี้ปรางโตขึ้นค่ะ มีความตั้งใจกับงานมากขึ้น เมื่อก่อนเรายังเด็กกว่านี้จะมีอารมณ์ไม่อยากทำงานนี้ ไม่ชอบงานนี้ มีคำถามเยอะค่ะ ทำไมต้องอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอละครเรื่องบุพเพสันนิวาสดัง เราก็มองเห็นโอกาสในชีวิตมากขึ้น เห็นคุณค่าในโอกาสเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้น หมายถึงว่า เราไม่เคยทิ้งโอกาส ไม่ว่าจะเป็น โอกาสเล็กๆ น้อยๆ อะไรก็ตาม เราจะไม่ตั้งคำถามมาก

     ทั้งๆ ที่ขึ้นแท่นนางเอกละครไพรม์ไทม์เต็มตัวแล้วทั้งที แต่ทัศนคติของเธอกลับสวนทางกับความเป็นคนดังที่ต้องมีเงื่อนไขต่างๆ นานา มาคอยพยุงภาพลักษณ์
     “ตอนนี้ปรางดังกว่าแต่ก่อน แต่ปรางว่า ตัวปรางเองถ่อมตัวมากขึ้นนะคะ ไม่เรื่องเยอะ ไม่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ถ้ามีละครติดต่อมาแล้วไม่ได้เป็นนางเอกปรางก็รับนะคะ ถ้าเป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่คิดแล้วว่าเหมาะ ปรางก็ไม่เคยปฏิเสธ ไม่เคยมีคำถามค่ะ แค่รู้สึกว่าทำไปเถอะเดี๋ยวก็ดีเอง อาจจะเป็นเพราะปรางโตมากับบทที่ไม่ใช่นางเอกด้วยก็เป็นได้ เราเป็นนางรอง เป็นคู่สองมาก่อน จริงๆ เราก็มีชื่อเสียงจากตรงนี้ แล้วทำไมเราจะต้องไปยึดติด”

     ความรัก ความสัมพันธ์ของเธอระหว่างแร็พเปอร์หนุ่มคนรู้ใจนั้นเติบโต และยิ่งผูกพันกันมากขึ้นไปตามจำนวนปีที่นับไปนับมาก็ครบ 10 ปี พอดิบพอดี ถึงแม้จะมีช่วงพักเบรกไปถึง 2 ปีเต็มๆ แต่สุดท้ายก็ได้โคจรกลับมาอยู่เคียงข้างกันอีกครั้ง ด้วยความเข้าใจกันและกันที่มากยิ่งขึ้น
     “ปรางว่า พอทุกอย่างมันลงตัวแล้วความรักมันยังคงอยู่ ถึงเราจะห่างกันไปแต่พอเรากลับมาคุยกันแล้วก็คลิกกันอีกครั้ง เรามีความผูกพันกัน เพราะเราคบกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนั้นมันไปต่อไม่ได้ มันเหนื่อยที่จะพยายาม จริงๆ ทุกอย่างก็ดี แต่ไปด้วยกันไม่ได้ พอห่างกันไป 2 ปี แต่ละคนก็โตขึ้น เขาเองก็โตขึ้น แล้วพอมาคุยกันอีกครั้ง มันก็ไม่ต้องพยายามแล้วค่ะ
…แต่ยอมรับว่า ตอนนั้นมีเพื่อนๆ ทักท้วงเหมือนกันนะคะ เขาเคยเห็นว่า เราเคยทะเลาะกัน แล้วพอกลับมาจะเปลี่ยนไปเหรอ เพื่อนก็มีเตือนๆ บ้าง แต่ปรางว่า สุดท้ายอยู่ที่เรา ตอนแรกก็หนักใจนะคะตรงที่เราคิดว่า เอาอย่างไรดีนะ จะซ้ำรอยหรือเปล่า แต่สุดท้ายถ้าทำอะไรแล้วสบายใจทำไปก่อนดีกว่า”

     แสดงว่า เป็นคนรู้จักการให้อภัยคน เราวิเคราะห์จากคำตอบที่ได้ฟัง เธอพยักหน้ารับ
     “ให้อภัยค่ะ ปรางเป็นคนมองโลกในแง่ดีมากนะคะ โต้งเขาเองก็เคยพูดว่า ถ้าเขาเป็นปรางเขาอาจจะไม่ให้โอกาสแบบนี้ เขาอาจจะไม่กลับมาก็ได้ ทุกวันนี้เขาก็ขอบคุณปรางมากๆ ปรางให้อภัย ไม่โกรธเขา สองปีที่ผ่านมาปรางก็ลืมเรื่องไม่ดีที่ผ่านมาแล้ว เราไม่ได้มีปัญหาใหญ่โตถึงขนาดที่ให้อภัยกันไม่ได้ แต่ถ้าโกหกกันคงให้อภัยไม่ได้ เรื่องโกหกทุกคนก็คงเคยเจอ แต่ก็เป็นสิ่งที่ปรางไม่อยากเจออยู่ดี เพราะพื้นฐานของความสัมพันธ์สำหรับปราง คือ ความเชื่อใจ ปรางไม่สามารถคบกับคนคนหนึ่งได้ถ้าปรางไม่เชื่อใจเขาเลย

“ปรางเชื่อในความรักมากๆ ถ้าเขายังรักเราอยู่ ถึงอย่างไรก็ยังไปด้วยกันได้ แล้วสองปีที่เว้นวรรคกันไปปรางไม่มีใครเลย แต่มีเข้ามาจีบบ้าง เราก็ทำความรู้จักได้ แต่ก็ไม่เจอใครที่คลิกเลย บางทีเป็นความรู้สึกเราเองที่คุยกันแค่ถามตอบก็รู้แล้วนะ เป็นคนคนละสไตล์กัน มันจะสัมผัสได้ค่ะ”

     นอกจากความรักที่อธิบายเป็นรูปธรรมได้ยาก เคมีระหว่างพระเอกนางเอกที่ส่งเสริมกันได้ดีก็ยังเป็นสูตรลับที่ยากจะบอกได้ว่า ต้องมีส่วนผสมอะไรบ้างจึงจะกลมกล่อม
     “สำหรับปรางคู่พระนางที่เคมีเข้ากันได้ดีคงต้องดูจากตอนแอ็คติ้งอะไรไปตามบทที่กำหนด แล้วเราเล่นอะไรไปแล้วเขาตอบสนอง แล้วเราสัมผัสได้ ถ้าเราไปเล่นกับคนที่เคมีไม่ตรงกัน เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย แล้วเราต้องทำอย่างไรดี กลายเป็นว่า เราต้องทำให้เขารู้สึกรัก รู้สึกชอบเขา แต่ถ้าคนที่เคมีตรงกันจริงๆ เวลาเขาส่งอะไรมาเราจะรู้สึกว่า ตัวละครนี้น่ารักจังเลย”

     ถ้าอินกับการแสดงจนคนดูเชื่อได้ การสร้างกระแสคู่จิ้นฟินเว่อร์เพื่อโปรโมทละครก็คงไม่จำเป็น เธอคิดเช่นนั้น
     “ปรางว่า เดี๋ยวนี้คนจิ้นในตัวละคร อย่างไม้กับปรางถ้าคนดูแล้วเขาจะจิ้นกัน ก็เป็นเพราะเขาอินกับตัวละครมากกว่า อย่างตอนบุพเพฯ คนยังจิ้นปรางกับพี่ปั้นจั่นเลย ทั้งๆ ที่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เจอกันก็ทะเลาะตลอด เราต่างคนก็ต่างมีแฟนแล้วด้วย ได้คู่กับพี่ปั้นจั่นมาตลอด ดีใจที่ได้เปลี่ยนพระเอกบ้าง”

     เธอหัวเราะอารมณ์ดีเมื่อพูดถึงพระเอกคนล่าสุดที่โคจรมาเจอกันเป็นครั้งแรก พร้อมแอบ                    เม้าท์ให้เราฟังด้วยน้ำเสียงร่าเริง
     “ไม้เขาเป็นผู้ชายเจ้าระเบียบ เป๊ะมาก คนชอบบอกว่า ปรางเป๊ะ แต่จริงๆ แล้วปรางไม่มีระเบียบเลย กระเป๋ารก ห้องรกมาก แต่ไม้นี่เขามาถึงกองปุ๊บ เราจะเห็นเลยว่า กระเป๋าเขาสะอาดมาก สายชาร์จแบตขาวสะอาด เช็ดตลอด เห็นแล้วเราอายเขาเลยค่ะ เขาพกทิชชู่เปียก พกของพวกนี้ติดตัวเป็นนิสัย ไม่ได้ทำเฉพาะช่วงโควิดด้วยนะคะ เราเห็นแล้ว ยอมเลยจริงๆ”

     ส่วนพระเอกหน้าตาตรงตามมาตรฐานพระเอกละครไทยอย่าง ไม้-วฤษฎิ์ นั้น ผ่านงานละครมานับ 10 เรื่อง แฟนละครจึงคุ้นหน้าคุ้นตาเขาอยู่ไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่า ช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 แสงสปอตไลท์จะฉายมายังพระเอกดาวรุ่งดวงนี้เข้าอย่างจัง เพราะภายในช่วงครึ่งปีหลังเขากำลังจะมีละครออนแอร์ติดๆ กันถึงสองเรื่อง “เมียอาชีพ” คือเรื่องแรก ส่วนที่กำลังถ่ายทำอยู่อย่าง “เมียจำเป็น” นั้นก็ชื่อคล้ายคลึงกันจนชวนสับสน

     ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้ร่วมงานกับนางเอกที่เดินสวนกันในตึกมาลีนนท์มานาน จากที่เคยมอง Ladyprang เป็นสาวสวยเผ็ด ชื่นชมแม่หญิงจันวาดในบุพเพสันนิวาสว่า ช่างสมกับเป็นกุลสตรีไทย ครั้นเมื่อได้มาร่วมงานกันอย่างจริงจังไม้เล่าถึงตัวตนของนางเอกคนนี้ว่า

     “พอมารู้จักปรางจริงๆ เขาก็เป็นผู้หญิงโก๊ะๆ เรียบๆ ง่ายๆ ตั้งใจทำงาน และตลก ผมประทับใจเขาตรงที่เขาเป็นคนง่ายๆ ทำได้ทุกอย่างบอกให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เคยมีปัญหา เรื่องการทำงานเขาก็เป็นมืออาชีพมาก”

     เช่นเดียวกับตัวเขาเองที่เคร่งครัดกับระเบียบวินัยในการทำงานมากพอดู
     “สิ่งสำคัญในการทำงานสำหรับผม คือ การตรงต่อเวลา ห้ามไปถึงแล้วเขารอเราอยู่ ถ้าวันไหนเป็นแบบนั้นผมจะรู้สึกเฟลมาก อีกอย่างหนึ่งก็คือผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูง บางวันมีซีนยากๆ ผมจะขอปลีกตัวมาทำสมาธิทบทวนบทด้วยตัวเอง อย่างในเรื่องเมียอาชีพบทค่อนข้างยากสำหรับผมเหมือนกัน”

     อีกสิ่งหนึ่งที่ไม้ได้เรียนรู้หลังจากอยู่ในวงการบันเทิงมาหลายปีก็คือ การเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องฝืนถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
     “พออยู่ไปเรื่อยๆ ประสบการณ์ก็สอนเราไปเองว่า ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ช่วงแรกๆ เขาจะบอกให้ผมทำแบบนี้ เป็นแบบนี้ วางตัวแบบนี้ ต้องมีคาแร็กเตอร์ตลก ผมว่า เราเองน่ะจะเหนื่อยที่ไม่เป็นตัวของตัวเองพอมาหลังๆ เราก็แค่เป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ไม่ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แค่นี้จบแล้ว ผมอยู่จุดนี้ผมโอเคแล้ว”

     เช่นเดียวกับความรักที่ยิ่งพยายามฝืนเท่าไรก็ดูเหมือนจะยิ่งไปไม่รอด ไม่ไหวอย่าฝืนตั้งแต่แรกนั่นแหละดีที่สุด
     “หลายๆ อย่างก็สอนให้เรารู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องมีสเป๊ก หรือไขว่คว้าหาอะไร ถึงเวลาที่ใช่ก็คือใช่ เราหาคนที่อยู่ด้วยแล้วเราสบายใจมากกว่า ผมเคยคบกับคนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เหมือนกัน แต่ผมเป็นคนไม่ฝืน พอลองแล้วไม่ใช่ เราก็ปล่อยดีกว่า อย่างเรื่องการใช้ชีวิต ผมเป็นคนกินอยู่สบายๆ ติดดิน แต่เขาต้องเข้าร้านอาหารหรูกินมื้อละหลายพัน ผมก็ไม่ละ ผมสามารถเดินเข้าร้านตามสั่งแล้วกินได้เลย

“ผมใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไปมากๆ ถ้าเจอคนที่ใช้ชีวิตมีมาตรฐานสูง ต้องดูดี ดูหรู ดูแพง นั่นไม่ใช่ผม หรือบางคนก็ใช้ชีวิตเกินตัวแบบนั้นก็ไม่ใช่ บางคนคุยกันไม่รู้เรื่อง สนใจคนละแบบก็ไปด้วยกันไม่ได้ คนที่ใช่จะมีจุดร่วมที่ใช้ชีวิตไปด้วยกันได้ ชอบเที่ยวแบบนี้ ชอบใช้เวลาทำอะไรเหมือนกัน”

     เขายอมรับว่า บางครั้งตัวเขาเองก็ไม่ใช่ผู้ชายนิสัยดีเสมอไป แต่ที่แน่ๆ เขารู้ว่า ตัวเองต้องการอะไร และหากเจอสิ่งที่ไม่ใช่ก็ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่ายดีกว่า“เดทแย่ๆ ของผม เกิดขึ้นวันเดียว ครั้งเดียว แล้วหายไปเลย ผมนี่แหละเฟดเอง รู้ตัวว่าไม่ใช่ เราคุยกันไม่รู้เรื่อง เขาสนใจอีกเรื่อง เหมือนคุยกันคนละภาษา มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะ แต่ผมจะหายไปเลย ไม่ตอบไลน์ ไม่โทร ยอมรับว่า แย่นะ เป็นคนใจร้าย แต่ผมก็เคยเจอผู้หญิงทำแบบนี้เหมือนกันนะ มันเหมือนกรรมตามสนองเลยล่ะ แต่ผมมองว่า ทำแบบนี้อาจจะเจ็บ แต่เจ็บน้อย เพราะเราไม่ยืดเยื้อ”

     สมัยนี้คิดว่า เวลาไปออกเดทผู้ชายยังต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงผู้หญิงอยู่ไหม เราหยิบคำถามที่มักจะเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น
     “ผมไม่ซีเรียสเรื่องนี้ แต่มันก็เป็นมารยาททางสังคม ด้วยสังคมไทยเราผู้ชายต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้ว เราเลี้ยงได้ แต่ถ้าคุณจะแชร์เราก็ไม่ติด หรือคุณอยากจะเลี้ยงเราก็ยังได้เลย ผมไม่ฟิกซ์นะ ผมเคยเจอนะ ผู้หญิงเปย์เอง แต่ทั้งนี้สิ่งที่ใช่หรือไม่ใช่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเท่าเราคุยกันรู้เรื่องไหม อยู่ด้วยกันแล้วสบายใจหรือเปล่า เป็นตัวเองหรือเปล่าหรอก
…โมเม้นต์แรกที่เราจะรู้ว่า เราอยู่กับคนนี้แล้วสบายใจ คือ เราสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องระวังตัวกลัวเขาจะไม่ชอบ โมเม้นต์ที่ไม่ต้องคุยอะไรกันก็ได้ แค่นั่งอยู่ข้างๆ กันเฉยๆ แล้วไม่อึดอัดก็พอแล้ว”

     เชื่อว่า คงมีสาวๆ อยากกรอกใบสมัครมานั่งเคียงข้างเขากันเป็นแถว แต่ก็ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ผู้ชายคนนี้ยังไม่คิดลงหลักปักฐานกับใคร แต่ถ้าเจอคนที่ใช่เมื่อไรก็คงพอมีลุ้น
     “ผมผ่านจุดที่พยายามตามหาแฟน ตามหาคนที่ใช่มามากแล้ว จนรู้สึกว่า มีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า เรามีความสุขหรือเปล่า ถ้ามีแล้วชิวิตแฮปปี้ก็ดี แต่ถ้ามีแล้วเหนื่อยจะมีไปทำไม”

     ก็จริงตามที่เขาว่า แล้วผู้ชายสมัยใหม่อย่างเขามองหาอะไรในตัวคนที่จะมาเป็นภรรยาในอนาคต
     ผมว่า คำว่า “แฟน” กับ คำว่า “ภรรยา” ความหนักแน่นของสองคำนี้ต่างกัน ผมจะไม่ใช้คำว่า แฟนกับใครง่ายๆ ต้องคุยสักพักให้มั่นใจก่อน แล้วพอเป็นแฟนกันค่อยรอดูอีกทีในอนาคต ส่วนภรรยานี่ต้องเป็นคนที่พร้อมจะอยู่ข้างเรา เข้าใจเราตลอดเวลา เป็นเหมือนที่พึ่งพิงซึ่งกันและกัน เป็นคนสำคัญมากๆ ในชีวิตเรา เพราะฉะนั้น ผมมองว่า การเลือกภรรยาต้องใช้เวลาศึกษาให้มั่นใจ การจดทะเบียน คือ การเซ็นสัญญาว่า เราเป็นคู่ชีวิตกันนะ แปลว่า หลังจากนี้ไปเราจะอยู่กันไปตลอดจนกว่าจะหย่า ซึ่งคงไม่มีใครอยากหย่าหรอก”

     แล้วคำว่า “คนคุยๆ กัน” ล่ะ เราโยนอีกหนึ่งคำให้เขาขบคิด
     “คุยๆ หรือ เดท ก็คือ การทดลองหาภรรยานั่นแหละ จนกระทั่งเจอ ตกลงเป็นแฟนก็ยังเป็นการทดลองอยู่ บางคนคบกันมา 7-8 ปียังเลิกได้เลย เพราะฉะนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ เราไม่ต้องไปยึดติดดีกว่า”

     สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปในยุคสมัยที่คนไม่ยึดติดกับนิยามของความสัมพันธ์ คือ เราได้เห็นดารานักแสดงเปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์มากขึ้น“ผมว่า เป็นดาราจะเปิดตัวแฟนได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับคนที่เราจะคบด้วยมากกว่า เขาจะเปิดไหม ถ้าไม่อยากให้เปิดก็ไม่ต้องเปิด ผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูง หวงความเป็นส่วนตัว แต่เรื่องการมีแฟนถ้าเขาอยากเปิดผมก็ยินดี ไม่ได้แคร์ว่า ใครจะมาบอกว่าอย่างไร นี่ชีวิตเรา ผมอยากให้คนดูที่ผลงานมากกว่า ไม่งั้นคนต้องมากำหนดว่า เราต้องคบกับคนนี้ เป็นคู่จิ้นกับคนนั้น ผมว่าไม่น่าเกี่ยว อยากให้แฟนคลับเข้าใจว่า คุณอาจจะอยากแฮปปี้กับโมเม้นต์คู่จิ้นที่คุณอยากเห็น แต่ก็อย่าไปกดดันชีวิตจริงเขาจะดีกว่า ไม่มีใครชอบให้คนอื่นมาบังคับชีวิตหรอก”

Photography : Nucha J.
Styling : Anansit K.
Special Thanks : Fendi, Louis Vuitton, MaxMara
Mestyle Museum Hotel โทร. 0 2690 8899

Related Articles

เว็บไซต์ของเราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ เราได้อธิบายความหมายและวิธีการใช้คุกกี้ของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผย รวมถึงทางเลือกในการใช้คุกกี้ของเรา อ่านเพิ่มเติม