Search
Close this search box.
Search
Close this search box.

7 Alternative Love Movies You Must Watch!

หนังรักทางเลือกหลากมิติที่คุณไม่ควรพลาด
Culture / Entertainment

หากพูดถึงประเภทของภาพยนตร์หรือ ‘Film Genre’ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภาพยนตร์โรแมนติกหรือ ‘หนังรัก’ นั้นเป็นแนวภาพยนตร์ที่โปรดปรานของใครหลายๆ คน ทำให้หนังประเภทนี้นั้นติดอันดับต้นๆ ของการจัดอันดับ Box Office และสตรีมมิ่งภาพยนตร์ออนไลน์อยู่เสมอ จนมีรายงานจากสตรีมมิ่งชื่อดังอย่าง Netflix ว่าในหนึ่งปีมีคนมากกว่า 80 ล้านคนทั่วโลกดูหนังรักนี้ผ่านแพลตฟอร์มของพวกเขา 

เราไม่แปลกใจเลยที่หนังประเภทนี้จะได้รับความนิยมเพราะด้วยเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘ความรัก’ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ทุกคนบนโลกนี้ต้องเจอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้หนังรักนั้นสามารถพาผู้ชมให้มีความรู้สึกร่วมกับภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี และนอกจากนั้นหนังรักนั้นยังสามารถพาทุกคนหนีออกจากโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้ายได้ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงที่หนังประเภทนี้จะเข้ามาเติมเต็มความสดใสให้กับโลกแห่งความเป็นจริงของคนดู 

แต่ความ Cliche ของหนังรักหลายๆ อย่างทำให้คอหนังหลายคนเบื่อจนอยากเบือนหน้าหนีไม่ว่าจะเป็น พล็อตเรื่องสุดซ้ำซากหรือไม่ก็ตอนจบที่คนดูสามารถเดาได้อย่างง่าย ผนวกกับเรื่องของความหลากหลายและความเท่าเทียมเข้ามามีบทบาทในสังคมปัจจุบันมาก หนังรักทางเลือกเลยกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ของทั้งผู้ผลิตและคนดูในยุคนี้ เพราะหนังรักทางเลือกเหล่านี้ไม่ได้โฟกัสในเรื่องของความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกแต่กลับบอกเล่าเรื่องราวของการรักตัวเอง รักครอบครัว หรือแม้แต่ความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ก็ถูกนำมาบอกเล่าเพื่อพาทุกคนหลีกหนีจากโลกความเป็นจริงอันโหดร้าย 

อย่างไรก็ตามเราขอบอกไว้ก่อนว่าหนังรักทางเลือกหรือ ‘Alternative Love Movie’ ที่เราจะพูดถึงในวันนี้อาจไม่ได้มีภาพจำสุดหวานฟุ้งเหมือนกับภาพยนตร์แนวโรแมนติกที่ทุกคนเคยดู แต่หนังในลิสต์นี้สามารถส่งต่อความรักในมุมมองใหม่ๆ ตามธีม #NEWWEDDING ของ LIPS Magazine ในเดือนนี้ จะมีภาพยนตร์เรื่องไหนบ้างที่ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวความรักโรแมนติกแบบคู่รักแต่ก็สามารถสร้างความอบอุ่นใจและส่งผ่านความรักในมุมมองใหม่ให้กับทุกคนได้ไปดูกัน!

Lady Bird (2017)

เราขอเริ่มกันที่ภาพยนตร์เรื่องแรกอย่าง ‘Lady Bird’ ภาพยนตร์แนว Coming of Age ที่บอกเล่าเรื่องราวของเด็กสาววัยรุ่นอย่าง Christine Lady Bird Mcpherson ที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้ามหาวิทยาลัยของเธอ ภายใต้ฉากของเมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีช่วงเวลาปี 2000s ของสหรัฐฯ ซึ่งมีภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นพื้นหลัง ซึ่งอ้างอิงมาจากชีวิตจริงส่วนหนึ่งของผู้กำกับเรื่องนี้อย่าง Greta Gerwig

ด้วยสภาวะสังคมและสภาพแวดล้อมทำให้ Christine นั้นเป็นเด็กที่ตั้งคำถามและต่อต้านทุกสิ่งในชีวิต อีกทั้งเธอยังต้องการที่จะออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองโดยตั้งใจเข้ามหาลัยไกลบ้านแต่ด้วยปัญหาหลายๆ อย่างทำให้เธอไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถถ่ายทอดประเด็นการค้นหาตัวตนของ Christine ได้อย่างละเมียดละไมซึ่งสะท้อนเรื่องราวในชีวิตจริงที่ใครหลายๆ คนเคยพบเจอ บทสรุปอันแสนสวยงามสะท้อนการค้นพบตัวเองของ Christine ทำให้หนังเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในลิสต์ Alternative Love Movie อย่างไร้ที่ติ  

Love, Simon (2018)

‘Love, Simon’ เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์แนว Coming of Age ที่บอกเล่าเรื่องราวของการค้นหาตัวตนของตัวเองแต่บอกเล่าในมุมมองที่ต่างออกไป โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงเรื่องราวของ Simon Spier เด็กหนุ่มถ้ามองจากภายนอกเรียกได้ว่าเขาสมบูรณ์พร้อมในทุกๆ ด้าน แต่ภายในจิตใจของเขานั้นเพิ่งพบว่าตัวเองเป็นเกย์และประสบปัญหา Come Out หรือการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเอง และเขาได้พบกับ Blue บุคคลลึกลับที่ประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์บนเว็บไซต์ของโรงเรียนหลังจากนั้น Simon ก็ได้สานสัมพันธ์กับ Blue ผ่านอีเมลซึ่งหลังจากนี้ก็ทำให้เกิดเรื่องราวมากมายตามมา  

บทสรุปของหนังเรื่องนี้เรียกได้ว่าพยายามลบภาพจำด้านลบต่างๆ ของชาว LGBTQ+ ในสื่อภาพยนตร์ และพยายาม Normalize ให้การเป็น LGBTQ+ นั้นเป็นเรื่องปกติซึ่งเป็นอะไรที่ดีต่อใจมากๆ ซึ่งเป็นเสน่ห์มัดใจของหนังเรื่องนี้เลย และถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีเรื่องราวโรแมนติกแทรกมาอยู่บ้างแต่กลับกลายเป็นว่าประเด็นการ Come Out และค้นหาตัวตนของ Simon ที่เป็นประเด็นหลักของเรื่องทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังรักทางเลือกที่คุณไม่ควรพลาดเลย!

CODA (2021)

หนัง Coming of Age เรื่องต่อมาทำให้เรายังคงวิ่งเล่นอยู่ในโรงเรียนมัธยมของอเมริกาอย่างเรื่อง ‘CODA’ ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ Ruby Rossi เด็กสาวหูปกติที่เกิดมาในครอบครัวที่มีความบกพร่องทางการได้ยินทั้งบ้าน ทำให้เธอต้องทำหน้าที่เป็น ‘หู’ ให้กับครอบครัวโดยเธอต้องช่วยที่บ้านออกเรือหาปลาซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัวและเธอยังต้องเรียนหนังเหมือนเด็กทั่วๆ ไป เรื่องราวก็มาพบกับจุดพลิกผันเมื่อเธอพบว่าเธอชอบร้องเพลง และนั่นก็ทำให้เกิดปัญหาตามมาเพราะเธอต้องทอดทิ้งครอบครัวที่หูหนวกเพื่อที่จะเข้าเรียนต่อในวิทยาลัยดนตรี 

เมื่อเส้นทางที่ต้องเลือกทำให้ภาระอันหนักอึ้งมาตกอยู่ที่ Ruby ที่จะต้องเลือกระหว่างความฝันกับครอบครัว หนังเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวอุปสรรคต่างๆ ของ Ruby และครอบครัว Rossi ที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของผู้พิการในอเมริกาที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนเท่าที่ควร แต่หนังสุดอบอุ่นเรื่องนี้กลับจบลงได้อย่างสวยงามด้วยความรักอันทรงพลังของครอบครัวนี้ ทำให้ CODA เป็นหนังรักทางเลือกที่เหมาะมากที่จะดูกับครอบครัวในวันหยุด

Minari (2020) 

ภาพยนตร์อเมริกันสัญชาติเกาหลีเรื่อง ‘Minari’ เป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่สะท้อนความฝันของชนชั้นกลางในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เป็นอย่างดี ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวในยุค 80s ของครอบครัวชาวเกาหลีครอบครัวหนึ่งที่ย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากถึงรัฐอาร์คันซอรัฐทางตอนใต้ของอเมริกา โดยครอบครัวหนีหวังว่าจะมาลงหลักปักฐานและสร้างตัวด้วยการทำอุตสาหกรรมการเกษตรเหมือนกับหลายๆ ครอบครัวชาวอเมริกาในยุคนั้น 

และเมื่อความพากเพียรในการก่อร่างสร้างตัวของคนเป็นพ่ออย่าง Jacob ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวค่อยๆ สร้างปมดราม่าต่างๆ ที่คอยปะทุขึ้นอยู่ตลอดทั้งเรื่อง แต่อย่างไรก็ตามภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์และความรักภายในครอบครัวที่ถึงแม้จะมีปัญหาอยู่บ้างแต่เราก็ต้องค่อยๆ แก้ปัญหาและผ่านมันไปให้ได้ ทำให้หนังเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในลิสต์นี้ได้อย่างไม่ต้องคิดโดยเฉพาะการเล่าเรื่องผ่านครอบครัวชาวเกาหลีก็คงจะทำให้เราๆ อินได้กับหนังเรื่องนี้ไม่น้อย แถมการแสดงของนักแสดงทุกคนก็เรียกว่ากลมกล่อมและพาเราเข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี  

Green Book (2018)

กระโดดมาที่ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยประเด็นการเหยียดสีผิวบนโลกใบนี้อย่างเรื่อง ‘Green Book’ ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของนักเปียโนคลาสสิคผิวดำระดับโลกอย่าง ‘Donald Shirley’ กับ ‘Tony Lip’ หนุ่มใหญ่ผิวขาวชาวอิตาเลียนผู้ผันตัวจากบอดี้การ์ดในผับมาเป็นคนขับรถของนักเปียโนชื่อดังคนนี้เพื่อพาเขาทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศในช่วงเวลาที่มีการเหยียดสีผิวอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะตอนใต้ของอเมริกาที่เป็นจุดหมายสุดสำคัญของทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้ 

ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างสีผิวและชนชั้นอันแตกต่างของตัวละครหลักสองตัวโดยเฉพาะอย่างหลังที่เรียกว่าย้อนแย้งกันมากในช่วงเวลานั้น เพราะคนผิวดำอย่าง Donald ที่ถูกมองว่าเป็นชนชั้นล่างกลับมีสติปัญญา การศึกษา และมารยาทอันสูงส่ง กลับกันคนผิวขาวอย่าง Tony ซึ่งถูกมองว่าเป็นชนชั้นนำในช่วงเวลานั้นกลับด้อยกว่าในทุกๆ ด้าน แต่การเดินทางครั้งนี้กลับทำลายความคิดและความแตกต่างรวมถึงการแบ่งแยกสีผิวของทั้งสองทำให้เกิดกลายเป็นมิตรภาพดีๆ และแสดงให้เห็นถึงความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ ไม่แปลกใจเลยที่หนังฟีลกู๊ดเรื่องนี้จะมาติดอยู่ในลิสต์นี้ด้วย 

Hidden Figures (2016)

Mary Jackson (Janelle Monae, left), Katherine Johnson (Taraji P. Henson) and Dorothy Vaughan (Octavia Spencer) in <em>Hidden Figures.</em>

อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการเหยียดสีผิวที่ทุกคนควรดูอย่าง ‘Hidden Figures’ ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ 3 หญิงสาวผิวดำที่เป็นผู้บุกเบิกวงและพัฒนาวงการอวกาศของสหรัฐในยุคสงครามเย็นอย่าง Katherine Goble นักคณิตศาสตร์ผู้เก่งด้านการคำนวณฟิสิกส์ Mary Jackson นักคณิตศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญในด้านงานวิศวกรรม และ Dorothy Vaughan หัวหน้านักคณิตศาสตร์ผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์

ซึ่งทั้งสามคนทำงานอยู่ในองค์กร NASA ที่ได้รับแรงกดดันจากทั้งประเทศให้พายานอวกาศขึ้นไปโคจรรอบโลกได้เพื่อไม่ให้แพ้สหภาพโซเวียตศัตรูตัวฉกาจ ด้วยแรงกดดันจากหลายฝ่ายและการเหยียดสีผิวที่รุนแรงทั้งสามคนทำงานใน NASA ท่ามกลางการกดขี่ของคนผิวขาวในเวลานั้น ทำให้หนังเรื่องนี้สะท้อนมิตรภาพระหว่างเพื่อนและคนต่างสีผิวซึ่งจะปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักทางเลือกที่ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแต่ก็สามารถส่งมอบความรักให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี 

Little Women (2019)

‘Little Women’ คือภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่สามารถสะท้อนมุมมองความรักได้ในหลายมิติมากทั้งด้านครอบครัว ตัวเอง และผู้หญิง ภาพยนตร์ Coming of Age เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันโดยบอกเล่าเรื่องราวของพี่น้องทั้ง 4 คนที่พยายามต่อสู้กับกรอบของสังคมในศตวรรษที่ 19 ที่คนในสมัยนั้นมีชุดความคิดว่าผู้หญิงนั้นจะประสบความสำเร็จได้ด้วย ‘การแต่งงาน’ 

หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องด้วยการต่อสู้กับการกดทับสตรีของสี่พี่น้องแต่แฝงไปด้วยความรักในหลากมิติ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นกลายเป็นอีกภาพยนตร์รักทางเลือกที่ทุกคนไม่ควรพลาด แถมผู้กำกับหญิงคนเก่งอย่าง Greta Gerwig สามารถดัดแปลงบทประพันธ์สุดคลาสสิกให้กลายเป็นภาพยนตร์เพื่อนหญิงพลังหญิงแห่งยุค ที่สามารถส่งมอบความรักและพลังบวกให้กับผู้หญิงในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี และองค์ประกอบต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ก็เรียกว่าเพอร์เฟกต์ เราว่านอกจากผู้หญิงแล้วหนังเรื่องนี้สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัยเลย 

#NEWWEDDING

#LIPSERA

#LIPSMAGAZINE

Related Articles

เว็บไซต์ของเราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ เราได้อธิบายความหมายและวิธีการใช้คุกกี้ของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผย รวมถึงทางเลือกในการใช้คุกกี้ของเรา อ่านเพิ่มเติม