7 Feel-Good Movies

อบอุ่นหัวใจในวันหยุดไปกับ 7 ภาพยนตร์ฟีลกู้ด

     จะมีกิจกรรมไหนที่เหมาะจะทำในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้ดีไปกว่านอนอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ และดูภาพยนตร์ฟีลกู้ดสักเรื่อง ซึ่งภาพยนตร์ทั้ง 7 เรื่องที่เราได้หยิบมาฝากการ์ซงในวีคนี้ยังแอบแฝงแนวคิดบางอย่างที่ช่วยเติมพลังงานด้านบวกให้กับชีวิต เหมาะจะเปิดชมแบบมาราธอนยาวๆ ในช่วงวันหยุดที่ไม่มีโปรแกรมออกไปเที่ยวไหน

Wonder (2017)

     ในวัยเด็กทุกคนก็คงจะเคยผ่านประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้ง หรือ Bully ที่โรงเรียนกันมาบ้าง แต่เราคิดว่าคงไม่มีใครต้องมาพบเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ทุกๆ วัน เหมือนกับเด็กอย่างออกัส ด้วยเหตุผลเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเขาไม่เหมือนคนอื่น แม้จะเป็นเช่นนั้นในทุกวัน แต่จิตใจของออกัสกลับเข้มแข็งมากจนทำให้เราเองพลอยได้กำลังใจในการชีวิตไปด้วย และยิ่งในยุคที่การกลั่นแกล้งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เราเลยเชื่อว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีมากที่ทุกคนควรจะกลับไปหยิบภาพยนตร์เก่าเรื่องนี้ขึ้นมาชมกันอีกครั้ง

     เหตุผลอีกหนึ่งข้อที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถถ่ายทอดความอบอุ่นจากนิยายต้นฉบับออกมาได้อย่างครบถ้วน ก็คงเป็นเพราะว่าตัวนักเขียนอย่าง Stephen Chbosky เข้ามารับหน้าที่ผู้กำกับด้วยตัวเอง เขาถึงได้รู้อย่างลึกซึ้งว่าควรจะหยิบยกพาร์ทไหนของหนังสือขึ้นมาขยาย และถึงแม้เรื่องราวของออกัสซึ้งจนเข้าถึงจิตใจของเราได้อย่างง่ายดาย แต่พาร์ทที่เราชอบมากที่สุดกลับเป็นชีวิตพี่สาวของออกัส เพราะถึงแม้เธอจะเข้าอกเข้าใจในความลำบากของน้องชาย และพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่เพื่อไม่ให้พ่อแม่กังวลมากสักเท่าไร แต่ลึกๆ แล้วตัวเธอก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่มีปัญหาตามภาษาวัยรุ่นไม่ต่างจากน้องชาย และต้องการการเอาใจใส่เล็กๆ น้อยๆ จากพ่อแม่ของเธอบ้างเท่านั้นเอง

The Shawshank Redemption (1994)

     ใครมันจะอยากติดคุกกันเล่า โดยเฉพาะกับข้อหาที่ตัวเองไม่ได้กระทำจริงๆ เลยแม้แต่น้อย แต่อดีตนายธนาคารที่ชีวิตแสนสบายอย่างแอนดี้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องมาชดใช้ความผิดอยู่ในคุกแห่งนี้ ถึงจะฟังดูโชคร้าย แต่กลับกลายเป็นว่า ชีวิตที่แท้จริงของเขาเพิ่งจะได้เริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เมื่อเขาได้พบเจอกับบรรดานักโทษมากมาย ที่ต่างก็ทยอยเข้ามาสอนบทเรียนชีวิตให้กับเขา โดยเฉพาะ “เรด” ที่สอนให้เขาปรับตัวเข้ากับสภาพอันโหดร้ายได้ แต่ในขณะเดียวกันเองเรดก็ได้รับบทเรียนจากแอนดี้เช่นเดียวกัน ว่าถึงแม้จะริบรี่แค่ไหน แต่ความหวังก็คือความหวัง จนในที่สุดเขาทั้งคู่จึงได้ตัดสินใจวางแผนหนีออกจากคุก ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างสงบด้วยกัน (เรื่องนี้ไม่ใช่แนวภาพยนตร์วาย อย่าได้คิดเชียว)
     ในมุมมองของเรา The Shawshank Redemption เป็นภาพยนตร์ที่ใช้เติมพลังงาน ความหวัง และสอนความหมายของชีวิตได้ดีมาก โดยไม่ต้องเสี่ยงไปติดคุกด้วยตัวเอง ซ้ำยังมีฉากไอคอนนิกกลางสายฝนด้วย ยิ่งเข้ากับบรรยากาศของช่วงนี้เข้าไปอีก
     สำหรับคนที่ไม่เคยดู และยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดชมดีหรือเปล่า เราก็ขอบอกว่าไม่ต้องคิดให้เยอะ เพราะการได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 7 สาขาในปีที่ฉาย ก็สามารถการันตีคุณภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เลยล่ะ ถึงจะแอบเสียดายอยู่บ้างที่ไม่ได้เลยสักรางวัลเพราะดันเข้าชิงปีเดียวกันกับ Forrest Gump ก็เถอะ

About Time (2013)

     แค่ชื่อคงก็บอกได้แล้วว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวกับเวลา ไม่ใช่เชิง Sci-fi ที่เต็มไปด้วยทฤษฏีวิทยาศาสตร์มากมายหรอกนะ แต่ About Time เป็นภาพยนตร์เกี่ยวความสามารถพิเศษของผู้ชายในครอบครัวๆ หนึ่ง ที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น ซึ่งพระเอกของเราอย่างทิมก็ค้นพบพลังงานนี้เข้า และใช้มันกลับไปแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่เขาเคยตัดสินใจผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการจีบผู้หญิงที่หมายปอง จนไปถึงการย้อนกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ร้ายๆ และใช้เวลาอีกครั้งกับครอบครัว ซึ่งเราขอบอกว่า มันเป็นหนึ่งในซีนที่ดีที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยก็ว่าได้ ถึงจะชูความสามารถในการย้อนเวลาเป็นแกนหลักของเรื่อง แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาสู่ผู้ชมอย่างเราก็คือ ทำทุกวันให้ดีที่สุด และเมื่อเราดีที่สุดแล้วต่อให้ผลมาเป็นอย่างไร เราก็ไม่ต้องย้อนกลับไปแก้ไขมันอีก ถึงแม้จะมีพลังกลับไปแก้ไขได้นับไม่ถ้วนก็ตาม
     และที่มองข้ามเลยไม่ได้จริงๆ ก็คือการลำดับภาพ ที่อาจจะไม่ได้หวือหวามาก แต่กลับทำให้เราอยากนั่งชมจนจบ เมื่อรวมกับมู้ดที่ออกมาในสีโทนอุ่นก็ยิ่งเป็นองค์ประกอบที่ดี ที่ช่วยส่งให้เราสัมผัสถึงความอบอุ่นของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครได้อย่างดี เราแนะนำให้เปิดดูพร้อมๆ กับครอบครัวนะ รับรองว่า ต้องมีประทับใจจนเสียน้ำตากันบ้างละ

Love Actually (2003)

     เชื่อว่า หลายคนเริ่มอมยิ้ม หรืออดขำไม่ได้ตั้งแต่เห็นชื่อเรื่องแล้ว เพราะ Love Actually ถือเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ในตำนาน ที่ต้องเคยได้ยินรีวิวผ่านหู หรือเคยดูผ่านตามาแล้วบ้าง แต่สำหรับการ์ซงยุค Gen Z ที่ยังไม่เคยดู เราขอบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความรัก” ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างพี่น้อง ครอบครัว ความรักของหนุ่มสาว หรือแม้กระทั่งความรักต้องห้ามอย่างการแอบรักคนมีเจ้าของโดยแต่ละรูปแบบจะถูกแบ่งออกเป็นหลากหลายพาร์ท และเล่าเรื่องตัดสลับไปมา ซึ่งเสี่ยงมากที่จะทำให้ผู้ชมอย่างเราๆ งง แต่ Love Actually กลับทำออกมาได้อย่างสมูธ ทั้งด้านอารมณ์ และการดำเนินเรื่อง จนเรายกให้เป็นภาพยนตร์ที่ใช้เทคนิคตัดสลับเส้นเรื่องที่ชาญฉลาดที่สุด
     ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คงจะเป็นฉากเปิดป้ายสุดโรแมนติก และเป็นไอคอนนิกจนผ่านมากว่า 17 ปีแล้วก็ยังไม่มีฉากโรแมนติกจากภาพยนตร์เรื่องไหนมาลบล้างได้เลย ซึ่งฉากนี้ของ Love Actually ก็โด่งดังมากจนเคยถูกหยิบไปเป็นไอเดียในสื่อบันเทิงไทยอย่างภาพยนตร์เรื่อง ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น และซีรีส์วายเรื่อง “ทฤษฏีจีบเธอ” ด้วยนะ

The Terminal (2004)

     เปิดมาได้ไม่กี่นาทีก็เรียกได้ว่าเศร้า เศร้ามากๆ จนไม่รู้ว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งจะเศร้าและโชคร้ายได้ตั้งแต่ลงจากเครื่องบินเลยหรือ แถมภาษาอังกฤษก็ดันไม่แข็งแรง จนทำให้หนุ่มวัยกลางคนจากยุโรปอย่างวิกเตอร์ติดอยู่ในเทอร์มินอลของสนามบินอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่จิตใจของเขากลับเข้มแข็งและมองโลกในแง่ดีมาก ยิ่งถ่ายทอดผ่านการแสดงจาก Tom Hank ด้วยแล้ว เราก็เหมือนได้รับการปลอบโยนจากเขาอย่างไม่รู้ ซึ่งที่มาของกำลังใจอันเหลือล้นของวิกเตอร์มาจากคำสัญญาหนึ่งที่เคยมอบให้คนสำคัญ และเราจะไม่สปอยก่อนหรอกนะ ต้องไปดูเอง
     The Terminal ยัง Remind เราถึงช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้านเหมือนกันนะ ว่าการที่จะต้องอยู่ในสถานที่เดิมๆ หลายวันหลายเดือน มันน่าอึดอัดแค่ไหน ทั้งๆ ที่ประตูที่เปิดไปสู่โลกภายนอกก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เรากลับไม่มีสิทธิ์ที่จะเปิดออกไปเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าย้อนกลับไปเปิดชมในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้านรับรองว่า ต้องรู้สึกเหงา จนต้องแอบไปร้องไห้กันบ้างแหละ และก่อนที่การ์ซงจะไปดู เราขอท้าให้ลองนับคำว่า Wait ดูนะ ไม่ใช่แค่เพราะว่าทุกตัวละครพูดบ่อยจนติดปากหรอก แต่มันยังเป็นคีย์เวิร์ดในการดำเนินเรื่องด้วย

Hidden Figures (2016)

     ขอขยับมาที่ภาพยนตร์ที่มีเหล่าตัวเอกเป็นคนผิวสีกันบ้าง และยังเป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของสามบุคลากรสาวที่ทำงานอยู่ในองค์กรระดับโลกอย่าง NASA ที่ต้องต่อสู้กับการเหยียดผิวในช่วงปี 60s แต่แค่นั้นยังไม่พอ เมื่อเธอเป็นหญิวผิวดำด้วยแล้ว ก็ยิ่งกลายเป็นพลเมืองชั้นรองของสังคมเข้าไปอีก แต่ท่ามกลางการแบ่งแยกชนชั้นนี้เอง ทั้งสามสาวก็ยังคงเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง พยายามทำทุกทางให้ทุกคนมองข้ามสีผิวและเพศที่แตกต่าง ถึงจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วศักยภาพของพวกเธอทั้งสามจะถูกยอมรับ (ตามชีวประวัติ) แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้บอกเลยว่าไม่ง่ายเลยสักนิด ยิ่งมีความดราม่าตามฉบับภาพยนตร์เข้ามาเพิ่มเติมรสชาติความสนุกด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ฉากละลายอคติทั้งหลาย เป็นฉากที่ดีที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
     Hidden Figues ยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เราเห็นเบื้องหลังในการปล่อยยานสำรวจอวกาศแต่ละครั้งด้วยว่าจะต้องเตรียมพร้อมหรือตรวจสอบข้อมูลอะไรก่อนบ้าง อาจจะดูวิทยาศาสตร์จ๋าๆ ไปบ้าง แต่การ์ซงสายเนิร์ดอวกาศจะต้องชอบแน่นอน

The Blind Side (2009)

     ขอปิดท้ายลิสต์นี้อย่างสวยงามด้วยภาพยนตร์ที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความอบอุ่นเล็กๆ ขึ้นในใจของทุกคนได้ทันทีอย่าง The Blind Side ที่สร้างมาจากชีวิตจริงของอดีตนักอเมริกันฟุตบอลขวัญใจของวงการอย่าง Michael Oher ที่ทุกคนต่างพากันชื่นชมในความสามารถของเขา มารยาทในการวางตัว รวมไปถึงความประพฤตินอกสนามแข่งที่เขาไม่เคยมีข่าวเสียหายเลยแม้แต่ข่าวเดียว แต่แท้จริงแล้ว ใครจะไปรู้ว่าไมเคิลเติบโตมาในสภาพสังคมที่ย่ำแย่มากเสียจนต้องเร่ร่อนอยู่ข้างถนน จนสุดท้ายได้พบกับ Leigh Anne Tuohy ที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงมันทั้งสลดใจไปกับความบกพร่องในชีวิตไมเคิล และอิ่มเอมไปพร้อมๆ กันเพราะครอบครัวของลีย์พร้อมจะเข้าใจและซัพพอร์ตทุกย่างก้าวของเขาจริงๆ เนื้อเรื่องอาจจะดูดราม่าไปบ้าง แต่มุกตลกจากเจ้าแม่ภาพยนตร์คอมเมดี้อย่าง Sandra Bullock ก็ช่วยเปลี่ยนมู้ด ทำให้ขำจนต้องขยับไหล่กันบ้าง
     เรายังคิดว่า The Blind Side เป็นภาพยนตร์สะท้อนการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ชั้นดีเลยว่า ถ้าหากอยากจะช่วยเหลือใครสักคนจริงๆ การให้เงินหรืออาหารเพียงชั่วครั้งชั่วคราว อาจจะไม่ได้ช่วยชีวิตของใครได้มากเท่ากับการผลักดันศักยภาพของพวกเขา ให้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ฟังดูเหมือนจะอวยอย่างออกหน้าออกตาเป็นพิเศษ แต่เราขอบอกว่าไม่รู้จะหยิบส่วนไหนมาติเลย เพราะทุกองค์ประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีจริงๆ

┃Photos : Vox, Cinemablend, Baaz, Impaward

SHARED :

Recommend