5 Must-Watch Series

จัดลิสต์ 5 ซีรีส์เด็ดไว้ดูกันแบบยาวๆ ในช่วง Weekend นี้

วีคเอ็นด์นี้การ์ซงที่ยังไม่มีแพลนไปพักผ่อนที่ไหน หรือแพลนไว้แล้วว่า ช่วงวันหยุดที่กำลังจะมาถึงนี้ฉันจะหมกตัวอยู่บ้านดูซีรีส์เท่านั้น เราได้รวบรวมซีรีส์เด็ดมาทั้งหมด 5 เรื่องด้วยกัน เอาไว้เปิดชมกันแบบยาวๆ ตลอดช่วงวันหยุดนี้

Ju-on: Origins

     เชื่อว่าการ์ซงสายหนังก็คงจะต้องเคยชมภาพยนตร์ผีในตำนานของญี่ปุ่นเรื่องนี้กันแน่นอน พอได้ข่าวว่าทำเป็นซีรีส์ทั้งหมด 6 ตอน เราก็เปิดดูแบบไม่ต้องคิดอะไรให้เยอะแยะเลย ซึ่ง Ju-on: Origins ยังคงหยิบเอาเส้นเรื่องคำสาปมาเล่าเหมือนเดิม และไปให้ความสำคัญกับการสืบสวนสอบสวนมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า มันยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับเส้นเรื่องมากกว่าเดิม จนเราต้องบอกว่าการดูทั้ง 6 ตอนต่อเนื่องกัน ดูจะใช้พลังงานเยอะอยู่เหมือนกัน
     วิธีการเล่าเรื่องเองก็ถือว่าเลือกเล่าออกมาในแบบใหม่ที่ตัดสลับสองไทม์ไลน์เวลา อาจจะทำให้ดูแล้วงงๆ บ้างว่า แต่ละพาร์ทมันเชื่อมโยงกันอย่างไร แต่แค่นั้นยังซับซ้อนไม่พอ เพราะตัวซีรีส์ยังเพิ่มรายละเอียด ความคิดเบื้องหลังการกระทำของแต่ละตัวละครเข้าไปอีก ยิ่งทำให้ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกในการทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่มันก็ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีความน่าสนใจมากกว่าการมานั่งดูฉากผีหลอกแบบเดิมๆ และขอออกตัวเตือนไว้ก่อนดูว่า บรรดาฉากอาชญากรรมต่างๆ ค่อนข้างรุนแรง น่าสะเทือนขวัญไม่เบา จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนขวัญอ่อน หรือรับมือกับความโหดร้ายของสังคมไม่ได้ เพราะความน่ากลัวของซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ผี แต่เป็นจิตใจของมนุษย์ต่างหากที่บางครั้งก็ซับซ้อนเกินเข้าใจ ถ้าคิดว่าตัวเองใจแข็งแล้ว เราก็ขอท้าให้เปิดดูกันได้เลย

_____________________________________________

The Old Guard

     จุดอ่อนของการหยิบเอาการ์ตูนหรือนวนิยายเรื่องดังขึ้นมาทำเป็นซีรีส์คือ มักจะหมดความสนุกหรือไม่ชวนให้ติดตามเพราะผู้ชมจะรู้เนื้อเรื่องอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่กับ The Old Guard เพราะถึงแม้จะสร้างออกมาใกล้เคียงกับต้นฉบับเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังชวนให้เราได้ติดตามดูกันตั้งแต่อีพีแรก อย่างพาร์ทดราม่าก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างลึกและสามารถเข้าใจได้ เมื่อเทียบกับความจริงที่ว่าคนดูไม่เคยมีประสบการณ์เป็นอมตะ ฆ่าไม่ตายเหมือนบรรดาตัวละครในเรื่องเลยสักนิด แต่ที่เราชอบก็คงจะเป็นพาร์ทต่อสู้ที่การตัดสลับและมุมมองของภาพไม่มีความซ้ำซากจำเจแบบหนังบู๊เก่าๆ ออกแนวดูเพลินจนอยากจะดูฉากต่อสู้ไปเรื่อยๆ ซะด้วยซ้ำ รับรองว่าการ์ซงสายบู๊จะหยุดดูไม่ได้เลยล่ะ
     ตัวเนื้อเรื่องยังแอบมีการปูปมและเส้นเรื่องเผื่อไปถึงภาคต่อไปอีกด้วย ซึ่งบอกได้เลยว่าทำเอาเราอยากจะดูซีซั่นสองในตอนนี้เลย เพราะอยากรู้เหลือเกินว่า แต่ละตัวละครจะพัฒนาบทบาทของตัวเองไปไกลแค่ไหน โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นเรื่อง LGBT ที่เราไม่ค่อยได้เห็นในซีรีส์บู๊แบบแมนๆ สักเท่าไร และด้วยเหตุผลที่เรายกมาทั้งหมดนี่แหละ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นซีรีส์โปรดของหลายๆ คนทันที ทั้งที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่ถึงเดือน ซึ่งเราก็เชื่อว่าถ้าการ์ซงได้ดู ก็คงจะคิดแบบเดียวกัน

_____________________________________________

Cursed

     หลายคนคงเคยได้ยินตำนานกษัตริย์อาเธอร์และดาบในตำนานผ่านการ์ตูนและภาพยตร์นับไม่ถ้วน แล้วคำถามคือทำไมเราจะต้องดู Cursed ที่ใช้เส้นเรื่องเดิมๆ อีก คำตอบของเรามีเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น เริ่มจากซีรีส์เรื่องนี้หันมาเล่าในมุมมองของผู้หญิง หรือพูดง่ายๆ ว่าผู้กล้าอาเธอร์ของเราเป็นผู้หญิง และเปลี่ยนคาแร็กเตอร์ของพ่อมดเมอร์ลินให้กลายเป็นตาลุงไร้เวทมนตร์คนหนึ่ง กลายเป็นว่า Cursed สร้างความแตกต่างจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิง ยังไม่นับรวมตัวละครใหม่ๆ อย่างตัวละครผิวสีหรือกลุ่ม LGBT อีกนะ 
     งานภาพเองก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถเทียบกับซีรีส์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์อย่าง Game of Thrones ได้เหมือนกัน เพียงแต่โทนของภาพอาจจะไม่ได้ดูหดหู่เท่า จุดอ่อนเดียวที่เราคิดว่าอาจจะเป็นปัญหาสำหรับใครหลายๆ คนก็คือ จังหวะการดำเนินเรื่องที่ไม่ค่อยหวือหวา และไม่ชวนให้ตื่นเต้นเท่ากับเรื่องอื่นๆ มันเลยทำให้เราไม่ค่อยอยากดูต่อเนื่องกันสักเท่าไร จนอาจจะพักเบรกไปทำอย่างอื่นก่อน แล้วค่อยวนกลับมาดูให้จบอีกครั้ง

_____________________________________________

Dark Season 3

     จะเรียกว่า เป็นซีรีส์มาใหม่ก็ไม่ถูกสักทีเดียว ควรจะเรียกเป็นซีรีส์ที่เพิ่งมีซีซันใหม่น่าจะเหมาะสมกว่า แต่ไม่ว่าเราจะจำกัดความ Dark อย่างไร ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ซีรีส์เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่พลาดไม่ได้ด้วยประกาศทั้งปวง เราไม่อยากจะอวยมาก แต่ต้องบอกว่าเขาทำออกมาได้ดีในทุกด้านเลยจริงๆ
     โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่องราวจากการสืบสวนความผิดปกติในหมู่บ้านธรรมดาๆ กลายไปสู่พล็อตเรื่องการเชื่อมต่อกันโลกสองใบในหลากหลายช่วงเวลา มันยิ่งขยายจักรวาลให้กับซีรีส์เรื่องนี้ได้เยอะมาก และแน่นอนว่า มันต้องทำให้เราสับสนได้อยู่แล้ว ตอนที่กำลังดูอยู่เป็นส่วนของโลกไหนกันแน่ ซึ่งเราก็มีทริควิธีการสังเกตมาบอกกันง่ายๆ ให้ได้รู้กัน ก็คือ เมื่อเทียบช็อตภาพของทั้งสองโลกดูแล้วจะพบว่ามันถูกจัดให้สมมาตรกัน ถ้าฉากไหนองค์ประกอบเทไปในทิศทางเดียวกันหมดก็แสดงว่า ฉากนั้นเกิดขึ้นในโลกเดียวกัน อีกหนึ่งสิ่งที่เราคิดว่าสังเกตได้ง่ายกว่าก็คือการปรับ Mood & Tone ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โลกหนึ่งจะมีโทนภาพที่หม่นล้อไปกับชื่อซีรีส์ ในขณะที่อีกโลกจะมีสีสันขึ้นมาเล็กน้อย ถ้ารู้วิธีสังเกตเบื้องต้นแล้วก็น่าจะทำให้การ์ซงดูเรื่องได้ง่ายขึ้น 

_____________________________________________

It’s Okay to Not Be Okay

     ซีรีส์เพียงเรื่องเดียวในลิสต์ที่ออกอากาศยังไม่จบบริบูรณ์ แต่เราก็ขอหยิบเอามารีวิวให้การ์ซงได้อ่านกันก่อน ไม่ใช่เพราะกระแสความฮอตฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง หรือว่าทักษะการแสดงของคิมซูฉยอนและซอเยจีหรอกน่ะ มองข้ามเรื่องพวกนั้นไปก่อนได้เลย แต่เป็นความละเอียดละออต่างๆ ที่ถูกสอดแทรกอยู่ภายในเรื่องนี้ต่างหาก ที่เราอยากจะชวนให้ทุกคนได้ลองไปเปิดใจ นั่งสังเกตและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะการหยิบยกเอาโรคทางจิตเวชต่างๆ ที่คนไม่ค่อยรู้และเข้าใจขึ้นมาอธิบาย ผ่านการกระทำของตัวเองประกอบไปกับการเล่านิทานพื้นบ้านของเกาหลี ซึ่งมันทำให้เรารับรู้ได้ว่าสุดท้ายคู่พระนางซีรีส์ดราม่าก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนนั้น ที่ไม่ได้ดีหรือร้ายเลวไปซะทีเดียว ทุกคนล้วนเป็นบุคคลสีเทาๆ ที่มีเหตุผลรองรับในทุกๆ การกระทำ ถึงบางอย่างอาจจะดูแปลกแยกไปบ้าง แต่เราก็ขอบอกแล้วกันว่า “It’s Okay to not be Okay”
     อีกเหตุผลที่เราชอบซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้มากก็คือ การพยายามออกจากกรอบสื่อเกาหลีแบบเดิมๆ ที่ผู้ชมคุ้นเคย ผ่านวิธีการเล่าเรื่องที่เหมือนผ่านการคราฟต์มาแล้วหลายรอบ ทั้งการตัดสลับ Stop Motion กับภาพปกติ รวมไปถึงความคอนทราสต์ของโทนภาพ แน่นอนแหละว่าอาจจะรู้สึกแปลกๆ ไปบ้าง แต่นี่ก็ทำให้ตัวซีรีส์มีเอกลักษณ์ที่น่าจดจำในแบบของตัวเอง

Photos : Netfilx, TvN, IGN, Playinone, Medium

SHARED :

Recommend