1 / 2

Masterpiece

ปีนี้บิวตี้เจมส์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอัญมณีไทยอายุครบ 51 ปี ขณะที่ หนึ่ง-สุริยน ศรีอรทัยกุล ทายาทเจเนอเรชั่นที่สามก็เข้ามาดูแลธุรกิจครอบครัวแห่งนี้ครบ 22 ปีเช่นกัน แม้เราจะไม่ได้กำหนดโจทย์ว่ามาสเตอร์พีซของเจ้าพ่อเพชรพลอยคนนี้จะต้องเป็นอะไร แต่ในฐานะของคนที่รักและสะสมอัญมณีมากว่า 20 ปี ของชิ้นสำคัญที่เขาเลือกจึงหนีไม่พ้นรัตนชาติอย่างไพลินที่มีขนาดถึง 138 กะรัต

"พลอยเม็ดนี้โชคดีตรงที่เพื่อนของคุณพ่อหามาได้ ซึ่งเขาเก็บมานานและตอนแรกจะไม่ขายแต่เนื่องจากเห็นว่าผมสะสมเขาเลยอยากให้คอลเล็กชั่นเรามีหลายรูปแบบ ซึ่งผมเห็นปุ๊บก็คว้าเลย แบบโอ้โห รู้สึกดีใจที่มีเม็ดนี้ออกมา" สุริยนเล่าถึงที่มาของมาสเตอร์พีซ ก่อนที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเจออัญมณีไซส์ใหญ่ขนาดนี้ เพราะแม้แต่เขาเองที่อยู่ในวงการอัญมณีมายาวนาน ยังมีโอกาสผ่านมือไม่ถึง 10 ชิ้น

"ไพลินเม็ดนี้มาจากซีลอนเป็นสีรอยัลบลู ซึ่งตามปกติตัวไพลินจะมีหลายสีตามแหล่งที่มา เช่น สีคอร์นฟลาวเวอร์บลูที่ติดขาวหม่นๆ หรือไพลินแคชเมียร์ที่แพงมาก แต่อันนี้เป็นสีรอยัลบลูหรือน้ำเงินสวยเข้ม ซึ่งนอกจากจะมีขนาดที่หายากแล้วยังมีความสะอาดใสมากอีกด้วย" 

สำหรับสุริยน ไพลินเม็ดนี้นอกจากจะเป็นหนึ่งในของสะสมชิ้นรักที่มีความสุขทุกครั้งที่มองดู ในอีกแง่ยังมีความหมายถึงความสงบนิ่ง มีมานะ บากบั่น และสื่อถึงพลังทำให้เกิดไอเดียนวัตกรรมต่างๆ โดยสีน้ำเงินของไพลินยังมีความสำคัญในฐานะสีของพระมหากษัตริย์ไทย เช่นเดียวกับอีกสองสีอัญมณีที่อยู่ในธงชาติ คือสีแดงของทับทิมที่สื่อถึงแรงฮึกเหิม และสีขาวของเพชรที่เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์สะอาด

"ไพลินเม็ดนี้ผมตั้งใจนำมาประดับตัวเรือน ตอนนี้ก็ให้ดีไซเนอร์ลองออกแบบอยู่ เพราะพอเราดูแล้วชินก็อยากให้เขาอยู่ในตัวเรือน เหมือนผู้หญิงสวยที่อยู่ในเครื่องเพชรหรืออาภรณ์ที่ดีก็ดูสวยงามขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็กำลังดูแบบอยู่ ถ้าเสร็จออกมาต้องเป็นชิ้นที่มีค่าชิ้นหนึ่ง"

ในฐานะของผู้ทำอาชีพเกี่ยวกับอัญมณีที่มีความรักในเพชรพลอยเป็นทุนเดิม สุริยนมองว่า การสะสมของเหล่านี้ไม่ต่างไปจากความรักในการสะสมเครื่องสำอางหรือเสื้อผ้าของผู้หญิง และแม้จะถูกมองว่าเป็นความสุขที่ราคาแพง แต่สำหรับผู้ที่สะสม อัญมณีเหล่านี้ย่อมมีคุณค่าทางจิตใจ "ผมเก็บสะสมอัญมณีมา 20 กว่าปี ทำงานได้โบนัสมาก็เก็บเอง อย่างเป็นเจ้าของไพลินเม็ดนี้ผมภูมิใจ แต่ก็เดินสายกลางไม่ได้ยึดติด เพราะทุกอย่างเป็นอนิจจัง เราอาจไม่ได้รวยมหาศาลที่จะเก็บทุกชิ้น แต่เราก็เก็บตามกำลังทรัพย์ที่มี แล้วหน้าที่การงานผมก็เอื้อด้วยจึงทำให้อยากเก็บของสวยๆ ไว้ให้เยอะที่สุด อย่างถ้าชิ้นไหนผมเก็บไม่ไหวผมจะไปอ้อนวอนให้ลูกค้าเก็บ ผมจะอินมากเพราะรู้ว่ามันมีเม็ดเดียว อนาคตไม่มีทางประเมินมูลค่าได้ บางครั้งยอมขายขาดทุนเพราะอยากให้ยังอยู่ในเมืองไทย อยากให้เรียกเจอได้ และอยากให้ได้ชื่อว่ายังอยู่ในเมืองไทย เพราะเรารักเพชรพลอยจริงๆ"

สุริยนยืนยันว่าคนไทยโชคดีเพราะประเทศเราเป็นผู้ผลิตอัญมณีเหล่านี้เอง จึงทำให้สามารถจับต้องได้ในราคาถูกที่สุดในโลก ทั้งอุตสาหกรรมนี้ยังทำรายได้ส่งออกเป็นอันดับ 3 ให้กับประเทศ ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินเกือบสี่แสนล้านบาทที่เข้ามาจุนเจือบริษัทห้างร้านต่างๆ รวมถึงแรงงานอีกจำนวนมหาศาล เขาจึงอยากเห็นคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับอัญมณีที่ให้ความมั่นคงทั้งแง่การลงทุนและความสวยงาม

"อัญมณีไม่ได้มีแค่ 138 กะรัต สีแบบนี้ 38 กะรัตก็มี 13 กะรัตก็มี เราสามารถสะสมตามกำลังของเรา อย่างไพลินเม็ดนี้ผมซื้อไว้เพราะคิดว่าอย่างน้อยเมืองไทยก็ยังมี 138 กะรัตสวยๆ หรืออย่างเจ้าของกิจการทำกำไรมาเขาก็ซื้อที่ดินหรือเพชรพลอย เอาไว้เป็นความมั่นคงทางจิตใจและอนาคตของลูกหลาน ซึ่งตอนนี้ผมยังสบายใจว่าคนรุ่นห้าหกสิบปียังเก็บของเป็น 3 กะรัต 5 กะรัตต่อไปจะมีมูลค่าหมด แต่ฝากถึงวัยรุ่นสมัยนี้ว่า นอกจากซื้อของแบรนด์แล้วให้สะสมทรัพย์สินที่แท้จริงด้วย เพราะถ้าผ่านไปอีก 10 ปี มันจะเพิ่ม มูลค่าเป็นเท่าตัวเหมือนอย่างที่รุ่นผู้ใหญ่ทำมา ซึ่งผมอยากจะประชาสัมพันธ์ตรงนี้ เพราะหากเราทำได้สังคมก็จะมั่นคงด้วย"

สุริยนทิ้งท้ายกับเราว่าในฐานะของผู้ผลิตอัญมณีของไทย สิ่งที่เขาอยากเห็นคือการผลักดันในอุตสาหกรรมไทยที่นำรายได้มาสู่ประเทศ เพราะนั่นหมายถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับมูลค่าทางจิตใจที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
ปีนี้บิวตี้เจมส์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอัญมณีไทยอายุครบ 51 ปี ขณะที่ หนึ่ง-สุริยน ศรีอรทัยกุล ทายาทเจเนอเรชั่นที่สามก็เข้ามาดูแลธุรกิจครอบครัวแห่งนี้ครบ 22 ปีเช่นกัน แม้เราจะไม่ได้กำหนดโจทย์ว่ามาสเตอร์พีซของเจ้าพ่อเพชรพลอยคนนี้จะต้องเป็นอะไร แต่ในฐานะของคนที่รักและสะสมอัญมณีมากว่า 20 ปี ของชิ้นสำคัญที่เขาเลือกจึงหนีไม่พ้นรัตนชาติอย่างไพลินที่มีขนาดถึง 138 กะรัต

"พลอยเม็ดนี้โชคดีตรงที่เพื่อนของคุณพ่อหามาได้ ซึ่งเขาเก็บมานานและตอนแรกจะไม่ขายแต่เนื่องจากเห็นว่าผมสะสมเขาเลยอยากให้คอลเล็กชั่นเรามีหลายรูปแบบ ซึ่งผมเห็นปุ๊บก็คว้าเลย แบบโอ้โห รู้สึกดีใจที่มีเม็ดนี้ออกมา" สุริยนเล่าถึงที่มาของมาสเตอร์พีซ ก่อนที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเจออัญมณีไซส์ใหญ่ขนาดนี้ เพราะแม้แต่เขาเองที่อยู่ในวงการอัญมณีมายาวนาน ยังมีโอกาสผ่านมือไม่ถึง 10 ชิ้น

"ไพลินเม็ดนี้มาจากซีลอนเป็นสีรอยัลบลู ซึ่งตามปกติตัวไพลินจะมีหลายสีตามแหล่งที่มา เช่น สีคอร์นฟลาวเวอร์บลูที่ติดขาวหม่นๆ หรือไพลินแคชเมียร์ที่แพงมาก แต่อันนี้เป็นสีรอยัลบลูหรือน้ำเงินสวยเข้ม ซึ่งนอกจากจะมีขนาดที่หายากแล้วยังมีความสะอาดใสมากอีกด้วย" 

สำหรับสุริยน ไพลินเม็ดนี้นอกจากจะเป็นหนึ่งในของสะสมชิ้นรักที่มีความสุขทุกครั้งที่มองดู ในอีกแง่ยังมีความหมายถึงความสงบนิ่ง มีมานะ บากบั่น และสื่อถึงพลังทำให้เกิดไอเดียนวัตกรรมต่างๆ โดยสีน้ำเงินของไพลินยังมีความสำคัญในฐานะสีของพระมหากษัตริย์ไทย เช่นเดียวกับอีกสองสีอัญมณีที่อยู่ในธงชาติ คือสีแดงของทับทิมที่สื่อถึงแรงฮึกเหิม และสีขาวของเพชรที่เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์สะอาด

"ไพลินเม็ดนี้ผมตั้งใจนำมาประดับตัวเรือน ตอนนี้ก็ให้ดีไซเนอร์ลองออกแบบอยู่ เพราะพอเราดูแล้วชินก็อยากให้เขาอยู่ในตัวเรือน เหมือนผู้หญิงสวยที่อยู่ในเครื่องเพชรหรืออาภรณ์ที่ดีก็ดูสวยงามขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็กำลังดูแบบอยู่ ถ้าเสร็จออกมาต้องเป็นชิ้นที่มีค่าชิ้นหนึ่ง"

ในฐานะของผู้ทำอาชีพเกี่ยวกับอัญมณีที่มีความรักในเพชรพลอยเป็นทุนเดิม สุริยนมองว่า การสะสมของเหล่านี้ไม่ต่างไปจากความรักในการสะสมเครื่องสำอางหรือเสื้อผ้าของผู้หญิง และแม้จะถูกมองว่าเป็นความสุขที่ราคาแพง แต่สำหรับผู้ที่สะสม อัญมณีเหล่านี้ย่อมมีคุณค่าทางจิตใจ "ผมเก็บสะสมอัญมณีมา 20 กว่าปี ทำงานได้โบนัสมาก็เก็บเอง อย่างเป็นเจ้าของไพลินเม็ดนี้ผมภูมิใจ แต่ก็เดินสายกลางไม่ได้ยึดติด เพราะทุกอย่างเป็นอนิจจัง เราอาจไม่ได้รวยมหาศาลที่จะเก็บทุกชิ้น แต่เราก็เก็บตามกำลังทรัพย์ที่มี แล้วหน้าที่การงานผมก็เอื้อด้วยจึงทำให้อยากเก็บของสวยๆ ไว้ให้เยอะที่สุด อย่างถ้าชิ้นไหนผมเก็บไม่ไหวผมจะไปอ้อนวอนให้ลูกค้าเก็บ ผมจะอินมากเพราะรู้ว่ามันมีเม็ดเดียว อนาคตไม่มีทางประเมินมูลค่าได้ บางครั้งยอมขายขาดทุนเพราะอยากให้ยังอยู่ในเมืองไทย อยากให้เรียกเจอได้ และอยากให้ได้ชื่อว่ายังอยู่ในเมืองไทย เพราะเรารักเพชรพลอยจริงๆ"

สุริยนยืนยันว่าคนไทยโชคดีเพราะประเทศเราเป็นผู้ผลิตอัญมณีเหล่านี้เอง จึงทำให้สามารถจับต้องได้ในราคาถูกที่สุดในโลก ทั้งอุตสาหกรรมนี้ยังทำรายได้ส่งออกเป็นอันดับ 3 ให้กับประเทศ ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินเกือบสี่แสนล้านบาทที่เข้ามาจุนเจือบริษัทห้างร้านต่างๆ รวมถึงแรงงานอีกจำนวนมหาศาล เขาจึงอยากเห็นคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับอัญมณีที่ให้ความมั่นคงทั้งแง่การลงทุนและความสวยงาม

"อัญมณีไม่ได้มีแค่ 138 กะรัต สีแบบนี้ 38 กะรัตก็มี 13 กะรัตก็มี เราสามารถสะสมตามกำลังของเรา อย่างไพลินเม็ดนี้ผมซื้อไว้เพราะคิดว่าอย่างน้อยเมืองไทยก็ยังมี 138 กะรัตสวยๆ หรืออย่างเจ้าของกิจการทำกำไรมาเขาก็ซื้อที่ดินหรือเพชรพลอย เอาไว้เป็นความมั่นคงทางจิตใจและอนาคตของลูกหลาน ซึ่งตอนนี้ผมยังสบายใจว่าคนรุ่นห้าหกสิบปียังเก็บของเป็น 3 กะรัต 5 กะรัตต่อไปจะมีมูลค่าหมด แต่ฝากถึงวัยรุ่นสมัยนี้ว่า นอกจากซื้อของแบรนด์แล้วให้สะสมทรัพย์สินที่แท้จริงด้วย เพราะถ้าผ่านไปอีก 10 ปี มันจะเพิ่ม มูลค่าเป็นเท่าตัวเหมือนอย่างที่รุ่นผู้ใหญ่ทำมา ซึ่งผมอยากจะประชาสัมพันธ์ตรงนี้ เพราะหากเราทำได้สังคมก็จะมั่นคงด้วย"

สุริยนทิ้งท้ายกับเราว่าในฐานะของผู้ผลิตอัญมณีของไทย สิ่งที่เขาอยากเห็นคือการผลักดันในอุตสาหกรรมไทยที่นำรายได้มาสู่ประเทศ เพราะนั่นหมายถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับมูลค่าทางจิตใจที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Time to Fly... Ploy Chariyaves
คุยกับ "พลอย จริยะเวช" นักเขียน ศิลปินและดีไซเนอร์ถึง "Envol" ผลงาน coffee table book เล่มแรกที่เจ้าตัวเอ่ยว่า... ไม่มีอารมณ์แบบนี้มานาน พลอยสนุกที่จะทำ มันต่างจากงานที่เคยทำ ความรู้สึกเหมือนกับตอนออกหนังสือเล่มแรกเมื่อหลายปีก่อน
People
Be Your Own Kind of Beautiful
เอ่ยชื่อ แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ภาพของสาวผิวเข้มหน้าคมกับรอยยิ้มที่เบิกกว้างภายใต้ชุด 'ตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์' ที่สามารถคว้ารางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมบนเวที Miss Universe 2015 ได้เป็นที่สำเร็จคงจะลอยขึ้นมาในความคิดของหลายๆ คน นอกจากเป็นนางงามรักเด็ก เธอคนนี้ให้ความสนใจสังคมเป็นพิเศษเพราะอยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ลองมาดูแนวคิดและทัศนคติของเธอกัน