The Other Side of Midnight – ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร

ทำความรู้จักนางเอกสาวหน้าหวานก่อนจะพบกับโหมดสยองขวัญใน ‘ร่างทรง’

เริ่มเป็นที่จับตามองตั้งแต่โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ จากค่าย GDH ผลงานของผู้กำกับมือทองอย่าง โต้ง-บรรจง ถูกปล่อยสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก และได้สร้างกลิ่นอายสยองขวัญขจรขจายไปไกลถึงประเทศที่อุตสาหกรรมบันเทิงแข็งแกร่งอย่างเกาหลีใต้ เราเชื่อมั่นในฝีมือของผู้กำกับ และชื่อชั้นของค่ายภาพยนตร์คุณภาพ แต่ทีนี้นางเอกของเรื่องราวสยองขวัญสั่นประสาทเรื่องนี้คือใครกัน เราเชื่อว่า หลายคนคงต้องอยากรู้จักเธอมากขึ้นก่อนจะตัดสินใจว่า จะไปฉลองฮัลโลวีนแบบ New Normal ในโรงภาพยนตร์ที่ร้างผู้คนไปนานนับปีกันดีไหม แล้วจะได้รับความสยองแบบสาแก่ใจคุ้มค่าตั๋วหรือเปล่า

ต้องบอกว่า ตัวจริงของ ญดา นางเอกสาวของ ‘ร่างทรง’ นั้นออกจะเซอร์ไพรส์เรามากๆ เพราะลุคของเธอช่างดูสดใสร่าเริง ผิดจากลุคชวนขนลุก และสายตาอาฆาตมาดร้ายในโปสเตอร์ไปไกลลิบ ญดาเดินเข้ามาพร้อมกับที่คาดผมประกายกลิตเตอร์ฟรุ้งฟริ้งที่เธออยากสวมให้เข้ากับชุดที่สไตลิสต์เตรียมให้ พร้อมโพสท่าอย่างนางแบบมือโปร เธอยิ้มเก่งและหน้าหวานจนเราต้องขอร้องให้เติมความเข้มเข้าไปหน่อยจะได้เข้ากับบทบาทนางเอกหนังสยองขวัญ ซึ่งเธอก็จัดให้แบบสั่งได้ หลังถ่ายภาพเสร็จเธอเปลี่ยนมาเป็นลุคหวานใสในแบบของเธออีกครั้ง ก่อนจะมานั่งย้อนเล่าให้เราฟังตั้งแต่จุดเริ่มต้นในวงการบันเทิงของเธอ

“ตอนนั้นอายุ 14 ปี มีคนรู้จักกันพาไปถ่ายรูปที่โมเดลลิ่งหางานโฆษณา เป็นโฆษณาเด็กๆ วัยรุ่นค่ะ เราเริ่มต้นมาจากการแคสต์โฆษณาค่ะ พอหลังจากนั้นเราเริ่มรู้สึกว่า เราเริ่มอิ่มตัวกับวงการโฆษณาในตอนนั้นแล้ว เพราะถ่ายมาเยอะมากค่ะ ประมาณ 70 กว่าตัวได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เราเริ่มรู้สึกว่า อยากลองทำอะไรอย่างอื่นที่ท้าทายความสามารถตัวเองมากขึ้น ก็เลยได้มีโอกาสได้ไปแคสต์ซีรีส์เรื่อง ‘เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน’ ค่ะ ตอนนั้นเริ่มชอบการแสดง อยากค้นหาว่า มันจะมีอะไรอีก จากนั้นก็ได้มีโอกาสเข้ามาอีก มีละคร มีซีรีส์ต่างๆ ติดต่อมา หลังจากนั้นก็เริ่มทำตามสิ่งที่ตัวเองรักมาถึงปัจจุบันนี้ค่ะ”

เธอยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อพูดถึงงานแสดงที่เธอตกหลุมรัก มาถึงจุดนี้ก็ต้องบอกว่า เธอไม่ถึงกับเป็นนักแสดงใหม่แกะกล่อง เพราะเธอสั่งสมประสบการณ์การแสดงมาพอสมควร โดยเฉพาะในซีรีส์ ‘Love Sick รักวุ่นวัยรุ่นแสบ’ ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ถ้าเป็นในสายงานภาพยนตร์ ‘ร่างทรง’ ถือเป็นงานแรกที่ออกสตาร์ทได้อย่างน่าทึ่ง 

“หนูได้รับข้อเสนอมาว่า ให้ลองมาแคสต์บทมิ้งดูค่ะ  ตอนนั้นก็มาเห็นบทแล้วรู้สึกว่าบทนี้มันยากมาก ท้าทายความสามารถตัวเองมากค่ะ ทุกอย่างมันไกลตัวหนูไปหมดเลย ตอนนั้นก็ไม่ได้เครียดหรือกดดันอะไร เพราะหนูชอบความท้าทาย ก็เลยเต็มที่เลย ตั้งใจมากๆ สุดท้ายก็ได้รับการติดต่อมาอีกครั้งหนึ่งว่าให้มาแคสต์กับพี่โต้ง-บรรจง ค่ะ ตอนนั้นเพิ่งรู้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่พี่โต้งกำกับ ก่อนหน้านี้หนูเองก็ติดตามผลงานพี่โต้งมาตลอด ชื่นชอบผลงานพี่โต้งมากๆ อยู่แล้วค่ะ ยิ่งอยากทำให้เต็มที่ที่สุดไปเลย ซึ่งพี่โต้งน่าจะเห็นความตั้งใจของเรา ถึงได้เลือกให้มารับบทมิ้ง แล้วคาแร็กเตอร์เราก็น่าจะตรงกับมิ้งด้วยค่ะ

“ก่อนถ่ายต้องทำการบ้านหนักมากค่ะ หนูฝึกซ้อมตั้งแต่การยืน การพูด การเดิน การนั่ง ให้เป็นมิ้งทุกอย่างเลยค่ะ แล้วก็นิสัยส่วนตัวของมิ้งก็คือ เขาจะมีการสูบบุหรี่ หนูก็ต้องไปดูคนที่สูบบุหรี่มาประมาณสิบกว่าคน แล้วก็มาซ้อมเองจริงๆ กว่าจะสูบได้ก็หนักหนาอยู่เหมือนกันค่ะ” 

…แล้วตัวละครจะเป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัดในภาคอีสาน ลักษณะนิสัยของเขาก็จะแตกต่างกับชีวิตจริงของหนู ก็เลยได้ไปดูไปสังเกตคนที่เขาเป็นคนอีสานว่า เขามีสำเนียงการพูดอย่างไรบ้าง หรือแม้แต่วิธีการใช้ชีวิตของเขา เราไปพื้นที่จริงๆ แล้วก็ไปดู ไปพูดคุยทำความรู้จักเขา แล้วนำมาปรับใช้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มันสมจริงมากยิ่งขึ้นค่ะ

…เราถ่ายครึ่งแรกหนึ่งเดือน แล้วก็พักหนึ่งเดือนเพื่อให้ลดน้ำหนัก แล้วก็กลับมาถ่ายอีกหนึ่งเดือนค่ะ ต้องลดน้ำหนักไปประมาณสิบกิโลกรัมในระยะเวลาหนึ่งเดือน ให้โทรมสุดๆ เลย ตอนนั้นมีนักโภชนาการดูแลอยู่ค่ะ เขาก็จะคอยส่งอาหารมาให้ตลอด ให้หนูทานอาหารที่ทำให้เราลดน้ำหนักได้เยอะที่สุดค่ะ ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ คอยดูแลอย่างใกล้ชิด คอยวัดความดัน ไปที่กองถ่ายด้วยตลอดเวลาค่ะ ช่วงแรกเรากินปกตินะคะ แต่เริ่มตัดแป้ง ไม่กินคาร์โบไฮเดรตเลย กินแต่โปรตีนกับผัก แต่พอช่วงหลังที่โหดที่สุด จะกินแค่ฝรั่ง วันหนึ่งก็จะได้กินฝรั่งสามมื้อ มื้อละลูก แล้วก็มีดื่มนมอัลมอนด์บ้าง มื้อละหนึ่งขวด สามมื้อ พอร่างกายเริ่มปรับตัวไปเรื่อยๆ  เราก็อยู่ได้เริ่มชินแล้วค่ะ 

“หนูตั้งใจอยากให้มันสมจริงมากที่สุด ก็เลยไม่ได้มีความรู้สึกท้อเลย ไม่เครียดเลยกับตอนถ่ายทำ แต่ก็จะมีเครียดบ้างตอนที่หนูรู้สึกว่าแรงเราไม่พอ แต่หนูใช้กำลังใจมาเป็นแรงผลักดัน เราเห็นสิ่งที่พี่ๆ ทีมงานทุกคนเขาตั้งใจทำงานมากๆ ทำให้หนูฮึบ มีแรงสู้กับมัน ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจค่ะ พอได้กำลังใจจากทุกคนมา มันเลยทำให้หนูทำออกมาได้เกินคาดคิดค่ะ” 

นอกจากความสมจริงในแง่ของกายภาพที่เธอทุ่มเทสุดตัวแล้ว เรื่องความเชื่อ และพิธีกรรมต่างๆ ก็ต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้

“พี่โต้งยังให้ดู reference อาการแปลกประหลาดต่างๆ ในช่วงที่ผีเข้า พี่โต้งเขาไปหาข้อมูลมาแล้วจริงๆ แล้วการสืบทอดแบบที่ส่งต่อแค่ผู้หญิงเท่านั้น มันมีอยู่จริงๆ พวกเรื่องประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อ เครื่องราง ของไล่ผีต่างๆ เราก็จะได้รับข้อมูลพวกนี้มาจากพี่โต้งโดยตรงค่ะ เราทำการบ้านหนักมาก แต่ก็โชคดีที่เราได้มีการพูดคุยกันก่อนที่จะไปถ่ายทำจริงๆ เราซ้อมการแสดงกันทุกฉากก่อนถ่ายทำทำให้เราเข้าใจตัวละคร เข้าใจสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภาพยนตร์ 100% ก่อนที่จะไปถ่าย มันก็เลยง่ายในการทำงานค่ะ”

ในฐานะคนรุ่นใหม่คนหนึ่งเธอให้น้ำหนักกับความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติมากแค่ไหน เธอยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่า 

“หนูไม่เชิงเป็นสายมูค่ะ แต่หนูเป็นชาวพุทธ ก็จะนับถือพระพุทธเจ้า และนำคำสอนพระพุทธเจ้ามาปรับใช้ แต่เรื่องเครื่องรางของขลัง ไม่ได้มีอะไรอย่างนั้นค่ะ แต่หนูเชื่อเรื่องผีนะคะ กลัวผีมากจริงๆ ค่ะ หนูรู้สึกว่า พออะไรที่เรามองไม่เห็น เราจับต้องไม่ได้ มันรู้สึกอันตรายกับตัวเรา เพราะเราคาดเดาอะไรไม่ได้เลย หนูก็เลยค่อนข้างกลัวผี แล้วก็เชื่อเรื่องผีเต็ม 100% เลยค่ะ”

ความเป็นชาวพุทธของเธอยังแสดงออกผ่านการสวดมนต์ นั่งสมาธิ และไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำ ฟังดูสวนทางกับวิถีชีวิตคนเจเนอเรชั่น Z แต่เธอก็ทำจนติดเป็นนิสัย และเห็นผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวเอง 

“หนูรู้สึกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนเป็นแนวทางชีวิตอย่างหนึ่ง แล้วการทำสมาธิก็เป็นผลดีกับเราจริงๆ เพราะเราเห็นผลกับตัวเรา เมื่อก่อนหนูเป็นคนสมาธิสั้นมากค่ะ ไม่ค่อยอยู่นิ่ง แล้วก็จะมีความคิดกังวล ฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา แล้วหนูรู้ว่า ผลกระทบที่เราใช้ชีวิตแบบนั้นมันเป็นอย่างไรบ้าง หนูก็เลยเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า และลงมือทำด้วยค่ะ แล้วพอเราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเราจริงๆ เราก็เลยทำวิธีนี้มาโดยตลอดค่ะ มันทำให้สุขภาพเราดี สุขภาพจิตเราก็ดีด้วย ความคิดเราก็เปลี่ยนไปค่ะ”

ไม่เพียงแต่เจอกับเรื่องดีๆ เรื่องประหลาดที่หาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับไม่ได้ เธอก็ได้เจอเข้ากับตัวตอนปฏิบัติธรรมนี่เอง

“เวลาไปปฏิบัติธรรมที่นั่นจะเหมือนเป็นป่า บรรยากาศค่อนข้างวังเวง ที่เคยเจอคือ นั่งๆ อยู่สักพักหนึ่งก็จะมีกลิ่นแปลกๆ เป็นกลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นไม่พึงประสงค์มาจากไหนก็ไม่รู้ค่ะ ซึ่งทุกคนก็ได้กลิ่นเหมือนกันหมด แต่แป๊บเดียวก็หายไป ไม่รู้เหมือนกันว่า มาจากไหน มันอธิบายไม่ได้ค่ะ มันไม่มีเหตุผลมารองรับ

…มันเคยมีเหตุการณ์หนึ่ง ตอนนั้นที่หนูเด็กๆ ค่ะ ไปถ่ายกับคุณแม่ที่ดอยแม่สลองค่ะ แล้วที่พัก คือ ถ้าเปิดประตูออกมาแล้วเดินข้ามถนนไปนิดหน่อยจะเป็นเหวลงไปเลย แล้วตอนกลางคืนหนูนอนๆ อยู่แล้วก็ละเมอลุกขึ้นมาจะเปิดประตู แล้วก็เดินออกไป ซึ่งถ้าเดินออกไปก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น แต่คุณแม่ตื่นทัน แล้วก็เห็นว่า หนูกำลังละเมอ ยืนโงนเงนหลับตาอยู่ แปลกมาก ช่วงนั้นหนูชอบฝันแบบแปลกๆ ด้วย ชอบฝันว่า มีเด็กมาแกล้ง มาจับตัวหนูเหวี่ยง แล้วช่วงนั้นหลับบ่อยมาก เหมือนอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะว่าทำงานเยอะด้วยค่ะ ตอนนั้นยังเด็กด้วยแล้วต้องเดินทาง ถ่ายเช้าเลิกดึกตลอด คุณแม่ก็เป็นห่วงค่ะ”

เจอกับเรื่องลึกลับมาบ้าง ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาอาจจะยังอธิบาย หรือหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่า ใช่เรื่องเกี่ยวข้องกับ ‘ผี’ หรือ ‘วิญญาณ’ หรือไม่ แต่ที่เธอมั่นใจแน่นอนว่า รับประกันความสยองก็คือ…

“หนังผีไทยนี่แหละค่ะ น่ากลัวที่สุด เพราะมันจะมีความลึกลับบางอย่าง มันอธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ด้วย แล้วส่วนใหญ่หนังผีเกาหลีจะออกไปในเชิงวิญญาณ หรือไม่ก็จะเป็นปีศาจไปเลย แต่บ้านเรามันไม่ใช่ มันจะมีความน่ากลัวอีกรูปแบบหนึ่งที่มันจะใกล้ประชิดตัวเรามากยิ่งขึ้น มันเลยเพิ่มความรู้สึกของเราได้มากกว่าผีแบบปีศาจ ที่ดูเป็นเรื่องราวในตำนานมากกว่าน่ะค่ะ อย่างเรื่อง ‘โปรแกรมหน้า…วิญญาณอาฆาต’ ที่เป็นผีที่อยู่ในโรงหนังที่พี่เต๋อ-ฉันทวิชช์ เล่นน่ะคะ เรื่องนี้น่ากลัวที่สุด หนูดูหลายรอบแล้ว เพราะอยากเสพความกลัว แต่ดูคนเดียวไม่ได้ ต้องมีคนดูด้วย ดูแล้วหนูเชื่อว่า ความอาฆาตแค้นของผีมันน่ากลัวจริงๆ 

…เรื่องนี้เล่นเองหนูยังกลัวเลยนะคะ ขอสารภาพว่า หนูยังคิดอยู่เลยค่ะว่า ตอนหนูดูหนูจะดูรู้เรื่องไหม หนูต้องปิดตา หรืออะไรไหม ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน แต่ว่าหนูรู้ในระดับหนึ่งว่ามันน่ากลัว นี่หนูก็ยังไม่ได้ดูเลย หนูไลน์ไปบ่นกับพี่โต้งบ่อยครั้งค่ะว่า หนูอยากดูหนังแล้วนะ พี่โต้งก็ตอบกลับมาว่า “อดใจไว้นะน้อง เดี๋ยวก็ได้ดูแล้ว” ”

ถึงแม้ ‘ร่างทรง’ จะได้เข้าโรงฉายในต่างประเทศมาแล้วหลายประเทศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และไต้หวัน และถึงขั้นคว้ารางวัล Best of Bucheon จากเทศกาลภาพยนตร์ 25th Bucheon International Fantastic Film Festival มาแล้ว แต่นางเอกของเรื่องยังไม่เคยได้รับชมผลงานของตัวเองเลย จะรับรู้ได้ก็แต่เสียงตอบรับเชิงบวกจากต่างแดน และแฟนคลับที่เข้ามาให้กำลังใจผ่านโซเชียลอย่างล้นหลาม 

“ฟี้ดแบ็คที่ได้รับกลับมา หนูไม่ได้คาดคิดไว้เลยว่ามันจะมากมายขนาดนี้ ได้รับคำชมเยอะมาก มีคนส่งกำลังใจให้เยอะมาก บางข้อความที่ส่งมาดีมากจนหนูน้ำตาไหลเลย หนูไม่คิดว่า จะมีข้อความดีๆ แบบนี้เกิดขึ้น ก็เลยดีใจมากๆ เลยค่ะ” 

เชื่อว่า หลายคนคงรอชมฝีมือการแสดงของญดาในช่วงฮัลโลวีนนี้ จำหน้าหวานๆ ของเธอไว้ให้ดี ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับ ‘มิ้ง’ ในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารลิปส์ ฉบับตุลาคม 2564

Photography : Somkiat K.
Styling : Chanasorn P.
เสื้อผ้าจาก Iconic

SHARED :

Recommend