The Multitasker – อวัช รัตนปิณฑะ

ตัวแทนหนุ่ม Gen Z ผู้มากับสกิลล์ที่หลากหลาย และความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนโลก

หนุ่ม Gen Z ยุคต้นๆ อย่าง อัด-อวัช รัตนปิณฑะ เชื่อในการทำในสิ่งที่สนใจหลายๆ อย่างควบคู่กันไปจนกว่าจะค้นพบสิ่งที่ใช่ที่สุด ในวัย 24 ปี อัดได้ลองชิมลางทั้งงานแสดง งานดนตรีในฐานะนักร้องนำวง Mintsงานกำกับภาพยนตร์สั้น งานดีเจที่ CAT Radio งานประจำในฐานะพนักงานบริษัทนาดาว บางกอก และยังเจียดเวลามาทำเพจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง Save Thailay ได้อีก เรียกได้ว่า เขาใช้ชีวิตในวัยหนุ่มได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ 

ลิปส์ : พูดถึงคำว่า “Gen Z” ปุ๊บอัดนึกถึงคุณสมบัติอะไรเป็นอย่างแรก 
อวัช : ผมรู้สึกว่า Gen Z มีความเป็นปัจเจก มีความเป็นตัวเองสูง กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ กรอบหลายๆ อย่างมันถูกขบถในยุคนี้ อาจจะเป็นยุคที่เหมือนเราโตมาพร้อมกับสื่อที่เป็นโซเชียลมีเดีย มีช่องทางการหาข้อมูลต่างๆ มากขึ้น เด็กยุคนี้เขารับข้อมูลจากหลาย ๆ ทางมากกว่าการรับสารทางเดียว ทำให้เขามีวิธีหาข้อมูล และตกตะกอนกับตัวเองมากขึ้น 

ลิปส์ : คุณสมบัติของ Gen Z ข้อไหนที่รู้สึกว่าตรงกับตัวเองที่สุด  
อวัช : ผมว่า ผมก็เป็นคนใจร้อนนะ บางทีคิดอะไรแล้วอยากทำเลย อยากได้เลย แต่ว่าพอเราโตขึ้นเราก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป แล้วก็เวลาสนใจอะไรก็จะโฟกัสกับเรื่องนั้นมากๆ แต่ว่าพอไปถึงจุดหนึ่ง ถ้ามีอุปสรรคเข้ามา ถ้าเราเจอบางครั้งจะมีความถอยออกมาแป๊บหนึ่งว่า ใช่หรือเปล่า จะมีการตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เรื่อยๆ  พอเจอกับบางอย่างเราที่เรารู้สึกว่า ไม่ใช่ แล้วเราก็จะเปลี่ยน  ยุคนี้อาจจะเป็นยุคที่เด็กเริ่มเร็ว ถอยเร็วอย่างนี้หรือเปล่า แต่ว่าพอเราผ่านสเตจชีวิตมาเรื่อย ๆ เราก็จะมีความเข้มแข็งในสิ่งที่เราเชื่อมากขึ้น อาจจะไม่ได้ถอยเร็วกับปัญหาที่เราเจอ 

ลิปส์ : ได้ยินมาว่า Gen Z เป็นเจเนอเรชั่นที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมซึ่งตัวอัดเองก็น่าจะชัดเจนมากๆในเรื่องนี้ใช่ไหม
อวัช : ผมว่า เจเนอเรชั่นนี้มีเรื่องของสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นประเด็นที่ถูกพูดกันมากขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิต ตอนเราอยู่ชั้นประถม เรารับรู้ข้อมูลเรื่องภาวะโลกร้อนมาแค่นิดหน่อย ในชั้นเรียนก็ไม่ได้มีการสอนเรื่องนี้ การหาข้อมูลมันก็ยังไม่ได้สะดวกเท่าปัจจุบัน แต่สำหรับเด็ก Gen Z ยุคถัด ๆ มา เขาจะโตมากับยุคที่ข้อมูลเรื่องของสิ่งแวดล้อมถูกเอามาพูดถึงมากขึ้น แล้วพอเราโตมากับอะไร สิ่งนั้นจะอยู่ในจิตสำนึกเราโดยที่เราไม่ต้องพยายาม 

ลิปส์ : เคยมีปัญหาเรื่อง Generation Gap ไหม
อวัช : สมัยอยู่มัธยม ผมจะเป็นตัวเองมากๆ พ่อแม่อาจจะเลี้ยงผมด้วยการที่ให้ผมได้ไปเจอโลกเร็ว ตั้งแต่เด็กก็จะส่งผมไปออกค่ายอาสาตั้งแต่อายุแค่ 4 ขวบ จึงเหมือนเราโตมากับการออกไปใช้ชีวิตเอง ทำให้ผมรู้สึกว่า สุดท้ายตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เลยทำให้ผมมีความเป็นตัวเองสูง โตมาด้วยการเชื่อตัวเองเป็นหลัก  หลาย ๆ ครั้งเลยพอทำให้เราโตขึ้น กับพ่อแม่เองก็ตาม บางทีเขาก็มีเหตุและผลของเขา แต่เราก็มีเหตุและผลของเรา บางทีมันไม่ได้เหมือนกัน มันก็กลายเป็นการเกิดปัญหา เกิด generation gap ที่เกิดการถกเถียงกัน เกิดการทะเลาะกันบ้าง หรือแม้แต่เรื่องของกฎระเบียบบางอย่างที่เรารู้สึกว่า มันไม่ make sense  ณ วันนั้นเราก็ไม่ได้เป็นเด็กที่ยอมขนาดนั้น เราก็มี question เราก็เป็นคนที่ถาม 
     บางอย่างเราก็เคยถาม แล้วเราก็รู้สึกว่าคำตอบที่เราได้มันไม่ make sense หรือว่ามันไม่ได้มีตรรกะที่มารองรับสิ่งนี้ ทั้งๆ ที่ คุณครูเขาอาจจะมีโจทย์มีกฎที่เขาได้รับมาจากทีม หรือว่าจากองค์กร แต่ว่าเหตุผลแบบนี้ไม่เคยถูกอธิบายให้เด็กๆ เข้าใจ มันเลยเกิดการขบถขึ้น อย่างยุคเราก็จะชอบใส่กางเกงนักเรียนสั้นๆ 13-14 นิ้ว แล้วคุณครูก็จะไม่เข้าใจว่า ทำไมใส่สั้นก็จะมีการจับเลาะกางเกงให้ยาวก็จะมีประเด็นตรงนี้ เราก็รู้สึกว่า ก็เคยตั้งคำถาม แต่ว่าก็ไม่ได้คำตอบที่อธิบายว่า ใส่สั้นแล้วไม่ดีอย่างไร หรือว่ามันเป็นแค่ภาพลักษณ์ที่คุณต้องรับผิดชอบ 
     สุดท้ายการแต่งตัวของเรามันไม่ได้ไปส่งผลต่อผลการเรียน หรือว่าวิธีการใช้ชีวิตของเราหรือเปล่า ผมก็แค่ adapt การใช้ชีวิตตัวเองว่า ผมก็ยังใส่สั้นอยู่ แค่เวลาเข้าแถวผมเอากางเกงยาวมาใส่ทับ พอหมดแถวผมก็ถอด แล้วก็ใส่สั้นเหมือนเดิม 

ลิปส์ : คิดว่าเด็กเจนฯนี้แรงไหม

“เป็นยุคที่เด็กมีความเป็นตัวเอง เขากล้าคิดกล้าทำ และกล้าที่จะถามถึงเหตุและผลของสิ่งที่เกิดขึ้น กล้าตั้งคำถาม ซึ่งอาจจะทำให้ดูแรงในสายตาของผู้ใหญ่ เพราะว่าสังคมที่ผ่านมาเราอาจจะอยู่ด้วยการ ใครบอกอะไรเราก็ทำตาม เราไม่กล้าถาม เหมือนพอถามเราก็จะกลายเป็นตัวประหลาด”

อวัช : หรือว่ากลายเป็นคนที่ดูก้าวร้าวขึ้นมา ซึ่งจริง ๆ แล้วผมรู้สึกว่าการกล้าถามไม่ใช่ความรุนแรง มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำได้ และควรจะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการถกเถียงและคุยกันได้อย่างสันติครับ 

ลิปส์ : คิดว่าเด็ก Gen Zเสพติดการประสบความสำเร็จเร็วไหม 
อวัช : ไม่เชิงว่าต้องประสบความสำเร็จเร็ว แต่ผมแค่รู้สึกว่า ในวันนี้ผมมีเป้าในระยะสั้นๆ มากกว่าว่าแต่ละปีเราอยากจะ achieve อะไร มันยังไม่ใช่การประสบความสำเร็จขนาดนั้น มันเป็นแค่เหมือนการค่อยๆ ไปทีละสเต็ปมากกว่า ผมยังไม่ค่อยได้คิดเรื่อง ฉันจะต้องมีบ้าน มีครอบครัวตอนอายุเท่านี้  

ลิปส์ : ส่วนใหญ่เพื่อนๆรุ่นเดียวกันเขาอยากทำอาชีพอะไร
อวัช : หลากหลายมาก แต่ผมว่า ส่วนใหญ่อาจจะอยากมีสปอตไลทฺ์ส่องมาที่ตัวเองมากกว่าหรือเปล่า เหมือนพอเป็นยุคที่ทุกคนสามารถเป็น somebody ได้ง่ายขึ้น มันเลยทำให้เจเนอเรชั่นนี้อยากที่จะมีตัวตนมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า ด้วยความที่เราโตมาอยู่ในยุค social media เรื่องของยอดไลก์ ยอดฟอลโลว์ก็ทำให้เด็กพอที่จะรู้สึกว่า เฮ้ย เพื่อนฉันมียอดไลค์เยอะกว่า ฉันยอมไม่ได้หรือเปล่า ฉันเลยต้องหาอะไรทำในการที่จะมีเท่าเทียมกัน เขาอาจจะแค่ต้องการ attention หรือว่าต้องการสปอตไลท์ หรือเป็นที่พูดถึงมากกว่า

ลิปส์ : นอกเหนือจากสิ่งแวดล้อมที่เราก็ขับเคลื่อนมาโดยตลอดมองว่างานตัวเองในด้านอื่นๆที่เริ่มทำซึ่งหลายอย่างมากน่าจะช่วยขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไรบ้าง
อวัช : เจเนอเรชั่นของผมเป็นยุคที่เราอยากเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เหมือนเรารู้สึกว่า เรามีความหวัง เราอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ทางในด้านที่ดีขึ้น มันเป็นช่วงวัยที่ผมว่าผมมีพลังมากเลยที่อยากจะขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น อะไรที่ทำแล้วคนที่เขาติดตามเราอยู่ หรือคนที่เขาได้ดูผลงานเรา เขาได้ตกตะกอนความคิด หรือว่าเขาอยากจะลุกขึ้นไปเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือมีพลังลุกขึ้นไปทำอะไรบางอย่าง 
     อย่างงานเพลงชุดใหม่ของผม ผมก็อยากทำเพลงที่ไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่องของความรักอย่างเดียว เราอยากทำเพลงที่มันพูดเรื่องที่มันขับเคลื่อนสังคมได้ อย่างเช่นเรื่องของสิทธิของความเป็นมนุษย์ หรือความขัดแย้งกันว่า จริงๆ มันมีวิธีการที่เราจะอยู่ด้วยกันได้  หรือประเด็นเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะสื่อหลายๆ อย่างสามารถเปลี่ยน mindset คนได้เหมือนกัน ทุกๆ งานที่ผมทำในตอนนี้จึงพยายามใส่ Facts เป็นความ Positive ทำให้คนรู้สึกกับมันได้ และกระตุ้นให้อยากลุกขึ้นไปทำอะไรบางอย่าง

┃Photography : Somkiat K.
┃Styling : Torrinee 
┃Special Thanks : Loewe 

SHARED :

Recommend