The Man Who Can Cook & Cure – นายแพทย์ดิษกุล ประสิทธิ์เรืองสุข

ทำความรู้จักเชฟหมอตั้ม หนุ่มหล่อสไตล์โอปป้าที่ดูดีทั้งในเสื้อกาวน์ และผ้ากันเปื้อน

คุณคิดเหมือนกันกับเราหรือไม่ว่าผู้ชายที่ทำอาหารเก่งนั้นมีเสน่ห์และยิ่งทวีความน่าสนใจมากยิ่งกว่าเมื่อชายหนุ่มผู้นั้นเป็นทั้งผู้ที่สวมทั้งเสื้อกาวน์และสวมทั้งผ้ากันเปื้อนได้ในคราวเดียวกัน

วันนี้เรามีนัดกับชายหนุ่มตามสเป๊กที่ว่า ที่ ร้านอาหาร Pawat Kitchen ในซอยสาธุประดิษฐ์ 19 นั่นก็คือ นายแพทย์ดิษกุล ประสิทธิ์เรืองสุข หรือ เชฟหมอตั้ม แพทย์ประจำบ้าน วิสัญญีวิทยา ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘EAT Matters : by หมอตั้ม’ แพทย์หนุ่มหล่อหน้าใสในสไตล์โอปป้าวัย 29 ปี ที่โด่งดังจากการเข้าแข่งขันในรายการ ‘MasterChef Thailand Season 2 

“ผมเติบโตขึ้นมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่ทำธุรกิจส่วนตัว ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เกียรตินิยมอันดับ 2 ตอนเด็กๆ ผมไม่เคยคิดจะเป็นหมอหรือเชฟเลยครับ จริงๆ แล้ว หมอเป็นตัวเลือกที่สองด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่ครอบครัวของผมในสมัยก่อน เขาไม่ได้อยากส่งลูกหลานไปเรียนเชฟ ส่วนใหญ่ก็จะส่งไปเรียนหมอ เรียนบริหารธุรกิจ เพื่อมาสืบทอดกิจการของครอบครัว  

…ตอนนั้นเลยมีข้อตกลงกันว่า ถ้าไปสอบหมอแล้วไม่ติดขอไปเรียนเชฟนะ แต่สอบหมอติดผมก็เลยไปเรียนหมอครับ ซึ่งผมยังมีพี่ชายอีกหนึ่งคน พี่ชายผมเรียนจบนิติศาสตร์ แต่เลือกเปิดร้านอาหารครับ เป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อ FLAT MARBLE ร้านอาหารสไตล์ Fine Dining ย่านอารีย์ ที่หลายคนน่าจะรู้จัก รวมถึงตัวผมเองก็ได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในวงการอาหารด้วย 

…ผมเป็นคนชอบทานอาหารอร่อยๆ ชอบทำอาหารทานเอง ก็เลยทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเรายังหาเงินเองไม่ได้ มีเงินค่าขนมจำกัด เพราะฉะนั้น ทางเลือกเราก็ไม่ได้มีเยอะครับ ถ้าอยากทานอาหารอร่อยทุกวันก็ต้องทำเอง แต่ต้องยอมรับว่า เรื่องของการทำอาหารเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผมมากๆ ในตอนที่ไปแข่ง MasterChef Thailand ครับ” 

จากการแข่งขันในรายการ MasterChef Thailand Season 2 เสมือนกับเป็นใบเบิกทางให้นายแพทย์หนุ่มได้ลงมือทำในสิ่งที่หลงใหล และได้ดื่มด่ำกับรสชาติของชีวิตในแง่มุมใหม่ที่ทั้งกลมกล่อมและหอมหวาน 
“การที่ผมได้เข้าแข่งขันในรายการ MasterChef Thailand มันพลิกชีวิตของผมตรงที่ว่า สมัยก่อนเราก็ทำงานในโรงพยาบาลในฐานะหมอ เป็นฟูลไทม์เต็มเวลา 100 เปอร์เซ็นต์ ทำงานเสร็จกลับบ้านกินข้าว แต่เดี๋ยวนี้มันทำให้เรามีโอกาสในชีวิตมากขึ้นครับ เรามีตัวเลือกมากขึ้น ทำให้เราสามารถเอ็นจอยไปกับความสุขของเราได้ ทั้งในมุมของการเป็นแพทย์กับมุมของการเป็นเชฟทำอาหาร และกลายเป็นว่า งานอดิเรกที่เรารัก และอยากทำมันมาตลอด ก็สามารถทำรายได้เพิ่มให้มากขึ้นด้วยอีกด้านหนึ่งได้ สามารถเพิ่มความสุขให้เราได้อีกด้านหนึ่ง 

“ทุกครั้งที่ผมได้ทำอาหาร ผมรู้สึกเอ็นจอยกับการที่เราเห็นคนทานอาหารที่เราทำแล้วมีความสุข อร่อย เราก็แฮปปี้แล้ว เพราะเหมือนเราได้ส่งผ่านสิ่งที่เราคิดและรู้สึกให้ทุกคนได้มีความสุขไปกับเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ครับ” 

…เรียกได้ว่า ชีวิตในวันนี้ของผมค่อนข้างบาลานซ์ ผมทำงานในโรงพยาบาลเป็นหลักครับวันจันทร์-ศุกร์ ช่วงเวลา 7 – 5 โมงครับ แล้วถ้ามีเวรเสาร์-อาทิตย์ ก็จะอยู่เวรด้วย แต่เราก็จะหาเวลาว่างแบ่งมาทำงานอดิเรกที่เหลือ เช่น ทำเพจ ทำขนม หรือทำ Chef’s Table ครับ

…ต้องบอกว่า การทำร้านอาหาร หรือการทำ Chef’s Table มันทำให้เราได้คุยกับคนมากขึ้น ได้โฟกัสกับคนมากขึ้น จะคนน้อยคนมากเราก็ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนอะไรต่างๆ นานา กันมากขึ้นครับ ซึ่งคอนเซ็ปต์ของ Chef’s Table คือ เชฟเป็นคนคิดเมนูให้กับลูกค้าว่า เขาชอบอะไร หรือช่วงนี้มีอะไรที่กำลังอยู่ในซีซั่น แล้วมีรสชาติอร่อย เราก็ต้องเอามาประยุกต์รวมกัน ส่วนตัวแล้วผมชอบทำอาหารฝรั่งเป็นหลัก ทำได้แทบทุกแนวครับ ทั้งอาหารฝรั่งเศส อาหารอิตาเลียน รวมถึงทำขนมหวานด้วย 

…จริงๆ แล้วผมไม่เคยเรียนทำอาหารมาจากสถาบันไหนเลยครับ ทุกอย่างเริ่มต้นจากความชอบทานอาหารอร่อยๆ และลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง ทำบ่อยๆ ชิมบ่อยๆ อย่าง อาหารคาว เรื่องชั่งตวงวัดมันก็มีครับ แต่มันก็ไม่ได้เป๊ะขนาดเป็นหน่วยกรัมเหมือนของหวาน แต่ผมคิดว่า น่าจะเกี่ยวกับรสมือ และประสบการณ์ของเราด้วย ผมมองว่า Chef’s Table มันก็เป็น Dining Experience แบบใหม่ที่คนไทยกำลังให้ความสนใจกันมากขึ้น เพราะอาจจะเป็นปัญหาหลายๆ อย่าง ที่คนไม่รู้จะกินอะไร ก็ให้เชฟคิดให้แล้วกัน ซึ่งมันก็จะทำลูกค้าได้เอ็นจอยกับอาหารได้เต็มที่ที่สุด ก็เป็น Dining Experience แบบหนึ่งครับ”

นอกจากการปรุงอาหารที่ทำให้คนรักอาหารได้มีโอกาสลองลิ้มรสชาติที่แสนอร่อยในรูปแบบของ Chef’s Table แล้วเชฟหมอตั้มยังเลือกที่จะส่งต่อสาระความรู้ในเรื่องของอาหารผ่านช่องทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘EAT Matters : by หมอตั้ม’ ควบคู่ไปกับการรังสรรค์เมนูขนมหวานที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพผ่านทางช่องทางออนไลน์ไปพร้อมกันด้วย
“ผมเริ่มทำเพจ ‘EAT Matters : by หมอตั้ม มาตั้งแต่สมัยที่จบรายการใหม่ๆ จริงๆ ความตั้งใจแรก คือ หลังจบรายการ เราอยากมีพื้นที่สักพื้นที่หนึ่งในการติดต่อกับแฟนคลับ แล้วเราคิดว่าไหนๆ เรามีแฟนเพจของตัวเองที่เอาไว้คุยกับแฟนคลับแล้ว เราก็อยากให้มีคอนเทนต์ที่มีสาระมากขึ้น ก็เลยทำคอนเทนต์ที่เนื้อหานำเสนอภายในเพจส่วนใหญ่เป็นการทำเมนูอาหารนี่แหละครับ แล้วก็คิดเมนูใหม่ๆ ทั่วไป และส่วนใหญ่จะเป็นเมนูสุขภาพ 

…หรือบางทีมีแฟนคลับส่งข้อความทักมาหลังไมค์ว่า อยากกินเมนูเด็กหอ หรือคนที่อยู่คอนโด ที่ครัวไม่ได้ใหญ่โต อยากได้เมนูแนะนำ เราก็ต้องพยายามคิดเมนูที่ใช้อุปกรณ์ให้น้อยที่สุด แล้วก็เหมาะสมมากที่สุด ต้องไม่มีกลิ่น ต้องไม่มีควัน ก็เป็นโจทย์ใหม่ๆ ที่ผมพยายามครีเอทให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และความชอบที่แตกต่าง ร่วมกับการทำร้านขนมอยู่ที่อารีย์ ชื่อ EATMATTERSBYTUM แต่ด้วยพิษโควิด-19 ก็เลยต้องปิดไปก่อนครับ ตอนนี้เลยทำเป็นออนไลน์ครับ สั่งทางไลน์ ชื่อ ‘EAT Matters : by หมอตั้ม เหมือนในเพจเลย แล้วก็เป็น Chef ’s Table นัดคิวเข้ามา ส่วนใหญ่จะทำแค่วันศุกร์-อาทิตย์ครับ 

…ซึ่งขนมที่ผมทำมันก็เป็นขนมที่ต้องดีต่อสุขภาพในระดับหนึ่งด้วย อย่างแรกคือผมพยายามลดปริมาณน้ำตาลลง เปลี่ยนไปใช้อย่างอื่นที่สามารถให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ แต่ยังทำให้รสชาติมันยังเหมือนเดิม พิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ อย่างชีสเค้กที่เราลดอัตราส่วนของครีมชีสลง แล้วก็ทำให้รสชาติมันคล้ายชีสให้มากที่สุด ยังมีรสชาติความเป็นครีมชีสอยู่ ก็พัฒนาปรับปรุงสูตรไปเรื่อยๆ ให้มันลงตัวที่สุดครับ”

เรามองเห็นความสุขที่ปรากฏอยู่ในแววตาของนายแพทย์และเชฟหนุ่มที่เรียกได้ว่าเขาสามารถครีเอทรูปแบบของความสุขผ่านเมนูอาหารและส่งต่อถึงผู้อื่นได้อย่างน่าประทับใจซึ่งในอนาคตเขาเอ่ยปากบอกถึงเป้าหมายในสเต็ปต่อไปนั่นคือการขยับขยายธุรกิจสร้างแบรนด์อาหารคุณภาพให้เติบโตและครอบคลุมในหลากหลายพื้นที่ให้มากกว่าทั้งหมดนี้เพื่อเติมเต็มความสุขความอิ่มอร่อยและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นกับทุกคน

Photography : Somkiat K. 

SHARED :

Recommend