The Dream Chaser – เป้-อารักษ์ อมรศุภสิริ

นักแสดง/ศิลปินหนุ่มสายโฟล์กที่ยังคงเดินตามความฝัน และความรักครั้งใหม่ที่ขอเก็บเป็นความลับ

ไม่ได้นั่งคุยกับศิลปินหนุ่มคนนี้มานานพอดู แต่เจอกันทีไรเราก็สัมผัสได้ถึงไฟในการทำงานของเขาที่ไม่เคยมอดโดยเฉพาะงานเพลงที่ขยันปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เป้-อารักษ์ เพิ่งปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ “เพื่อนที่ทำงาน” ที่ข้ามแนวเพลงไปครอสกับแร็พเปอร์หนุ่มธามไทจนได้เพลงเมโลดี้สไตล์ “เป้ๆ” ที่ออกมาเท่ขึ้น และได้มู้ดที่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปในตัวหนุ่มสายโฟล์กคนนี้คงเป็นความเป็นกันเองของเขา และแน่นอนว่าความหล่อเหลาที่กาลเวลาไม่เคยพรากไปจากเขาได้จริงๆ 

     “ทำไมเป้ถึงได้ขยันทำเพลงออกมาถี่ขนาดนี้”   เราทักทายเขาด้วยคำถามที่เกิดจากความสงสัยระคนชื่นชมในตัวศิลปินหนุ่มไฟแรง

     “ไม่เชิงถี่นะครับ เพราะว่าอัลบั้มเมื่อปีที่แล้ว “Aragochina” ก็ผ่านมาปีหนึ่งแล้ว ปีนี้ก็จะออกอีก 6 เพลง ตอนแรกจะออกตั้งแต่ตอนหลังโควิดฯ ช่วงเดือนมิถุนายน แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่าเราก็เลื่อนมาจนถึงตอนนี้ แล้วก็ปล่อยอีก 4 ซิงเกิ้ล แล้วก็จะปล่อยอัลบั้มเต็มครับ ตอนนี้ปล่อยมาแล้ว 2 เพลง มี “เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา” กับ “เพื่อนที่ทำงาน””
เจ้าของเพลงเล่าให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงในผลงานของเขาว่า มีการใช้เสียงสังเคราะห์มากขึ้น ในขณะที่เนื้อหานั้น “อกหัก” เต็มๆ ตรงกับชีวิตจริงหรืออย่างไร เราแซว

     “ไม่ใช่ตรงกับชีวิตจริงครับ มันตรงกับเรื่องจริง แต่บางทีมันไม่ใช่เรื่องของเราทั้งหมดครับ แล้วเรื่องความอกหักมันก็มีมาหลายปีแล้ว ไม่ได้มีเฉพาะปีนี้แล้วแต่งใหม่ บางเพลงมันเป็นเพลงเก่าที่มันตกไปจากอัลบั้มที่แล้ว โดยรวมอัลบั้มนี้จะเป็นอัลบั้มที่จริงใจกว่า เสียใจกว่า

     …อย่างเพลง “ไม่บอก” ในอัลบั้มที่แล้ว ความจริงเราก็มีปัญหาเรื่อง ทำไมไม่บอกรักออกสื่อ  แต่อะไรที่เราไม่ได้บอกไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ทำนะ  แต่บางทีคนกำลังคาดหวังว่าเราจะต้องบอกทุกอย่าง แต่พอมาเป็นอัลบั้มนี้ ปัญหานี้อาจจะนำเสนอเป็นคอนเซ็ปต์ขึ้นมาหน่อย เราอยากเล่นคำ อยากเล่นภาษา อยากแร็พให้มันปาก พอมาถึงเพลง “เพื่อนที่ทำงาน” ก็เลยเอาเรื่องจริงมาเล่น 

“สมัยก่อนเราทำอะไรตามใจตัวเองมากๆเลยโลกจะเป็นอย่างไรไม่รู้แต่เราชอบ Bob Dylan เราก็ทำเพลงแบบ Bob Dylan ทุกวันนี้ซาวนด์ดนตรีก็ยังเป็นเป้คนเดิมแหละครับแต่มันเคลือบน้ำตาลคนละแบบกัน” 

     สมัยก่อนเคลือบด้วยโฟล์ก เคลือบด้วยคันทรี่ แล้วมาเคลือบด้วยไฟฟ้า ตอนนี้มาเคลือบด้วยอิเล็กทรอนิกส์ มาเคลือบด้วยฮิพฮอพและแร็พ พอเทรนด์นี้มันเข้ามา พอน้องๆ แร็พเปอร์ยุคใหม่ๆ เขาทำให้กรอบของภาษาไม่จำเจ  ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับภาษาอีกครั้งหนึ่ง เราก็เลยชอบพวกเขา แล้วเราก็ทำของเราได้นี่ แต่เราก็ไม่ไปสุดโต่งเท่าเขา เรายังอยู่ในความสุภาพของเราอยู่ ถ้าเราอยากจะให้ไม่สุภาพ ก็ชวนคนอื่นอย่าง “ธามไท” มาทำไม่สุภาพให้ เราซี้กันตอนต่อยมวยครับ แล้วก็มาฟังเพลงเขาในยุคหลังๆ เพลงเขาเท่มาก แล้วเขาก็เป็นเด็กที่เก่งมาก เราต้องการน้องคนนี้นี่แหละมาจอยด้วย ” 

     อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือสไตล์การแต่งตัวที่เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่ายังคงอินกับสไตล์แบบร็อคสตาร์ยุค 70s ไม่เลิก 

     “ไม่รู้จะเปลี่ยนเป็นอะไรครับ โตมาแบบนี้ แล้วช่วงเปลี่ยนผ่านก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แต่งอะไรก็ได้เหมือนกัน ตอนนี้ผมชอบสร้อย เทอควอยซ์ก็ยังอยู่ สร้อยพระก็ยังอยู่ ที่เหลือก็เหมือนเดิม เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้ตามแฟชั่นแล้วครับ ไม่ได้ซื้อของแพงแล้วด้วย เปลี่ยนมาซื้อนวมชกมวยมากกว่าครับ”

     เขาเริ่มเล่าถึงความสนใจอีกหนึ่งอย่างที่เขาศึกษาอย่างลงลึกและฝึกฝนอย่างจริงจังและยังมีอีกหลายอย่างอยู่ใน To-Do List ของเขา

     “ผมสนใจเรื่องการต่อสู้หลายๆ ศาสตร์ มีทั้งยูโด มวย จูจิตสึ มวยปล้ำ มวยไทย มวยสากล ความจริงตอนเด็ก ๆ ผมชอบสู้ครับ ผมเรียนมวยไทยตั้งแต่ตอนม.2 ถึงม.6 แต่ผมมาเจอดนตรีแล้วผมก็เลิกไปเลย เพราะว่ามาเกเร มาปาร์ตี้ จนถึงอายุ 25 ปี แล้วก็กลับมาปีนเขาทำให้แข็งแรงขึ้น แล้วก็มาเจอยูโดตอนที่ต้องไปเล่นละคร การเล่นยูโดเหมือนเราได้สู้อีกครั้งหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องไปต่อยให้เขาเจ็บด้วย แต่เคยบาดเจ็บหนักสุดมีสองครั้งครับ มีเอ็นเข่ายืด เพราะโดนสับขา แล้วมันยืดไปเลยทั้งเข่าด้านขวา หนักสุด คือ โดนรัดคอ รัดแรงเกินไป แล้วร้องเพลงได้ไม่เหมือนเดิม ขึ้นเสียงสูงได้ไม่เหมือนเดิม ตอนแรกผมก็ตั้งใจว่าจะเอายูโดให้ได้สายฟ้า สายน้ำตาล แต่ว่าสุดท้ายแล้วผมไปเจ็บเสียก่อน คราวนี้เราเลยเล่นแบบจริงจังมากไม่ได้แล้ว เลยหยุดอยู่ที่สายเขียวครับ

     …แล้วก็ยังมีการเล่นเซิร์ฟอีก  เวลาที่มีเวลาว่างก็ออกไปเซิร์ฟกับเพื่อน  มอเตอร์ไซค์ขี่น้อยลง เพราะช่วงนี้ฝนตกครับ แต่ก็ยังขี่อยู่ แต่ก็ไม่ได้ขี่ออกทริปอะไร ก็แค่ใช้มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ของตัวเองอย่างมีความสุข ขี่เล่นๆ ในเมืองเฉยๆ แต่ตั้งแต่ต้นปีมาก็ยังไม่ได้เพิ่มกิจกรรมเลย  กิจกรรมใหม่ๆ ที่เริ่มฝึกก็อาจจะเป็นเรื่องดนตรี ผมเริ่มซ้อมเปียโน  ตอนแรกเล่นไม่ได้ เล่นได้งู ๆ ปลาๆ ตอนนี้เราเล่นเปียโนแบบที่สามารถเล่นเพลงตัวเองแล้วถ่ายคลิปโชว์ได้แล้ว ตอนล็อคดาวน์ผมก็ฝึกเป่าฮาร์โมนิกาอย่างจริงจังเหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้ว พอเริ่มมาจับเปียโน มาจับเรื่องร้องเพลง ฮาร์โมนิกาเลยไม่ค่อยได้จับ แล้วยิ่งหมดช่วงล็อคดาวน์เวลาซ้อมก็น้อยลงไป ช่วงนั้นผมมีความสุขตรงที่ได้พัฒนาตัวเอง หนังสือที่ซื้อเก็บไว้ก็เอามาอ่าน และเก็บตกซีรีส์ที่อยากดู” 

     เขายังเล่าให้เราฟังว่าหนังสือเล่มล่าสุดที่อ่านแล้วได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆจากหนังสือเล่มนั้นคือหนังสือว่าด้วย “Body Language” 

     “ผมสนใจศาสตร์นี้ เพราะมันใช้ในการแสดงได้ครับ ผมเพิ่งรู้ว่า ตัวเองมีลักษณะของการโกหกตอนแสดง บางทีถ้าเราควบคุมอินเนอร์ได้ แต่ว่าเราควบคุมภาษากายไม่ได้ เราแอบโกหกด้วยตัวเอง เราไม่สามารถควบคุมภาษากายได้ แต่ถ้าเรารู้ว่าอันนี้ มันแสดงออกถึงการโกหก เราก็จะไม่ทำ  เอาง่าย ๆ เลยครับ เวลาเราโกหกน่ะ เราจะชอบคันจมูก เราจะเกาหน้า หรืออย่างท่านั่งมีผลเยอะมาก ท่าการวางมือมีผลเยอะมาก อย่างตอนนี้พี่กำลังคิดอยู่นะ” 

     เรื่องฝีไม้ลายมือในการแสดงนั้นต้องยอมรับว่าเขาทำได้ยอดเยี่ยมในหลายๆเรื่องโดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง “บอดี้ศพ#19” และ “ขุนพันธ์ 2”  ยิ่งอายุมากขึ้นประสบการณ์มากขึ้นโอกาสที่จะทำผิดพลาดย่อมมีน้อยลงและการจะทำให้คนรุ่นใหม่ยอมรับได้คงมีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง

“ความจริงแล้ว ผมก็เป็นผู้ใหญ่มาสักพักแล้วนะครับ แต่ว่าในใจก็ยังเด็กอยู่เหมือนกัน ผู้ใหญ่ก็คือความรับผิดชอบ เราก็พยายามทำหน้าที่ของเราให้ไม่เดือดร้อนคนอื่น อย่างในกองละครถ้าผมแก่ขนาดนี้แล้วผมยังจำบทไม่ได้ ไปเข้าหน้าเซตคงไม่ได้ 

     …ทุกครั้งผมอาจจะไม่เล่นเก่งที่สุด แต่ว่าผมก็คาดหวังให้ตัวเองเตรียมพร้อมเข้าไปหน้าเซตให้ได้มากที่สุด อย่างเรื่องใหม่ล่าสุด ผมแก่ที่สุดในทีมนักแสดงทั้งหมด เพราะฉะนั้น ผมก็เลยคาดหวังให้ตัวเองเข้าไปแล้วไม่ทำให้น้องมองแย่ๆ บทยาวแค่ไหนก็ต้องจำเข้าไปให้ได้ หรือเขาอยากจะให้ร้องไห้ก็ควรจะต้องร้องได้  เราก็ฝึกมา

     …ยอมรับว่า กดดันขึ้นครับ แต่สมัยก่อนที่ผมเล่นละครเรื่อง “แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา” พี่อั้ม-พัชราภา เขาก็ทำกับผมอย่างนี้ เขาเก่งจัดๆ เลย แต่ว่าเขาไม่เคยว่าเลยว่าผมทำผิดอะไร ผมเล่นไม่ได้ ผมพูดติด เขาไม่เคยว่าสักคำเลยครับ เช่นเดียวกันผมก็จะไม่ว่าใคร เพราะพี่อั้มเขาก็สอนผมโดยที่เขาทำให้ดู นั่นคือวิธีการของเขาไง ขณะที่จะมีบางคนที่จะมาพูด อธิบาย มาสอน แต่บางทีแล้วมันไม่ใช่หน้าที่นักแสดง มันเป็นหน้าที่ของผู้กำกับ นอกจากคุณจะเลเวลต่างกันมากๆ เขาถึงจะสอนเราได้ พี่อั้มเป็นคนที่รุ่นใหญ่ที่สุดที่เคยร่วมงานกันตั้งแต่เคยเล่นละครมา ตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยรู้ด้วยว่าเขารุ่นใหญ่ เพราะเราเด็กจัด เรารู้ว่าเขาสวย เขาดังมาก แต่เราไม่ได้สนใจ เพราะตอนแรกจะปฏิเสธละครอยู่แล้ว แต่พอเข้าไปแล้วถึงได้รู้ว่า พี่อั้มก็คือรุ่นใหญ่จริงๆ”

     “ตัวจริง” ต้อง “เก่งจริง” ด้วยนักแสดงหนุ่มฝีมือดีเชื่อเช่นนั้นโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงขึ้นหลายเท่าตัว

     “สมัยก่อนมีความเป็นดาราที่มันทำให้เราอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องเก่งก็ได้  เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้ต้องเก่ง เพราะเดี๋ยวนี้มีตัวเลือกเยอะ ถ้าคุณจะแก่ คุณก็ต้องแก่แบบมีคุณภาพหน่อย แก่แบบมีประสบการณ์  แต่ก็ไม่จริงอยู่ดี เพราะบางคนก็มาไม่ตรงเวลา เป็นนิสัยของเขา แต่ผมไม่ค่อยเจอนะ แต่ถ้าสุดท้ายพอเข้าฉากปุ๊บเขาเล่นได้เลย อย่างนั้นก็ตอบแทนกันไป ก็ยังได้รับการเลือกมาเล่นอยู่

     …การมีนักแสดงรุ่นใหม่ๆ เข้ามาถือเป็นแรงผลักดันที่ดีขึ้นมากเลยครับ พอมีการแข่งขันก็กลายเป็นอาชีพจริงจัง เพราะการเป็นนักแสดงสำหรับผมมันอยู่ระหว่างกึ่งกลางความเป็นมืออาชีพกับความฟลุ๊ค แบบหน้าตาหล่อแล้วได้ไปเล่นละคร เอาจริงๆ มันเริ่มจากอย่างนั้น แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันเหมือนกับว่า ทุกคนเขาพยายามจะเข้ามาทำอาชีพนี้ ไม่ใช่ว่าคุณหล่อคุณสวยแล้วคุณจะได้เข้ามาง่ายๆ นะ ไม่ใช่ คุณต้องผลักดันตัวเอง ต้องเรียน ต้องสู้ ไม่ง่ายเหมือนสมัยผมแล้ว เพราะฉะนั้น คนที่เขาเข้ามาอยู่ตรงนี้ มันกลายเป็นว่าทุกคนตั้งใจ ทุกคนพยายามเต็มที่

     แต่ไม่ว่าจะจริงจังกับบทบาทไหนๆความฝันในชีวิตจริงของเขาก็ยังคงมั่นคงกับการเป็นนักดนตรีมืออาชีพที่ได้ทำเพลงที่รักและคนฟังก็รักเพลงของเขา

     “สำหรับผมอาชีพนักดนตรีจริงๆ คือ มีการทัวร์คอนเสิร์ตแบบหลายๆ วงในโปสเตอร์ข้างหลัง (The TOYs, Whal & Dolph ฯลฯ) ที่มีอาชีพที่ไปทัวร์คอนเสิร์ตได้ เหมือนเราเคยผ่านจุดนั้นตอนเราอยู่ Slur เราออกไปทัวร์ ออกไปเล่นดนตรีเพื่อหาเงินได้จริงๆ แต่ว่าตอนนี้เรายังไปไม่ถึงตรงนั้นอีกรอบหนึ่ง และนั่นคือความฝันที่อยากกลับมาถึงอีกครั้งหนึ่ง” 

     เรื่องงานทุกบทบาทในชีวิตเปิดเผยเต็มที่แต่ดูเหมือนว่าหนุ่มคนนี้จะเก็บชีวิตรักส่วนตัวไว้ในมุมลับเฉพาะล่าสุดเพิ่งเปิดเผยอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “มีแฟนแล้ว” ทำให้เราอดถามถึงประเด็นอัพเดทล่าสุดในชีวิตของเขาไม่ได้

“มีแฟนแล้วครับ แต่ขอไม่บอกว่าเป็นใคร คบกันมาปีหนึ่งแล้ว ปกติผมไม่ยอมรับด้วยซ้ำ คราวนี้บอกเพื่อปิดทางไปเลย เพื่อให้เขาไม่ต้องกลัวว่า ผมจะเจ้าชู้ แต่สำหรับผมถ้าสถานะคลุมเครือๆ ก็ไม่ใช่  แต่ถ้าเริ่มพาไปเจอเพื่อนแล้วบอกว่านี่แฟน ก็คือใช่แล้วล่ะ”

     ใครคือผู้โชคดีคนนั้นกันนะเรากระเซ้าถามเขาเผยรายละเอียดให้ฟังอีกนิดแต่ยังไม่หลุดคำใบ้ออกมา

     “โชคดีหรือเปล่าไม่รู้นะ เพราะผมทำอะไรหลายอย่างมาก ไม่มีเวลาเลยครับ ผมโดนบ่นเรื่องนี้มากเลย แต่ตอนหลังผมก็ต้องไปเคลียร์กันว่าเข้าใจกันเถอะ ฉันเป็นแบบนี้ฉันยุ่งเหลือเกิน แต่เขาเคยเปรียบเทียบว่า แบบนี้เราก็ไม่ต่างกับครูมวยนี่ เจอกันอาทิตย์ละสองครั้ง  ผมก็ต้องเดี๋ยวก่อนอย่าไปคิดอย่างนั้น  แต่ตอนหลังเขาก็เริ่มเข้าใจกันแล้ว เพราะผมต้องการเวลาอยู่คนเดียวค่อนข้างเยอะครับ สมมติว่าถ้าอยู่บ้านด้วยกัน มันทำอะไรไม่ค่อยได้  ผมซ้อมดนตรีได้ แต่ผมแต่งเพลงไม่ได้

     …ผมว่า ถ้าเกิดเราบอกไปว่า เขาเป็นใครมันก็จะวุ่นวายไงครับ ผมก็จะต้องไปตอบคำถามเรื่องเขา เขาก็ต้องมาตอบคำถามเรื่องผม ผมเคยผ่านช่วงเวลานี้มาแล้วครับ แล้วมันทำให้ความสัมพันธ์มันไม่สนุกเลยครับ ผมต้องไปตอบว่า ทำไมเขาถึงพูดอย่างนี้ เขาก็ต้องมาตอบผมว่า ทำไมผมถึงตอบอย่างนี้ สมัยก่อนตอนที่คบน้องที่เป็นดาราด้วยกัน เราไม่สามารถเลี่ยงอะไรพวกนี้ได้ แล้วมันก็ค่อนข้าง toxic กับชีวิต ผมก็เลยไม่อยากให้ความสัมพันธ์มันเป็นแบบนั้น แล้วอีกอย่างเราก็ไม่ได้เชื่อเรื่องการแต่งงานขนาดนั้นด้วย เราเห็นคนที่แต่งงานกันเขาก็เลิกกันได้ เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนแล้วที่จะต้องบังคับว่าอยู่ด้วยกันตลอดไป มันเป็นเรื่องที่มาทีหลังครับ มันมาหลังมนุษยชาติเยอะ”  

     เรียกได้ว่าขีดเส้นแบ่งชัดระหว่างชีวิตในสปอตไลต์และชีวิตส่วนตัวและที่ชัดเจนกว่าอะไรทั้งหมดคงเป็นความฝันในการเป็นนักดนตรีอาชีพที่เป้-อารักษ์ยังต้องไล่ล่าต่อไปนี่แหละ


┃Photography : Nucha J.
┃Styling : Anansit K.
┃เสื้อผ้าจาก Takara Wong 

SHARED :

Recommend