Perfect Pairing – นลินทิพย์ สกุลอ่องอำไพ – ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์

การกลับมาของคู่ขวัญแห่งช่อง 3 กับละครกระแสแรง “พราวมุก”

ท่ามกลางกระแสความแรงของซีรีส์วายที่ยึดครองเทรนด์ทวิตเตอร์แทบทุกนาที บวกกับวิกฤตเรตติ้งละครโทรทัศน์ที่ลดฮวบฮาบ เพราะคนดูไม่ต้องรอเกาะหน้าจอช่วงละครออนแอร์กันอีกต่อไป ละครเรื่องไหนจะ “ปัง” หรือ “แป้ก” สมัยนี้เขาวัดกันที่ว่า จะได้ติดเทรนด์ทวิตเตอร์กันแล้ว ยังมีละครที่สามารถแหวกเทรนด์ทวิตเตอร์แทรกตัวเข้ามาอยู่ท่ามกลางแฮชแท็กสายวายได้บ้าง นั่นก็คือ “พราวมุก” ละครไพรม์ไทม์ของช่อง 3 ที่ได้คู่จิ้นคู่ขวัญอย่าง ภณ-บัว มาช่วยดึงความสนใจให้คนกลับมาดูละครหลังข่าวอีกครั้ง และความเคมีเข้ากันของคู่พระนางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีส่วนช่วยให้ละครเรื่องนี้ได้รับฟี้ดแบ็คที่น่าพอใจ

      เราเริ่มบทสนทนาด้วยการแสดงความยินดีที่ละครที่ทั้งคู่นำแสดงได้รับฟี้ดแบ็คดีเยี่ยม “พราวมุกติดอันดับเทรนด์ทวิตเตอร์ดีแบบนี้หายเหนื่อยเลยไหม” นางเอกสาวยิ้มหวานรับพร้อมให้คำตอบว่า

      “หายเหนื่อยจริงๆ รู้สึกแฮปปี้นะคะ ตอนแรกเราก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าคนดูจะชอบไหม แต่ว่าพอกระแสตอบรับออกมาแล้วคนดูก็ชมนะคะ ไม่ใช่แค่กระแสคู่จิ้นอย่างเดียวด้วย แต่เขาชมไปถึงองค์ประกอบภาพรวมด้วยว่าบทดี ตัดต่อรวดเร็ว ภาพสวย แสงสวย รวมๆ แล้วออกโอเคมากๆ เลยค่ะ”

      ฝ่ายพระเอกยิ้มกว้างอยู่ข้างแทนคำตอบว่า เขาดีใจกับผลตอบรับที่ดีคุ้มเหนื่อย

      “ละครจะออนตอน 2 ทุ่มครึ่ง พอ 2 ทุ่มเราก็เริ่มปั่นเทรนด์ เห็นเขาเขียนอะไรมา เราก็ไปคอมเม้นต์ตอบของเขา เหมือนกับโต้ตอบกันไปในฐานะตัวละครตัวหนึ่ง สนุกดีครับ”

      “นี่คือสมัครทวิตเตอร์เพื่อพราวมุกเลย แล้วก็เล่นไม่ค่อยเป็น บัวก็จะงงๆ นิดหน่อย แต่พอเหมือนเราได้มีส่วนร่วมกันกับแฟนคลับ มันก็สนุกนะคะ เราได้พูดคุย ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเขา แล้วทวิตเตอร์มันเปิดกว้างมาก เวลาอ่านความคิดเห็นของคนอื่นแล้วสนุกดี” ทวิตเตี้ยนมือใหม่กล่าวเสริม

      ทั้งสองยังเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ช่วงไปถ่ายทำที่เกาหลีใต้ ที่เหมือนเป็นการย้อนรอยกำเนิดคู่จิ้นภณ-บัว เมื่อครั้งทั้งคู่โคจรมาเจอกันในละครเรื่อง “ตราบาปสีชมพู” จุดกำเนิดของคู่ขวัญที่ร่วมงานกันเมื่อไรแฟนๆ ก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่

      “ตอนที่ถ่ายทำที่เกาหลีหนาวมากค่ะ มันเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดี ตอนกลางวันก็โอเคประมาณ 15 องศาฯ แต่พอกลางคืนก็เริ่มเหลือเลขตัวเดียว แล้วซีนเปิดของบัวต้องใส่เดรสสายเดี่ยว เสื้อซีทรูบาง ๆ แต่อากาศอยู่ที่ 3 องศาฯ หนาวมาก ตอนถ่าย คือ หลายเทคมาก เพราะเราพูดไม่ได้ อ้าปากไม่ได้ เพราะมันสั่นไปทั้งตัว ก็เลยต้องยอมทนหนาวค่ะ แต่ทุกอย่างก็ราบรื่นนะคะ ต้องชมทีมงานเลยว่าทุกคนเป็นทีมเวิร์กมาก ๆ การถ่ายทำก็เลยผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ ดูเหมือนดวงเราถูกกับเกาหลีใต้ได้ไปถ่ายละครด้วยกันสองเรื่องเลย อาจจะเป็นเพราะว่าผู้จัดอินเกาหลีด้วย เราก็เลยได้ไปที่สวย ๆ ”

      เทรนด์ซีรีส์เกาหลีใต้มาแรงอย่างต่อเนื่องมาหลายปี โดยเฉพาะเมื่อ 2-3 ปีมานี้ที่แพลทฟอร์ม Streaming ทำให้คนดูมีทางเลือกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็นับว่า เข้าทางนางเอกหน้าตาถอดแบบมาจากซีรีส์เกาหลีเป๊ะอย่างนลินทิพย์

      “เคยมีคนทักบ่อยๆ ว่า บัวเหมือนพัคมินยอง นางเอกซีรีส์เรื่อง What’s Wrong with Secretary Kim?” นางเอกสาวกล่าว

      “เหมือนมากเลยนะ ยิ่งแสงเคลียร์ๆ นะ เขาดูเหมือนเลย”

      พระเอกมาช่วยยืนยันอีกหนึ่งเสียง เราเองก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริง แทบไม่อยากจะเชื่อสาวร่างเล็กหน้าใสปิ๊งอย่างนางเอกคนนี้ก็เข้าสู่วัยขึ้นต้นด้วยเลข 3 แล้ว ส่วนพระเอกคู่ขวัญนั้นเป็นรุ่นน้องของเธอร่วม 5 ปี แต่ทั้งคู่ดูเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกันไม่มีผิด และก็ไม่น่าเชื่ออีกเหมือนกันว่า บัว-นลินทิพย์ จะอยู่ในวงการบันเทิงมานับ 10 ปีกว่าๆ แล้ว

      “บัวเริ่มทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่สมัยมัธยม พออยู่มหาวิทยาลัยก็เริ่มถ่ายมิวสิกวิดีโอ ถ่ายแบบลงนิตยสารบ้าง แต่เริ่มเข้าวงการแบบจริงจังก็คือ หลังจากที่เรียนจบ แล้วรู้สึกว่า ตอนนั้นคิดว่า ตัวเองไม่ชอบทำงานประจำก็เลยอยากหาอะไรที่มันไม่ต้องทำงานแบบวนลูปซ้ำจำเจ บัวก็เลยคิดว่า ลองแคสต์โฆษณาดูไหม อันนั้นเป็นจุดเริ่มที่เราเริ่มคิดว่า เราอยากจะหางานเพื่อที่จะต่อยอด หลังจากนั้นพอถ่ายโฆษณาไปเรื่อยๆ แล้วก็มีได้ไปถ่ายมิวสิกวิดีโอกับน้องพระเอกคนหนึ่ง แล้วเขาก็ถ่ายรูปคู่กับเราลงอินสตาแกรม แล้วพี่ผู้จัดการไปเห็นเข้าเขาก็เลยพาไปเข้าช่อง 3 หลังจากนั้นบัวก็อยู่กับช่อง 3 มาเป็นปีที่แปดแล้วค่ะ”

      ส่วนณวัสน์เป็นทั้งรุ่นน้องตามวัยจริง และรุ่นน้องในวงการบันเทิง เขาเริ่มจากเวทีประกวดหนุ่มหล่อไม่นานเท่าไรก็เริ่มได้เล่นละครตราบาปสีชมพูที่จุดกระแสแจ้งเกิดเป็นคู่จิ้นที่คนชื่นชอบ และมาต่อยอดความแรงในละครเรื่องพราวมุก ที่ทั้งสองบอกว่า เป็นความโรแมนติกที่ดุเดือดกว่าเดิม ก่อนหน้าจะมาเล่นละครด้วยกันทั้งสองเคยเจอกันในช่อง 3 ตั้งแต่เมื่อครั้งพระเอกหนุ่มอายุแค่ 21 ปี ดูเหมือนนางเอกรุ่นพี่จะจำรายละเอียดได้แม่นกว่า

“ตั้งแต่บัวเจอภณมาแต่ไหนแต่ไรเขาก็มีวินัยอยู่แล้ว ตั้งใจทำงานอยู่แล้ว แล้วพอผ่านมา 4 ปีมาเจอกันอีกรอบหนึ่งเขาก็โตขึ้น แล้วก็รู้สึกว่า เขาเก่งขึ้นค่ะ เพราะว่าสายตา ท่าทางเขาสื่อสารอารมณ์ออกมาได้ดี แล้วก็แข็งแรง รับส่งอารมณ์กันได้แบบที่เรารู้สึกจริงๆ”

      ส่วนณวัสน์มองว่า นางเอกรุ่นพี่ดูอ่อนเยาว์ลงเรื่อยๆ สวนทางกับประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น

      “เหมือนเขายิ่งเด็กลงไปเรื่อยๆ แล้วเรากลับรู้สึกแก่ขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอายุเราน้อยกว่าแต่ทำไมรู้สึกแก่เนี่ย เรื่องประสบการณ์เขาต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว เขาเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็เห็นถึงความตั้งใจความทุ่มเทของเขาตลอด อย่างในเรื่องพราวมุก เขาต้องเล่นเป็นดีเจ แต่เขาไม่ค่อยอินเรื่องดนตรีเท่าไร แต่เรื่องนี้มันต้องอินกับเพลงมากๆ เขาก็พยายามตั้งใจเรียนรู้ครับ” พระเอกรุ่นน้องกล่าวชื่นชม

      “ใช่ค่ะ ก็มีไปเรียนดีเจค่ะ แล้วก็ไปเรียนเต้นด้วย ในเรื่องเราต้องเป็นดีเจที่เก่งมาก ๆ และพราวเสน่ห์มาก ๆ ก็อย่างที่บอกคือเป็นคนที่ด้านดนตรีนี่สกิลล์ต่ำมาก คือไม่ค่อยถนัดเลย จับจังหวะไม่ได้ เต้นก็จะงง ๆ กับร่างกายตัวเอง คร่อมจังหวะ ต้องเคาะจังหวะให้ตรง แล้วก็ไปเรียนใช้เครื่องมือให้เป็น นะ ก็เริ่มเคาะจังหวะได้ขึ้น แต่จริง ๆ ก็งงตัวเองเหมือนกันนะเมื่อก่อนเป็นคนที่เล่นอิเล็กโทนได้ แล้วก็แม่ก็ส่งไปเรียนเต้นตั้งแต่สมัยเด็ก ตอนมัธยมก็คือเป็นลีดแต่ว่าก็งงเหมือนกันว่าทำไมโตขึ้นแล้วจังหวะก็ยังงงอยู่ สนุกนะคะ ตอนแรกก็แอบกังวลเหมือนกันว่าเราจะทำได้ไหม แต่พอไปเรียน เราก็ทำได้นี่นา อาจารย์ก็ชมว่าเอาไปต่อยอดได้นะ ถ้าอยากจะยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริมก็ทำได้ค่ะ ก็อาจจะต้องไปเรียนอีกเยอะ ๆ เลยค่ะ จะได้รู้สึกมั่นใจมากขึ้น”

      นอกจากหลายๆ ฉากที่ท้าทายความสามารถแล้ว ฉากร้อนแรงเบาๆ ระหว่างณวัสน์และกระทิง ที่เห็นแล้วก็พอดูออกว่า เป็นการแฟนเซอร์วิสสายวาย

      “เขาไม่อยากแต่งงานกับเรา เขาก็เลยต้องหลอกว่าเป็นเกย์ค่ะ”

      นางเอกเล่าถึงที่มาของฉากที่หลายคนสงสัยว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วถ้าต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รักใคร่ในตัวผู้หญิงสาวเฟมินีนเต็มตัวอย่างเธอจะรับได้ไหม เราตั้งคำถามเธอหัวเราะเขินๆ ก่อนตอบว่า

“ในชีวิตจริงบัวเคยแอบชอบรุ่นพี่ที่เป็นเกย์นะคะ เขาเป็นรุ่นพี่สอนลีดฯ สมัยมัธยม บัวรู้สึกว่า คนเป็นเกย์เขามีความน่ารัก เหมือนเขาดูแลเทคแคร์คนอื่น แล้วก็ความเฟรนด์ลี่ของเขา เราก็เลยแอบชอบในความน่ารักอันนั้นของเขาเฉยๆ แต่ถ้าถามว่า ถ้าแฟนหรือคนที่เราชอบเป็นเกย์ บัวว่า เราควรจะต้องหลีกทางให้เขาดีไหม เขาคงไม่ได้มามองเรา หรือสนใจเราหรือเปล่า”

      “ไม่สู้กับเขาบ้างเหรอ ไม่สู้ว่าฉันจะทำให้เธอเป็นผู้ชายให้ได้อะไรอย่างนี้”

      พระเอกเสนอทางเลือกให้ นางเอกส่ายหน้าเธอบอกว่า เธอไม่ใช่นักสู้เหมือนคาแร็กเตอร์นางเอกในเรื่อง เราแซวต่อว่า หรือเธอจะชอบผู้ชายที่มีความเฟมินีนอยู่ในตัว

      “ไม่ได้ขนาดนั้น แค่เป็นคนที่คุยด้วยแล้วถ้าคลิกกันน่ะ มันก็โอเคแล้ว ต้องมีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกันด้วย จะได้ทำอะไรร่วมกันได้”

      ฝ่ายชายเผยผู้หญิงในสเป็กบ้างว่า

      “ต้องเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แล้วเป็นคนที่อารมณ์ดี ยิ้มสดใส ลุยด้วยก็ดี เพราะผมเป็นคนสายเอ็กซ์ตรีมไง ลุยๆ หน่อย จะได้เป็นเหมือนเป็นเพื่อนกัน แบบไปได้ทุกที่ ลุยๆ ก็ได้ กุ๊กกิ๊กน่ารักๆ ก็ได้ ยิ่งเวลาไปทะเลด้วยกัน ไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดด้วยกันได้นี่สุดจัดเลย ผมเพิ่งมาอินกับกีฬาเอ็กซ์ตรีมในช่วงหลังๆ ตอนนั้นว่างเห็นในอินเทอร์เน็ตลองไปเล่นดูแล้วติดใจ อยากทำได้ เล่นไปเล่นมาก็เริ่มจากเวคบอร์ด ไปเซิร์ฟสเกต ไปเซิร์ฟบอร์ด ไม่ได้พิสดารมาก”

      ส่วนนางเอกหน้าหวานนั้นไม่ใช่สาวเอ็กซ์ตรีมเอาเสียเลย ไม่แม้แต่จะอินกับเซิร์ฟสเกตแบบที่เขากำลังฮิตกัน

      “เคยลองเล่นเซิร์ฟสเกตแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้มีเวลาเล่นจริงจังขนาดนั้น แล้วก็ยังมีความแอบกลัวนิดหนึ่ง ด้วยความที่เมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ ซน ชอบขี่จักรยาน ปีนต้นไม้ ปีนรั้ว แล้วได้แผลจากตอนนั้นมาเยอะ หัวแตก เย็บหู ด้วยความที่ตอนเด็กๆ เราเจ็บตัวเยอะ พอโตขึ้นเราก็เลยแอบกลัวเจ็บตัวอยู่นิดหนึ่ง เวลาเล่นอะไรจะแอบมีความกลัว

      …แต่จริงๆ ลุยนะ บัวรู้สึกว่า ภาพที่คนมองภายนอกจะคิดว่าเราเรียบร้อย สวย หวาน แต่จริง ๆ แล้วคิดว่า ตัวเองเป็นคนที่ลุยแล้วก็แมนนะ ถ้าสมมติว่าชวนให้ไปทำอะไร ก็พร้อมทำหมดเหมือนกันนะคะ ถ้าที่เคยลองโหดสุดคงเป็นปีนเขามั้งคะ ปีนหน้าผาจำลอง เอาของปลอมให้ได้ก่อน อันนั้นทำให้รู้สึกว่า เราผ่านขีดความกลัวของเราไปได้ค่ะ เพราะว่าอันที่ไปเล่นก็คือเป็นผาสูงมาก แล้วเราไปถึงยอดด้วยก็เลยรู้สึกว่า เราก็ทำได้นี่นา”

      แบบนี้พระเอกสายเอ็กซ์ตรีมน่าจะต้องชวนไปลุยด้วยกันบ้างแล้ว เราแซว

      “ถ้าให้ชวนเขาไปเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ผมว่า กีฬาทางน้ำอย่างเวคบอร์ดน่าจะง่ายสุดแล้ว อย่างน้อยก็เป็นน้ำ ไม่ใช่พื้นปูนแบบที่เล่นเซิร์ฟสเกตกัน บางทีถ้าล้มมันเจ็บ แต่ล้มในน้ำก็ยังชิลล์ๆ เริ่มจากบอร์ดนั่งก่อนก็น่าจะไปได้ แต่อาจจะปวดเมื่อยตามแขน ตามกล้ามเนื้อหน่อย”

      ช่วงโควิด-19 กลับมาระบาดหนักคงยังไม่เหมาะที่จะออกไปทำกิจกรรมโลดโผนที่ไหน ช่วงนี้คนวงการบันเทิงหลายคนงานหดหาย บางคนต้องหาอาชีพเสริมไว้รองรับ นับว่า ทั้งคู่โชคดีที่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ละครกำลังมีกระแส แต่เมื่อระลอกแรกที่ผ่านมาทั้งสองก็เคยต้องหาอาชีพสำรองกับเขาบ้างเหมือนกัน

      “ช่วงโควิดฯ รอบที่แล้วบัวขายสเปรย์แอลกอฮอล์ เพราะตอนนั้นเราอยู่บ้านแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แล้วก็คิดว่า ก็อยากหาช่องทางที่มันทำให้เรามีรายได้ ณ เวลาตอนนั้น ก็เลยทำกับน้องที่แต่งหน้าด้วยเป็นประจำ แล้วก็พี่สาวอีกคนหนึ่งที่สนิทกัน ช่วงนั้นก็ทำให้เรามีรายได้เพิ่ม แล้วก็มีอาชีพเสริม จะได้ไม่ได้อยู่บ้านเฉยๆ แต่พอมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ต่อยอดอะไรค่ะ”

      ส่วนพระเอกหนุ่มช่วยเป็นทีมสนับสนุนของครอบครัว

      “ตอนนั้นที่บ้านผมทำของขาย ผมก็ช่วยบ้าง แต่ผมไม่ได้ออกโปรโมทอะไรเท่าไร ช่วงนั้นเป็นฤดูมะม่วง ก็ทำมะม่วงอบแห้งขายกันครับ”

      ดูเหมือนหนุ่มหล่อจะไม่อินกับการเป็นพ่อค้าสักเท่าไร สมมติถ้าไม่ได้เป็นดาราคิดว่าตัวเองจะทำอาชีพอะไรเราตั้งคำถาม

      “ผมเรียนมาเกี่ยวกับเรื่อง Sound Engineer ก็คงไปทางนั้นครับ ถ้าผมไม่ได้เข้ามาตรงนี้ก็คงไปทางนั้น ไปทางออกแบบห้องสตูดิโอ ออกแบบโรงละคร หรือว่าออกแบบโรงภาพยนตร์ ประมาณนั้นครับ”

      ส่วนนางเอกสาวขอเลือกทำธุรกิจที่เธอชอบ

      “บัวก็คงทำธุรกิจสักอย่างหนึ่ง เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เพราะมันจะได้เหมือนกับเราได้ทำงานแล้วเรามีความสุขกับมัน ทำให้เรามีแรงที่จะทำสิ่งนั้นต่อไปเรื่อยๆ ก็คงต้องมองหาอะไรที่เริ่มจากสิ่งที่เราชอบก่อน ก่อนหน้านี้เคยคิดว่า อยากมีแบรนด์ของตัวเองที่ทำงานแฮนด์เมดหรืออะไรขึ้นมา เพราะรู้สึกว่า สิ่งที่เราทำด้วยมือของเราเองแล้วมันคือการที่เราทำด้วยใจ แล้วเราอยากเอาสิ่งนั้นไปให้คนอื่นได้ใช้ แล้วก็รับใจเราไปค่ะ”

      ส่วนอนาคตในระยะยาวทั้งสองตอบตรงกันว่า อยากทำงานแสดงให้นานที่สุดเท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย ส่วน “คู่จิ้น” จะกลายเป็น “คู่จริง” ได้ไหมนั้นทั้งสองตอบว่า

      “เวลาเราเล่นละครด้วยกัน บัวรู้สึกว่า ด้วยความที่เราต่างคนต่างมีความตั้งใจทั้งคู่ เหมือนมีเป้าหมายที่อยากจะทำให้ละครเรื่องนั้นออกมาดี ประสบความสำเร็จ มันก็เลยทำให้เราทำงานด้วยกันง่าย แล้วเวลาการทำงานมันทำให้เราคลิกกัน เป็นแบบนั้นมากกว่า”

      “เวลาทำงานด้วยกันมันสบายๆ ชิลล์ๆ อยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าไม่มีกำแพง พอมันทำงานด้วยกันแล้วมันคลิกกัน แล้วทำให้งานมันไปได้ดี” 

ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารลิปส์ ฉบับพฤษภาคม 2564

Photography : Somkiat K.
Styling : Anansit K. 
เสื้อผ้า : Coach, Bottega Veneta, Greyhound Original
ขอขอบคุณโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok 

SHARED :

Recommend