Our Pride & Joy

ปันปัน นาคประเสริฐ แดร็กควีนตัวแม่กับบทบาทใหม่ในสนามแข่ง RuPaul’s Drag Race UK vs The World

แทบไม่ต้องแนะนำตัวอะไรมากสำหรับแดร็กควีนตัวแม่ขวัญใจคนไทยอย่าง ปันปัน นาคประเสริฐ ผู้คร่ำหวอดบนเวทีโชว์มานานนับ 10 ปี ผ่านเวทีใหญ่ๆ และรายการประกวดประชันความเฟียสมาก็หลายครั้ง แต่ผลงานที่เข้าใกล้ความฝันของเธอมากที่สุดก็คือ การได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการรายการ Drag Race Thailand รายการแฟรนไชส์จากอเมริกาของแดร็กควีนระดับยานแม่ RuPaul หลายคนอาจจะคิดว่า แค่นั้นก็น่าจะเหมือนได้ไปถึงจุดสูงสุดของการเป็นแดร็กควีนแล้ว แต่ปันปันไม่คิดเช่นนั้น เพราะเธอฝันอยากคว้ามงฯ แรกของแดร็กควีนไทยมาเป็นบทพิสูจน์ว่า LGBTQ+ เมืองไทยไม่แพ้ชาติไหนๆ ในโลก และโอกาสนั้นก็มาถึงจนได้เมื่อเธอได้ไปเป็นผู้ร่วมเข้าแข่งขันในรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs The World ซึ่งเธอถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ไปสร้างประวัติศาสตร์บนเวทีที่เป็นดั่งโอลิมปิกเกมส์ของเหล่าแดร็กควีน

Pangina Heals เลือกเปิดตัวในลุคแรกที่อุทิศให้ความฝันของชาวไทยโดยเฉพาะ เพราะเธอมาในชุดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนางงามจักรวาลคนแรกของไทย ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก และชุดไทยประยุกต์จาก Narong สวมชฎาตัดทอนแนวมินิมัลจาก SARRAN (แต่กรรมการไพล่ไปนึกว่า เธอได้ reference จากหอไอเฟลไปเสียนี่) แต่ฝรั่งไม่เก็ตก็ไม่เป็นไร เพราะเธอตั้งใจทำเพื่อสายสะพาย Thailand โดยเฉพาะ

“I’m wearing my Thainess on my body. I’m wearing my pride on my body.” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบนางงามพร้อมใช้

instagram : @panginaheals

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งลองแต่งแดร็กครั้งแรก ปันปันเล่าว่า แตกต่างจากวันนี้ราวกับฟ้ากับเหว 
“ปันแต่งหญิงครั้งแรกเป็นเลดี้ กาก้า ในเพลง Paparazzi ออกมาดูทุเรศมาก เพราะคิดว่า อายไลน์เนอร์สามารถใช้ได้กับทุกส่วนของใบหน้า เอาอายไลน์เนอร์ไปทาปาก เอาไป shading เอาไปทาคิ้ว เราแต่งหน้าไม่เป็น คิดว่า มันสีดำเอาไป shading แล้ว เราจะได้โครงหน้าเหมือนนางแบบ ทุเรศมาก แต่ถามว่าสนุกไหม ฟินมาก เอ็นจอยมาก เพราะเราคิดว่า เราสวย

…ครั้งนั้นบางคนก็บอกว่า เออ…เริ่ด แต่ปันก็มั่นใจแหละว่า เขาโกหก 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะปันดูพังมาก แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่คนอื่นเห็น คือ ความบ้าพลัง ถ้าเราเอ็นจอยน่ะ คนอื่นเขาก็เอ็นจอยด้วย เรารู้สึกว่า มันได้ celebrate น่ะ ได้ให้อะไรกับตัวเองน่ะ”

เมื่อเริ่มสนุกแล้วความจริงจังก็เริ่มตามมาเป็นลำดับ เธอจึงเฝ้าฝึกปรือฝีมือและพิสูจน์ตัวเองเรื่อยมากว่าจะเข้าขั้นที่ใช้เป็นอาชีพได้ก็ผ่านอะไรมามากพอดู
“พ่อปันเขาเป็นคนที่รักลูกมาก เขาซัพพอร์ตปันมาก เขาบอกว่า “ลูก ถ้ามันทำให้ลูกมีความสุขน่ะ ลูกทำไปก่อนเถอะ เดี๋ยวเงินมันก็มาเอง”  สองปีแรกที่ปันแต่งหญิง ปันไม่ได้ตังค์เลยสมมติงานจ้างพันห้า ชุดล่อไปแล้วแปดพัน แล้วปันได้อะไรล่ะ ช่วงนั้นปันทำงานอยู่ที่คลับแถวสุขุมวิท 11 เราเป็นแดนเซอร์แล้วก็แต่งหญิงเป็นนางโชว์ด้วย เป็นแดร็กด้วย ทำงานตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนถึงตีห้า รับสามผลัดวิ่งไม่หยุด วิ่งงานจนเป็นโรคกระเพาะ

…พอแต่งแดร็กไปประมาณห้าปี เริ่มคิดว่า มันเป็นธุรกิจมากขึ้น ถ้าใครจะต่อราคาเรา เราจะไม่ยอมรับราคานี้แล้ว เพราะเรารู้สึกว่า คนไทยด้วยกันน่ะ เราชอบเกรงใจอะไรหลายๆ อย่าง แล้วเวลาคนเขาขออะไรมากไปน่ะ เราไม่ตระหนักในคุณค่าของตัวเรา ของงานศิลปะของเรา  เราควรมีความเกรงใจ แต่ถ้าเกิดเราให้ทุกๆ อย่างไปเนี่ย เท่ากับเรากำลังดูถูกศิลปะของเราเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเศร้ามาก”

ด้วยความที่เธอไม่ยอมประนีประนอมในงานศิลปะที่เธอรังสรรค์ด้วยใจรัก ทำให้ชื่อ Pangina Heals ติดโผแดร็กควีนเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทยเรื่อยมา ความพากเพียรของเธอเริ่มผลิดอกออกผลมาเรื่อยๆ จนกระทั่งความฝันเป็นจริงไปอีกหนึ่งอย่างเมื่อเธอได้ตัดริบบิ้นเปิดบาร์ที่เป็นดั่งสวรรค์ของนางโชว์ชื่อว่า House of Heals ซึ่งกลายเป็น venue ที่เปิดโอกาสให้ควีนทั้งหลายได้เฉิดฉายอย่างสมภาคภูมิ 
“ปันทำงานใน night life industry มาเยอะมาก จนเรารู้ว่า เวลาคนมาเที่ยวฉันอยากให้ประสบการณ์แบบนั้นกับคนอย่างไร ปันไม่อยากดูถูกคนดู บาร์แบบนี้ถ้าเจ้าของเขาไม่ได้เป็นแดร็กควีนจริง หรือเข้าใจจริง เขาไม่มาจ่ายเงินค่าไฟเยอะขนาดนี้ เขาไม่มาลงทุนค่าเครื่องเสียง ค่าเวทีขนาดนี้ แต่สำหรับปันเราต้องไม่ compromise ในเรื่องนี้ เพื่อให้นางโชว์จะได้ออกมาโชว์ได้ดีที่สุด ปันเชื่อในเรื่อง experience มาก เรื่อง decoration ทุกอย่างต้องดูแพง เราอยากให้คนมาเที่ยวแล้วเหมือนหลุดเข้ามาใน fantasy world”

เวทีโพลแดนซ์พื้นอะคริลิกใสมองเห็นกลิตเตอร์วิบวับ รายล้อมด้วยขวดแชมเปญด้านล่าง บาร์เครื่องดื่มรูปเครื่องบินประดับเพชร และตู้กระจกใสจัดแสดงรองเท้าส้นสูงคู่งามของเหล่าเซเลบริตี้ ท่ามกลางไฟสีชมพูช็อคกิ้งพิ้งค์สาดส่อง ทั้งหมดคือเสี้ยวหนึ่งของโลกในแฟนตาซีของแดร็กควีนตัวแม่ ความฝันหนึ่งอย่างใน bucketlist ของปันปันถูกขีดฆ่าไปแล้ว ความฝันสูงขั้นกว่ากำลังจะบังเกิดบนเวที RuPaul’s Drag Race UK vs The World 
“ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น เราเคยเป็นกรรมการ Drag Race Thailand เขาจะเอาเราไปทำไม ถึงแม้จะไม่มีกฎห้าม แต่ก็ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ที่จะเอากรรมการไปแข่ง คนจะคาดหวังว่า ยูผ่านมาจุดหนึ่งแล้ว ยูคงไม่อยากแข่ง ยูไม่อยากเอาชื่อเสียงไปแลก แต่ปันไม่ได้มองอย่างนั้น แล้วนี่เป็นครั้งแรกด้วยที่เอาคนแต่ละประเทศไปแข่งกัน เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องแบกชื่อเสียงหน้าตาของประเทศไปแข่ง”

ในฐานะตัวแทนประเทศไทย เธอเล็งไว้ว่า แดร็กควีนจากประเทศไหนเป็นตัวเก็งที่น่าหวั่นเกรงบ้าง ปันปันมองว่า เรื่องแบบนี้แล้วแต่รสนิยมของเจ้าภาพ เพราะแดร็กควีนแต่ละท้องที่มีจริตในการแสดงแตกต่างกันไป แต่แดร็กควีนจากประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง
“ที่ไปแข่งเอเชียมีแค่คนเดียว คือ Jujubee ซึ่งเป็นลูกครึ่งลาว-อเมริกัน นางเป็นตำนานของ Drag Race เลย นางมาแข่งบ่อยมาก จนควรจะเป็นพนักงานประจำของ Drag Race ไปแล้ว แต่นาง คือ ตำนานจริงๆ นางดังมาก แล้วเข้าไปเราก็พูดภาษาเดียวกัน ถามว่าน่ากลัวไหม น่ากลัวสิ นางมาแข่งทุกรอบแล้วได้ท็อปทุกรอบน่ะ”

แต่ที่แน่ๆ ควีนจากไทยแลนด์นั้นสายสะพายแข็งแรงไร้ที่ติ
“แดร็กควีนเมืองไทยเอาตรงๆ นะ ปันรู้สึกว่า เรื่อง performance เก่งที่สุดที่หนึ่งเลยนะ เรื่องเต้นนี่ไม่ต้องพูดถึง เด็กๆ ที่ปันรู้จักหลายคนเต้นเก่งระดับ top tier จริงๆ ขอไม่ตอแหลนะ แดร็กเมืองไทยน่ะ ถ้ามีโอกาสให้โลกได้เห็นสิ่งที่เขาทำนะ They will fall in love with them”

แต่ถึงกระนั้นก่อนลงสนามจริงก็ต้องฝึกฝนสกิลล์ใหม่ๆ หลายกระบวนท่า ซึ่งตัวแทนไทยแลนด์ลงทุนเข้าคลาสเพิ่มเติมถึง 11 คลาสด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การแต่งหน้า ทำผม แฟชั่นสไตลิ่ง ประวัติศาสตร์แฟชั่น การตัดเย็บ การเดินแบบ การแสดง และการร้องเพลง 
“ปันรู้สึกว่า ถ้าเกิดยูรู้สึกว่า ยูเป็นน้ำเต็มแก้วแล้ว ยูจะไม่สามารถเรียนเพิ่มเติมได้ ปันไม่อยากไปด้วยความรู้สึกว่า ฉันเก่งแล้ว แล้วจะไปแข่งทำไม” 

และความทุ่มเทของเธอก็สัมฤทธิ์ผลจริงๆ นั่นแล เมื่อเธอสามารถเย็บชุดเองได้ แถมยังเย็บด้วยมือเสียด้วยสิ ปันปันเล่าถึงความสำเร็จของเธอด้วยน้ำเสียงปลื้มปริ่ม 
“นี่ตัดชุดเร็วสุด ขึ้นหุ่นเสร็จ หันไปหาเพื่อนๆ ยังสเกตช์กันอยู่เลย ชุดปันทำจากหนังสติ๊กทั้งหมด และเย็บมือทั้งชุดค่ะ พี่อาร์ต-อารยา สอนมาว่า ผ้ามันมีชีวิต เราต้องจับเขา แล้วดูว่า movement แบบไหนที่เราต้องการจะสร้าง ซึ่งพี่อาร์ตบอกอีกเหมือนกันว่า ห้ามทำชุด ถ้าเราไม่มีภาพอยู่ในหัว แล้วเราคิดไว้แล้วว่า ชุดเราจะทำเป็นแบบไหน” 

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เธออยากจะเม้าท์ให้เราฟัง แต่เราต้องออกปากขอให้ยั้งไว้ก่อน เดี๋ยวผู้ชมที่ตามดูรายการย้อนหลังทางแอพพลิเคชั่น Wow+ จะเสียอรรถรส แต่เมื่อถามว่า มีลุ้นมงฯ แรกของแดร็กควีนไหม เธอมีรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยเลศนัยแทนคำตอบ

ย้อนเล่าเรื่องการแต่งแดร็กครั้งแรกกันไปแล้ว เราขอขยับเข้าสู่เรื่องส่วนตัวของเธอกันบ้าง เชื่อว่า หลายคนต้องคาดหวังว่า ประสบการณ์ความรักของเธอต้องแซ่บเบอร์สิบพอๆ กับลีลาการ Lipsync for your life ซึ่งคำตอบอย่างตรงไปตรงมาของเธอก็ไม่ทำให้ผู้อ่านผิดหวัง เริ่มจากความรักครั้งแรกที่ภาพยังชัดในความทรงจำกันก่อน
“แฟนคนแรก หล่อมาก ฟินมาก นางเป็น captain of swimming team คนไทย เป็น Americanized Asian บ้านมีสระว่ายน้ำ ขับรถเบนซ์ เขาเล่นหุ้นเองตอนอายุ 18 ปี เราเจอกันที่งานพรอมของโรงเรียนนาง เจอกันปุ๊บนางก็เอาไอศครีมมาให้ปัน แล้วปันไม่มีช้อน ก็เลยกินด้วยตะเกียบ แล้วก็คบกันปีหนึ่ง ฟิน… ความรักแบบเด็กๆ หวานๆ ซื้อของให้กัน เราทุ่มทุกอย่าง 

…แต่จริงๆ เรื่องความรัก ปันไม่ได้ทุ่มแค่คนนั้น ปันทุ่มทุกคน เราไม่ได้คบกับใครเพื่อรู้สึกว่า คบคนนี้อยู่ไปวันๆ เราคบเพื่อแบบ I wanna love you for the rest of my life. ตลอด แต่บางครั้งมันไม่ใช่คนที่พร้อมจะทำอย่างนั้นกับเราน่ะ และหลายๆ ครั้ง ไม่ใช่คนดีด้วยค่ะ  แต่กับแฟนคนแรกตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ค่ะ เป็นแฟนเก่าคนเดียวที่ปันเป็นเพื่อนด้วย เพราะหลังจากนั้นนี่คือ พังหมดเลย” เธอหัวเราะเสียงดัง หลังกระดกแก้วแชมเปญเข้าปากอึกใหญ่ 

แฟนคนแรกเป็นผู้ชายแท้ๆ หรือเกย์ เราถามเอง อึกอักเอง เพราะต้องสารภาพว่า ไม่ชอบการนิยามคำจำกัดความเรื่องเพศสภาพเอาเสียเลยจริงๆ ซึ่งเธอก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา  
“I’m gay ปันไม่เคยคบผู้ชายแท้ จริงๆ ไม่ชอบคำนั้นด้วย ชายแท้ ชายเทียมอะไร เรามีเหมือนกันหมดค่ะ เอาเป็นว่า ปันไม่เคยคบคนที่เป็น Heterosexual”  

ส่วนสเป๊กที่เห็นแล้ว ‘ใช่’ สำหรับปันปันนั้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อน
“เพื่อนๆ ทุกคนจะรู้หมดเลยว่า ปันแพ้ทาง ‘จมูกปลอม’ ชอบคนหน้าปลอม หรือเคยทำศัลยกรรมมา เพราะเขาดูแลตัวเอง หน้าต้องใช่ แต่ส่วนมากนิสัยไม่ได้” 

ภายนอกของคนกลางคืนอย่างเจ้าของบาร์และนางโชว์อาจจะดูเหมือนใช้ชีวิตหวือหวา ถ้าหากคิดจะคบหากันจริงๆ แล้ว เธอให้ความสำคัญกับสัจจะที่มีต่อกันเป็นหลักยึด 
“ส่วนมากที่นิสัยไม่ได้เป็นเพราะการที่เขาใช้ชีวิตแบบเป็นคู่ไม่ได้ เธอบอกว่า เธอจะกลับตีสองครึ่ง ผ่านไปตีสี่แล้ว ยังไม่กลับมาเลย อย่างนั้นคือ ยูไม่ได้ respect the home ยูเที่ยวได้ ถ้าสมมติคืนนี้ยูบอกว่า คืนนี้ไม่กลับบ้านนะ “Ok, that’s fine” แต่สิ่งหนึ่งที่รับไม่ได้คือ การกระทำไม่ตรงกับคำพูด ไม่ชอบ ปันเชื่อว่า หลาย ๆ คนน่ะ ถ้าเป็นแฟนที่รออยู่ที่บ้านจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี” 

ถ้าถามถึงสถานะในปัจจุบันหลายคนคงพอทราบว่า ปันปันมีแฟนที่เจอกันผ่านแอพพลิเคชั่นหาคู่ชื่อดัง ที่ผ่านมาสามปีความสัมพันธ์ก็ยังดีดังเดิม 
“ปัน คือ ‘Tinderella’ ค่ะ แล้วบอกเลยว่า ปันควรที่จะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Tinder เพราะว่ามันเกิดขึ้นได้กับคุณจริง ถ้าเกิดคุณเชื่อ ปัดเลย รออะไร 

…แต่นานๆ ที ถึงจะมีมาดีๆ สักคนนะ แต่มีคนหนึ่งที่เริ่ดมากเลย เป็นคุณหมอ หุ่นดีมาก คุยมาแป๊บหนึ่ง ประโยคที่ฉันเกลียดที่สุดขึ้นมาแล้ว “เอ๊ะ…หน้าคุ้นๆ จังเลย” เราก็นึกในใจว่า “อย่านะๆ” แต่ในที่สุดนางก็  “อ้าว…คุณแม่ หนูอยากแต่งหญิงจังเลย” ประโยคข้างบนยังเพิ่งคุยกันแบบว่า “เดี๋ยวเรามาเจอกันนะ สิ่งที่ฉันจะทำกับเธอคือ…” อยู่เลย อ่านแล้วอยากกลับบ้าน ปันไม่ได้มาเล่น tinder เพื่อมาสอนคนแต่งหญิงค่ะ” เธอย้ำอย่างหนักแน่น 

“อย่างแฟนปันที่คบกันตอนนี้ก็ไม่รู้จักนะว่า ปันคือใคร ไม่รู้ว่า ปันแต่งหญิงด้วย แต่ที่ชอบที่สุดก็คือ พอบอกเขาว่า เราแต่งหญิง เขาก็บอกว่า “อืม…ก็เป็นส่วนหนึ่งของยู ถ้ายูรักส่วนนั้นไอก็ควรรักส่วนนั้นด้วย” 

แต่ใช่ว่า โชคจะเข้าข้างเสมอไป เพราะคนที่รับไม่ได้ในตัวตนที่เธอเป็นก็มีผ่านเข้ามาเหมือนกัน 
“คนที่รับไม่ได้ก็มีค่ะ หนูเรียกนางว่า “อีลิปสติก” (ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะคะ) นางบอกว่า “ไม่แต่งหญิงมาเที่ยวได้ไหม ปันก็รู้สึกว่า “ไม่” เธอไม่ยอมรับในสิ่งที่ฉันรัก เธอก็ไม่ควรได้ความรักจากฉัน” คำตอบของเธอเด็ดเดี่ยวหนักแน่นในตัวตน คนที่อยู่ด้วยกันได้ต้องยอมรับในตัวตนของกันและกันเท่านั้น เราว่า ไม่ว่าใครก็ตามคงคิดเห็นไม่ต่างไปจากนี้

“กับแฟนคนปัจจุบัน เราอยู่ด้วยกันได้ เพราะเขามีนิสัยทุกอย่างที่ตรงข้ามกับปัน เขาเสียงไม่ดัง เขามีมารยาท เขาเป็นคนดี เขาเป็นคนที่เทคแคร์คนอื่น เขารักในสิ่งที่เราเป็น เขายอมรับทุกอย่าง แล้วอยู่ด้วยแล้วเอาตรงๆ ไม่เคยมีคนไหนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ แบบที่เราเชื่อใจเขา 100% ไม่มีการเช็กมือถือกันและกัน ไม่มีการระแวง เรารู้สึกว่า อยู่กับคนนี้ไปได้เรื่อยๆ แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องแต่งงานด้วย เพราะเรามีความสุขแล้ว”

ความสัมพันธ์ที่คบหากันนานวันเข้าอาจจะกลายเป็นเหมือนเพื่อนรู้ใจที่ไม่หวือหวา แต่มั่นคงมากกว่าหรือเปล่า เรากระเซ้าถาม ปรากฎว่า คำตอบของเธอเซอร์ไพรส์เราได้อีก “มันก็ต้องมีตื่นเต้นบ้าง ปันก็เลยต้องใส่ชุดชั้นในไปยั่วให้มีกระปรี้กระเปร่าขึ้น ใส่ชุดตำรวจ ใส่ชุดชกมวย ทำอะไรที่ตื่นเต้นมากขึ้น ตีลังกา หกสูงอะไรอย่างนี้” 

หลังจากอ้าปากค้างอยู่ 5 วินาที เราพุ่งประเด็นเข้าสู่คำถามที่หลายคนคงเคยนึกสงสัย ความรักกับเซ็กส์เป็นเรื่องเดียวกันไหม คำถามที่ตอบยากไม่แพ้ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน แต่ปันปันสามารถอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
“ไม่นะ แต่เซ็กซ์เป็นวิธีที่เราใช้สื่อสารกับคนที่เรารัก เป็นภาษาร่างกายที่เราไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดสื่อสารกัน แล้วบางครั้งเวลาโกรธกันน่ะ พอมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว แฮปปี้แล้วค่ะ เราคุยกันเรียบร้อยแล้ว ปัญหาที่เคยมีคือจบแล้ว นั่นแหละค่ะ”

คำตอบของเธอชัดเจน เข้าใจง่าย ถ้าหากใครจะนำไปปฏิบัติตามก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หลังจากผ่านชีวิตกลางคืนมาอย่างโชกโชน ประสบการณ์สอนเธอว่า ความรักอาจจะไม่ได้เกิดจากปิ๊งกันในคลับแบบหนังโรแมนติกคอมเมดี้ แต่ถ้าต้องการหาความเร้าใจการปิ๊งรักตามวิถีไนท์ไลฟ์อาจเกิดขึ้นและดับไปได้ตามวิถีของมัน 
“แฟนส่วนมากที่ปันเจอน่ะไม่ได้เที่ยวกลางคืนเลยสักคน แต่ก็เจอแล้วปิ๊งกันในคลับนี่บ่อยค่ะ ปันลากกลับไปกินตั้งกี่คนก็ไม่รู้ ลบหน้าเร็วที่สุดเบอร์หนึ่งเลย เหมือนกับตอนแต่งหญิงปุ๊บ เราจูบมัดจำไว้ก่อนนะ แล้วก็วิ่งไปลบหน้าแล้วก็บอกว่า “เฮ้ย…เมื่อกี้น้องสาวฉันโชว์เอง หน้าคล้ายๆ กัน มีคนเชื่อแล้วนะ หรือเขาอยากจะโกหกตัวเองก็ไม่รู้” 

บางครั้งบางคนก็อยากหลีกหนีความเป็นจริงมากกว่า แต่เมื่อไม่มีใครเดือดร้อนก็คงวินวินกันทั้งสองฝ่ายละมั้ง ถ้าเช่นนั้นรักแท้คืออะไร คำถามที่ใครต่อใครแสวงหาคำตอบมาตลอดชีวิต บางครั้งจึงไม่สำคัญเท่าความสุขที่ได้พบเจอในปัจจุบัน
“ปันเชื่อในความรัก ไม่ได้จำเป็นว่าจะเป็นรักแท้หรือไม่แท้ เพราะว่าทั้งหน้าเนี่ยไม่มีอะไรแท้เลย แล้วก็เชื่อว่า ถ้าเกิดอยู่กับคนสองคนได้น่ะ ไม่ว่าจะนานขนาดไหน ถ้าตอนนี้มีความสุข เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เราอยู่กับปัจจุบัน 

…ปันว่า ความรักพอเวลาผ่านไป มันก็อาจจะเปลี่ยนไป เราไม่รู้จริง ๆ วันหนึ่งปันอาจจะเลิกรักเขา หรือเขาอาจจะเลิกรักเรา เราต้องปลงกับมัน มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ปันเชื่อว่า ความรักไม่มีเรื่องอายุ เราอาจจะอายุ 92 ปี แล้วเราอาจจะเจอความรักก็ได้ เราไม่ควรหยุดตัวเองน่ะ 

…และความรักไม่มีเพศ ไม่มีเลย ทำไมเรารักคนแค่เพราะอวัยวะใด อวัยวะหนึ่ง ฉันรักเธอเพราะมือเธอ ศอกเธอเหรอ เริ่ดจังเลย ถ้าเกิดเรามองให้มันเป็นจุดนี้ได้น่ะ อวัยวะเพศนะ จะไม่ใช่อะไรที่สำคัญขนาดนั้นเลย เรารักคนเพราะตัวเขา”

“แต่ปันไม่เคยรักผู้หญิงใช่ไหม” อีกครั้งที่คำตอบของเธอเซอร์ไพรส์เราเข้าอย่างจัง
“ปันเคยจีบผู้หญิง สมัยอยู่มหาวิทยาลัยปันเคยคบผู้หญิงด้วย”

แต่จะว่าไปความลื่นไหลทางเพศนั้นก็ยากจะเอากรอบใดๆ มาครอบ คำตอบของเธอย้ำชัดในเรื่องนั้น
“เพศเป็นสิ่งที่ลื่นไหล ตอนนี้ปันชอบผู้ชาย ในอนาคตปันอาจจะชอบผู้หญิงก็ได้ แล้วปันไม่เข้าใจว่าเวลาเล่าเรื่องนี้ บางคนก็จะ “อี๋” อี๋ทำไมล่ะ ผู้ชายชอบผู้หญิงตั้งหลายคน 

…ปันไม่ได้คิดว่า เพศหญิงเป็นอะไรที่ไม่สวยงามนะ ร่างกายผู้หญิงเป็นอะไรที่สวยงาม มันมี  Kinsey Scale คือ สเกลวัดระดับความเป็น Homosexual กับความเป็น Heterosexual พวกเราไม่มีใครที่ 100% เป็น Heterosexual หรือเป็น Homoseaual  ตัวปันเองรู้สึกว่า ปันอยู่ประมาณฝั่งเกย์มากกว่า แต่ว่าไม่ได้อยู่สุดแบบ super gay นะ มันแปลกเหรอ” 

ไม่แปลกหรอก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องแบบนี้ และสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นเพศไหนแต่ละคนก็มีเคมีเฉพาะตัวที่วันดีคืนดีก็สามารถสปาร์กกันขึ้นมาได้ แต่เราก็อยากรู้อยู่ดีว่า ผู้หญิงแบบไหนกันนะถึงจะปลุกเคมีที่ซ่อนเร้นในตัวเขาหรือเธอได้
“ปันชอบผู้หญิงเปรี้ยว คนที่ปันเคยคบน่ะเจาะจมูกด้วย ชอบมากเลย ผู้หญิงเปรี้ยว มั่นใจ แต่งตัวแรง เจอกันวันนั้นก็เริ่มคบกันเลย มันเป็นเคมีบางอย่างที่เราชอบกัน แต่หลังจากนั้นเราก็ไปกันไม่ได้  เราก็คุยกันว่า เป็นเพื่อนกันดีกว่า แต่ก็ไปไกลสุดแล้วนะกับเขาน่ะ แต่บางอย่างมันเป็น relationship ไม่ได้”

ความรัก ความสัมพันธ์มีหลากหลายรูปแบบเกินจินตนาการ บางอย่างอาจจะเป็นเรื่องต้องห้ามตามค่านิยมในสังคม แต่ถ้าไม่มีใครเดือดร้อนแล้วผิดตรงไหน ใครจะให้คำตอบได้บ้าง  
“ปันไม่ได้คิดว่า ความรักจำเป็นที่จะต้องมีแค่สองคนด้วยซ้ำ มีคู่หนึ่งที่ปันรู้จัก คบกันตั้งสี่คน แต่แฮปปี้มาก อยู่กับลูกหลาน นั่นก็เป็นความรักที่เวิร์กสำหรับเขา แต่ถ้าไม่เวิร์กสำหรับเราก็ไม่เห็นจะเป็นไร แต่ปัญหา คือ คนเราชอบเสือกไง อะไรที่เรารู้สึกว่า เรารับไม่ได้ คนอื่นก็ควรทำไม่ได้เหมือนกัน และนั่นคือ ปัญหาใหญ่ๆ ที่ปันรู้สึกว่า มันเป็นปัญหาของสังคม โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน ห้ามแต่งงานกับคนเพศเดียวกันสิ ทำไมต้องไปหยุดยั้งความสุขของคนอื่นเขา  

…ปันเชื่อเรื่องสิทธิในการที่เราจะเลือกได้ว่า เราจะแต่งงานไหม แต่งกับใคร มันเป็นสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่แค่สิทธิของชาว LGBTQ+ มันหมายความว่า เราสามารถที่จะเลือกได้ เพราะเราถูกทรีทเป็นประชาชนคนหนึ่งในสังคมที่เท่าเทียมกัน แต่สำหรับชาว LGBTQ+ ในประเทศไทยแล้ว คำนำหน้าก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เมืองไทยน่ะเป็นเมืองหลวงแห่งการผ่าตัดแปลงเพศของโลก คนบินมาแปลงเพศที่นี่เยอะมาก แต่เราไม่สามารถให้สิทธิของคนข้ามเพศได้ ซึ่งไม่โอเคเลย ถ้าฉันรู้สึกว่า ข้างในฉันเป็นผู้หญิง แล้วฉันเกิดออกมาเป็นแบบนี้ แล้วฉันเปลี่ยนทุกอย่างฉันใช้ชีวิตเป็นผู้หญิง ทุกคนเรียกฉันว่าเป็นผู้หญิง เธอมีสิทธิ์อะไรมาเรียกฉันเป็นผู้ชาย มันเป็นการจับโป๊ะมาก ปันไม่โอเค 

…ปันคิดว่า เยาวชน หรือเด็กๆ น่ะ เริ่มเข้าใจมากขึ้นจริง อย่างล่าสุดที่เขาเซ็นเซอร์ฉากผู้ชายจูบกันในซีรีส์แล้วบอกว่า พฤติกรรมไม่เหมาะสม มันเป็นเพราะอะไรคะ แต่สิ่งที่เขาไม่เซ็นเซอร์  คือ ฉากข่มขืน หรือการแย่งผัวกัน หรือการยิงกันค่ะ ไม่เขียนด้วยว่า พฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยค่ะ เริ่ด แต่ปันมั่นใจเลยนะ ถ้าเป็นผู้หญิงสองคนจูบกันน่ะ ไม่น่าจะมีปัญหาเท่ากับเคสนี้”

ถึงแม้การแต่งงานอาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลักในชีวิตหลากรสชาติของเธอ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็พร้อมยืนหยัดเพื่อสิทธิ์ที่ ‘คน’ คนหนึ่งพึงได้รับ 
“ปันไม่รู้ว่า สังคมสามารถเปลี่ยนอะไรได้ ปันแค่รู้ว่า แต่ถ้าเกิดปันยังมีลมหายใจอยู่ แล้วมันมีอะไรที่มันไม่ยุติธรรมน่ะ ฉันไม่หุบปาก เพราะรู้สึกว่าฉันมี responsibility ที่จะพูดอะไรเรื่องพวกนี้” 

ดังนั้น ไม่ว่าเธอจะคว้ามงฯ แรกของแดร็กควีนไทยมาครองได้หรือไม่ มันคงไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เธอกล้าออกมาเรียกร้องเพื่อคนกลุ่มก้อนเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนบุคคลใดๆ แต่มันคือสิทธิที่พวกเขาพึงได้รับ นอกเหนือจากการนำมาสร้างแคมเปญการตลาดที่แสดงออกว่า สนับสนุน ‘ความหลากหลาย’ 

ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ เราขอปิดท้ายให้เธอตามตำรับนางงามที่ได้ไปถึงรอบจับไมค์

SHARED :

Recommend

5 April 2565

MULTICOLOR, Various TEXTURES

มวลสีก้อนยักษ์ กับลวดลายผ่านงานศิลปะในแบบของ ซีเฟีย – ชญานิษฐ์ ม่วงไทย

READ MORE
4 April 2565

THE ART THERAPIST

พาไปรู้จัก ปัท-ปรัชญพร วรนันท์ นักศิลปะบำบัด กระบวนการปลอบประโลมใจคนในปัจจุบันที่มีสีสันมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง

READ MORE