Lips Guy : Wan Thanakrit

ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์ ศิลปินหนุ่มคิดบวกผู้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้เสมอ

ไม่น่าเชื่อว่า เป็นเวลา 15 ปีมาแล้วที่เราได้รู้จักกับว่าน-ธนกฤต ศิลปินหนุ่มอารมณ์ดีผู้แจ้งเกิดจากรายการเรียลลิตี้โชว์ยุคบุกเบิกอย่าง Academy Fantasia ได้อมยิ้มไปกับเพลงซึ้งๆ ยามฝนตกรถติดของเขาอย่างเพลงฮิตตลอดกาล “ระยะปลอดภัย” ซึ่งเจ้าของเพลงบอกกับเราว่า “เด็กรุ่นใหม่เขาไม่รู้จักเพลงนี้กันแล้วนะ เขารู้จักผมจากเพลง “เดคิสุงิ” มากกว่า” 

     ก็ต้องยอมรับว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แต่สิ่งที่ผู้ชายคนนี้ยังเหมือนเดิมเสมอต้นเสมอปลาย คือ ความคิดสร้างสรรค์ มุมมองโลกในเชิงบวกที่แปรเปลี่ยนมาเป็นผลงานดีๆ ให้ผู้ชมผู้ฟังเสพ ดูอย่างเมื่อช่วง lockdown ที่ผ่านมาว่านยังอดทนนอนกักตัวอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ไหว จนเกิดซิงเกิ้ลพร้อมมิวสิกวิดีโอที่ถ่ายเองง่ายๆ ที่บ้านอย่างเพลง “วิกฤตพีเดีย” ขึ้นมาได้อีก รวมถึงรายการทางแชนเนลยูทูบ Soloist Channel  ที่มีอายุแค่ 1 ขวบปี แต่แตกหน่อออกไปถึง 4 รายการด้วยกัน 

     “ครั้งแรกที่ผมมาทำ Soloist Channel ผมอยากทำรายการที่เชยที่สุดในโลกเลย เป็นเหมือนรายการข่าวช่วยเหลือชาวบ้านน่ะครับ  เพราะผมรู้สึกว่า เหมือนเป็นโชคดีของชีวิตผมเลยที่ไม่ว่าผมจะไปที่ไหนเหมือนจะมีรัศมีความไม่ต้องเกรงใจมากต่อคนอื่น เหมือนไปเจอคุณป้าที่เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ป้าก็จะชวนเรานั่งกิน คุยกับเราเหมือนลูกเหมือนหลาน ผมก็เลยรู้สึกว่า หรือว่ามันเป็นพรจากฟ้าที่ผมได้รับมา ฉะนั้น เราต้องเดินทางเพื่อคุยกับคนที่เป็นใครก็ได้ ที่เขามีความสุขในแบบของเขา ก็เลยทำรายการประชาชื่นขึ้นมา เพื่อจะไปเจอรอยยิ้มจากคนที่มีรายได้แค่ 4,000 บาท แต่ไปนั่งคุยแล้วมีความสุขมาก เขาขายข้าวตามสั่งจานละ 10 บาท มา 30 ปี โดยไม่ขึ้นราคา เพราะเขาเคยบอกกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้ว่าจะอยู่แบบพอเพียง อยากให้คนที่ไม่มีเงินกินข้าว ค้นเจอเศษสตางค์สิบบาทแล้วมากินข้าวที่นี่ได้ ซึ่งผมว่า พี่เขาเจ๋งมาก

     …อีกรายการ คือ “เลขาแคม” ซึ่งเอาจริงๆ ก็เป็น Vlog ปกติเลย ตามไปดูนู่นนี่นั่น ตามติดชีวิตหนึ่งวันแบบที่เขาทำกันนี่แหละ แต่ว่ามันต้องเอาครีเอทีฟมาจับทุกอย่าง แล้วตอนนั้นคือซีรีส์เรื่อง “รักไหมนะ เลขาคิม” ดังมาก  แล้วผมไม่เคยดูด้วยนะ แต่ก็เอาชื่อรายการนี้แหละ “เลขาแคม”  บางคนเขาบอกว่า “ชื่อน่าเกลียด”  แต่เราย่อมาจาก “แคมเมร่า” ไง แล้วเราต้องการความน่าเกลียด เพื่อให้คนล้อเลียน นี่ไง สิ่งที่ต้องการ อยากได้แค่นี้ จนมันเป็นรายการแรกด้วยซ้ำที่มีลูกค้าซื้อครับ เป็นแบรนด์สเปรย์น้ำหอม เขาตามผมไปดูหลังเวทีคอนเสิร์ต ก่อนขึ้นเวทีก็ฉีดเสียหน่อย  

     …อย่างรายการ “กราวกีฬา” เป็นรายการที่ทำกับเพื่อนๆ ทำกับทิว ทำกับฟุ้ง Better Waether  อันนั้นเป็นรายการที่ผมชวนเพื่อนมานั่งเล่นเกมที่บ้าน ซึ่งก็ไม่เลวร้าย ค่าผลิตถูก ทำให้ช่องเคลื่อนไหว แล้วก็มี “ว่านไปเรื่อย” ซึ่งจะไป collab กับยูทูบเบอร์ต่างๆ ก็จะเปลี่ยนบทบาทไปเรื่อยๆ คนนี้เป็นยูทูบเบอร์ทำอาหารพื้นบ้าน  ว่านไปเรื่อยวันนี้ก็อาจจะไปกินสมองหมู คล้อยตามเขาไป เราถือว่าเราต้องการความรู้ความเข้าใจ จากการทำช่องของพวกเขาก็เป็นอีกบทบาทหนึ่ง” 

     นอกจากนี้ยังมีรายการเฉพาะกิจที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งก็ได้รับฟี้ดแบ็คที่ดีจนน่าจะต่อยอดไปได้อีกยาว

“ในช่วงโควิดนี่ผมว่าคนต้องการความหวังมากเลย เราจะไม่พูดเรื่องรายได้เลยนะ เพราะว่าตอนนั้นหลายคนเริ่มโดนลดเงินเดือน เริ่มมีการเอาพนักงานออก แล้วก็มาอยู่บ้านเฉยๆ แล้วก็เครียด ผมก็เลยบอกทีมงานว่า เราต้องออกไปถ่ายรายการนี้แล้วว่ะ รายการ “ศูนย์ฝึกวิชาชีพ” ชื่อภาษาอังกฤษคือ “No Zero Skill” เพราะไม่มีใครที่ทำอะไรไม่เป็นหรอก มนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อฝึก เพื่อเจ็บปวด เพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจ”

     …ดังนั้น ผมก็เลยประมวลผลว่า โอเค ช่วงนี้พอจะออกไปถ่ายได้ถ้าเป็นกองเล็กๆ ลองเอาอาชีพที่เราเคยอยากทำ ลองสอบถามอาจารย์ว่าเขาพอจะสนได้ไหมในช่วงนั้น ผมอยากได้ความเก้ๆ กังๆ ให้คนเห็นแบบนี้ เพราะถ้าเราไม่เก้ๆ กังๆ ในวันนี้ เราก็จะเก่งไม่ได้สักที อย่างไปฝึกแล่ปลาทำซูชิ ผมยอมห่วยวันนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวอีกสิบครั้งข้างหน้า ผมจะแล่ปลาดีๆ ให้คุณกินเลย

     …อีกรายการที่เกิดขึ้นแบบฉุกเฉินในช่วงโควิดก็คือรายการ “ซึมจึงโทร” เพราะว่าช่วงนั้นผมเห็นว่าหลายคนที่รู้จักเริ่มบ่นว่าอยู่บ้านเหงา และทำงานเหนื่อยกว่าตอนไปทำงานออฟฟิศอีก เหมือนเขาซื้อคอนโดฯ มาเพื่ออยู่ใกล้ที่ทำงาน แต่เขาไม่ได้ซื้อมาเพื่อดีไซน์ว่าจะต้องนั่งทำงานในห้องนี้  มันบีบคั้นเขาไปหน่อยก็เลยมีคนซึมให้ผมเห็นเยอะ ก็เลยทำแบบรับสายโทรศัพท์แล้วกัน ไม่อยากอ่านคอมเม้นต์อย่างเดียว อยากให้เขาพูดให้ผมฟัง

     …ก็จะมีทั้งคุณพยาบาลโทรมา บอกว่ากำลังจะขึ้นงาน ขึ้นเวร แล้วเหนื่อยมาก ช่วงนั้นทำงานเยอะชั่วโมงกว่าปกติ เวลาพักน้อยลง เริ่มมีความคับข้องของแต่ละอาชีพเกิดขึ้น นักเรียนบางคนก็ไปเรียนไม่ได้ ก็อยู่บ้าน อยู่บ้านก็ทะเลาะกับพี่ ก็เลยนั่งฟัง นั่งฟังแล้วก็ตอบในแบบของเพื่อน พี่ และน้องครับ”

     เราอยากรู้ว่า ผู้ชายที่ดูเปิดโหมดเอ็นเตอร์เทนตลอดเวลาอย่างเขา เวลาเข้าโหมดจริงจังถึงขั้นเป็นที่ปรึกษา แล้วจะมีหลักการในการให้คำปรึกษาคนอย่างไร ว่านให้คำตอบแบบง่ายๆ ฟังแล้วสบายใจตามสไตล์ของเขา 

     “ผมแนะนำน้อยมากเลย แทบไม่ได้ให้คำปรึกษาเลย แต่ผมแค่รู้สึกว่า การฟังที่ดีดีเทียบเท่ากับการเล่าเรื่องที่ดี เหมือนถ้าเกิดเขามีปัญหามาแล้ว เขาต้องการผู้ฟัง คุณโทรมาบ่นเรื่องของชีวิตคุณเลยในช่วงนี้ ผมว่างอยู่แล้ว แอร์ไทม์ก็ไม่เสียอะไร แล้วตอนจบ ผมก็จะบอกว่า โอเค คุณเล่ามาแบบนี้ ผมคิดเห็นแบบนี้ อันไหนเอาไปปรับใช้ได้ก็เชิญ อันไหนดีอยู่แล้วผมจะไม่ยุ่ง

     …ผมจะให้คำแนะนำแบบคนที่มีความสุขง่ายๆ คือ ให้มันง่ายที่สุด เช่น อยู่บ้านทะเลาะกับพี่ เพราะว่าบ้านมันแคบ ก็ออกไปข้างนอก ขี่จักรยานเล่นสักหน่อย แป้บๆ แล้วกลับมา เดี๋ยวพี่มันก็คิดถึงแหละ อะไรทำนองนั้น คือผมรู้สึกว่า แป้บเดียวเรื่องที่คุณหงุดหงิดมันจะจาง ๆ ไป แล้วคุณก็ทำอย่างอื่น ทำนองนั้นครับ”

     การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเข้าสู่สื่อสมัยใหม่ของศิลปินเดี่ยวคนนี้ เริ่มมาตั้งแต่เขาเริ่มไปจอยในรายการออนไลน์อย่าง “นอนบ้านเพื่อน” ที่เปิดโลกใหม่ให้เขาได้รับรู้ว่า ถ้าหากยังอยากอยู่ในใจกลุ่มคนรุ่นใหม่รายการในสื่อออนไลน์คือคำตอบ

“ตอนที่เราแชนเนลยูทูบขึ้นมาเหมือนกับว่า เจเนอเรชั่นของของคนดูมันเปลี่ยน ตัวผมเองเหมือนเป็นคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่แล้วด้วยซ้ำ ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ เหมือนกับว่า คนรุ่นที่เคยเป็นแฟนเพลงกันมาก่อนก็เริ่มโรยราเราเป็นคนร้องเรายังรู้สึกเลย เริ่มปวดเข่าเวลานั่งรถตู้ไปต่างจังหวัด แสดงว่าเขาก็โตมาพร้อมเราซึ่งก็ 15 ปีมาแล้ว เด็กเจนฯ ใหม่ๆ เริ่มไม่รู้จักเรา รู้จักแต่เพลง “เดคิสุงิ” แต่ว่าไม่รู้ว่า ก่อนหน้านี้ทำอะไรมาก่อน” 

     …มันเปลี่ยนเจเนอเรชั่นแบบรุนแรงเลย ผมก็เลยอะไรวะเนี่ย งง จนที่ Good Day Official ชวนไปทำรายการ “นอนบ้านเพื่อน” กับพี่ตู่กับทอม จึงเหมือนเป็นการเปิดประตูบานใหม่ น้องๆ เจนฯ ใหม่เริ่มรู้จักผม “อ๋อ…พี่ว่าน เคยดูว่านไปเรื่อยไง นอนบ้านเพื่อน ประชาชื่น” เริ่มมีชื่อผมไปอยู่ในทวิตเตอร์ ทวิตเตอร์นี่เป็นอีกโลกหนึ่งเลยนะ ในวันที่พ่อแม่คืบคลานเข้ามาในเฟซบุ๊กเยอะๆ เด็กก็จะถอยหลังออกไปที่อื่นนั่นก็คือ ทวิตเตอร์”

     คนที่เติบโตมาในยุคคาบเกี่ยวระหว่างยุคบุกเบิกของ Gen Y อย่างว่าน  พยายามทำความเข้าใจกับเจเนอเรชั่น Z คลื่นลูกใหม่ที่มาแรงแบบไม่มีอะไรต้านได้ นอกจากความเข้าใจและการปรับตัวเท่านั้น

     “อย่างน้องที่โทรมาปรึกษาผมในรายการเขาถามอายุแค่ 13 ปี โทรมาปรึกษาว่า  “ช่วงนี้ติดปิดโควิด พ่อหาเงินไม่ได้เลย หนูทำขายของออนไลน์” พอเข้าไปดูร้านเขาขายหลายอย่างมาก ทั้งขายขนม ขายโปรดักต์บิวตี้  พอถามว่า น้องเคยขายได้มากที่สุดเดือนเท่าไร เขาบอกว่า “ได้มากๆ ก็หมื่นกว่าบาท”  เฮ้ย…น้องอายุ 13 ปี ขายได้หมื่นกว่าบาท สมัยผมในวัยเดียวกันกับน้องบางคนยังมีรายได้ 0 บาทอยู่เลยนะ

     …ผมว่า บางคนจะมองว่าเด็กสมัยใหม่ ไม่เรียบร้อย พูดจาโผงผาง แต่ผมว่าจริงๆ แล้ว เด็กเจนฯ นี้เก่ง หมายถึงว่า ทำอะไรเป็นเร็วกว่าในวัยที่ผมอายุ 13 ปีแน่นอน  ส่วนเรื่องความสุภาพเรียบร้อย เดี๋ยวมาว่ากันเป็นคนต่อคน”

     ถึงแม้งานทำรายการผ่านช่องทางออนไลน์จะไปได้ดีสักแค่ไหน แต่งานเพลงก็เป็นงานที่เขารัก และไม่เคยทอดทิ้ง

     “เพลงใหม่ล่าสุดของผมเป็นเพลงที่เขียนเอาไว้ช่วงต้นปี ช่วงหลังๆ มานี้ผมจะกลับมาวิเคราะห์เรื่องเนื้อเพลงเยอะขึ้น ผมชอบเขียนเนื้อเพลงอยู่แล้ว แล้วก็ชอบอ่านงานเขียนของรุ่นพี่ๆ รุ่นเพื่อนๆ ทั้งหลาย คราวนี้มันมีเรื่องจริงซึ่งเกิดขึ้นกับคนรอบๆ ตัวผมนี่แหละ เลยกลายมาเป็นเพลงชื่อว่า “ยิ่งใกล้ยิ่งไม่รู้จัก” เป็นเรื่องของคนบางคนคบกับแฟนมา บางคนแต่งงานกัน อยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว วันหนึ่งพอถอยออกมาสักครึ่งก้าวก็มานึกได้ว่า “เฮ้ย…หรือมันไม่ได้รักกันแล้ววะ” 

     …เพราะปกติเราใช้พฤติกรรมเดิมตลอดเวลาครับ ออกไปทำงาน กลับบ้าน อาบน้ำ นอนอยู่ข้างๆ กัน ถ้าเป็นซีนละครไทยก็อาจจะเบือนหน้าหนีนิดหน่อย  แต่ว่าอันนี้มันไม่ได้ทำอย่างนั้น มันรู้สึกว่ามันปกตินี่หว่า มันก็กลับมาเจอกัน ถามว่าคิดถึงกันไหม ก็เป็นห่วงอยู่นะ เนี่ยซื้อข้าวมาฝากด้วย แต่พอลองถอยออกมาแป้บหนึ่ง มานึกขึ้นได้ว่า เราไม่มีเขาก็ไม่เป็นไรนี่หว่า ต่างคนต่างคิดแบบนั้น จริงๆ แล้วอาจจะรู้สึกอย่างนี้มาตั้งแต่ปีแรกด้วยซ้ำแต่ไม่เคยบอก  

     …ผมก็เลยหาผลสรุปของเพลงนี้ว่า เลือกเอาแล้วกันว่าถ้าเกิดคุณนึกได้ว่ามันไม่เหมือนเดิม จะบอกเลยเพื่อยอมเสียใจหนึ่งครั้ง หรือจะยอมเสียเวลาไปเรื่อยๆ เพื่ออยู่กับสิ่งที่เราไม่ได้รักไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่ว่าผลสุดท้ายก็ออกมาเหมือนเดิมว่า สองคนนี้ไม่ได้รักกัน”

     ฟังดูเป็นสถานการณ์อันแสนเจ็บปวดที่ใครๆ ก็คงไม่อยากเจอ แล้วถ้าคนแต่งเพลงต้องเจอกับสถานการณ์นี้ด้วยตัวเองเขาจะตัดสินใจอย่างไรกัน

     “หวังไว้ว่า รอบการเกิดครั้งนี้ของผมจะไม่เจอนะ เพราะผมอายุ 35 ขวบแล้ว แต่ถ้าเจออีกที เท่ากับมีสิทธิ์ที่จะไม่ได้แต่งงานสูงมาก หรือมีสิทธิ์จะไม่มีบุตรสูงมาก เพราะฉะนั้น ผมหวังว่าผมจะไม่เจอเรื่องนี้ด้วยตัวเอง” 

     เขาตอบแบบติดตลก แต่ใต้รอยยิ้มมีความจริงจังซ่อนอยู่ 

“เมื่อก่อนใช้เรื่องของตัวเองมาเขียนเพลง พอช่วงอายุ 30 ขึ้นมา เริ่มใช้เรื่องคนอื่น เพราะเราไม่สามารถอกหักทุกครั้งเพื่อสร้างเพลงฮิตใหม่ได้ เพราะมันเจ็บปวดมากๆ อย่าไปทำอย่างนั้นเด็ดขาด”

     ยิ่งเติบโตขึ้นดูเหมือนเริ่มจะมีคนเข้ามาปรึกษาปัญหาหัวใจอยู่บ่อยๆ ซึ่งเขาก็พร้อมให้คำปรึกษาโดยไม่ด่วนตัดสิน

     “เคยมีคนมาปรึกษาผมว่า “พี่…ผมจะมีแฟนสองคน ผมควรทำอย่างนั้นไหมครับ” ซึ่งถ้าถามว่า “ควรไหม พี่ก็ว่ามันก็น่าจะคนเดียว ตามครรลองของศีลธรรมน่ะนะ”  “แต่ว่ามันดีคนละแบบพี่” เขาตอบมาแบบนี้ เราก็มานึกว่า “เออ…เนอะแล้วเอาสองคนนี้รวมกันเป็นคนเดียวก็ไม่ได้เนอะ” ก็เออๆ ออๆ ไปกับเขาก่อนน่ะครับ แล้วสุดท้ายก็แนะนำเขาไปว่า ลองบริหารเวลาดูก่อนแล้วกัน ต้องลองศึกษา ถ้าจะเอาตัวเองไปเล่นในลีกนี้ วันหนึ่งอาจจะเจ็บปวดนะเจ็บปวดแน่ๆ แต่ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ตอนนี้ ก็ศึกษาด้วยตัวเองว่าสุดท้ายจะชอบอยู่ในสังคมของการพูดไม่จริงไปได้นานแค่ไหน” 

     ส่วนเรื่องอนาคตของตัวเองนั้นดูเหมือนเขาก็มีแพลนในชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจน 

     “อีก 5 ปีข้างหน้านี่ผมอยากเลี้ยงลูกครับ อยากมีบุตร เพราะอีก 5 ปีข้างหน้าผมก็จะอายุ  40 ขวบ ควรที่จะมีบุตรแล้ว เพราะกายภาพมันเริ่มแจ้งมาแล้วว่า จะไม่ไหวแล้วนะ หมายถึง จะเลี้ยงไม่ไหว จะวิ่งไปส่ง จะตื่นมาทำข้าวให้กินไม่ไหว 

     …ส่วนเรื่องงานก็จะยังคงทำในสิ่งที่เราชอบอยู่ แต่พวกงานที่โฉ่งฉ่างมากอย่างออกไปทัวร์คอนเสิร์ตอาจจะถอยลงหน่อย และอาจจะทำงานเบื้องหลังมากขึ้นก็ได้ เราคิดแล้วให้น้องๆ ออกไปทำ อย่างการทำรายการทางยูทูบก็น่าจะทำได้ยาวๆ ครับ แต่จริงๆ จะไปเรียกว่าทำยูทูบเสียทีเดียวก็ไม่ถูก เพราะวันหนึ่งแพลทฟอร์มอาจจะเปลี่ยน แต่ถือว่า เราเป็นคนสร้างคอนเท็นต์ดีกว่า เราครีเอทมันขึ้นมา แล้วมันจะไปแปะในแพลทฟอร์มไหนก็ทำได้ครับ”

┃Photography : Somkiat K.
┃Styling : Anansit K.
┃Special Thanks : Rag & Bone

SHARED :

Recommend

15 July 2563

Like A New Yorker

สไตล์หรูแต่ยังคงความเท่แบบสาวนิวยอร์กเกอร์ของ รุ่ง-ศิวานุช ปวโรดม

READ MORE
14 July 2563

We Are Family : Supanaree

เฟิร์น-ศุภนารี สุทธิวิจิตรวงศ์ – เบื้องหลังแชนเนลยูทูบของครอบครัวสามสาวผมบ๊อบ ม้าเต่อ

READ MORE