Keep Moving, Keep Balancing

“ปูเป้ – รามาวดี นาคฉัตรีย์”
ชีวิตที่ปรับสมดุลจนลงตัว และก้าวแรกในงานภาพยนตร์

นับเป็นความท้าทายใหม่ของชีวิต เมื่อปูเป้ – รามาวดี ตัดสินใจแสดงภาพยนตร์ครั้งแรกหลังจากคร่ำหวอดอยู่ในวงการละครมานาน แม้เป็นนักแสดงมากความสามารถ แต่เธอพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ภาพชีวิตนักแสดงคุณภาพ แม่ลูกสอง และเจ้าของธุรกิจที่อาจดูเรียบง่าย เบื้องหลังมีความท้าทายที่เธอต้องจัดสรรหลายบทบาทของชีวิตให้อยู่ในจุดสมดุลที่สุด

หลังจากไม่ได้เจอกันมานานเราชวนนางเอกสาวที่ยังสวยไม่สร่างเหมือนเดิมเป๊ะๆ มานั่งคุยกันให้หายคิดถึงในคอลัมน์ In Conversation นิตยสารลิปส์ฉบับกุมภาพันธ์ 2563

     คืน-ยุติธรรม คือ ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ปูเป้-รามาวดี นาคฉัตรีย์ ตัดสินใจรับแสดง เธอเลือกประเดิมงานแรกด้วยภาพยนตร์ที่ฟังจากชื่อและดูตัวอย่างภาพยนตร์ก็รับรู้ได้ถึงความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง

    “เราทำงานในวงการมาพอสมควร แต่ยังไม่เคยเล่นหนังสักครั้ง พอมีเรื่องนี้ติดต่อเข้ามาอ่านเรื่องย่อแล้วก็สนุก พอบทมาเต็ม ๆ ถึงกับวางไม่ลง เลยคิดว่าน่าจะลอง เพราะเป็นการเรียนรู้และเป็นประสบการณ์ใหม่ของเรา โปรดักชั่นก็ดี มีพี่อุ๋ย-นนทรีย์เป็นโปรดิวเซอร์ และทั้งผู้กำกับและนักแสดงร่วมเราก็อยากร่วมงานด้วย ที่สำคัญคือเรามองเห็นว่า ตัวเองเล่นเป็นตัวละครนี้ได้ จึงตัดสินใจรับงานภาพยนตร์เรื่องนี้”

     แฟนละครยุคแรกอาจติดภาพเธอในบทบาทนางเอกแนวหวาน ๆ เรียบร้อย ถ้าติดตามผลงานเรื่อยมาอีกสักหน่อยก็อาจชินกับการพลิกบทบาทมารับบทร้าย แต่กับบทบาทของจิตแพทย์กานดาในคืน-ยุติธรรม ที่ภายนอกดูนิ่งเฉยเย็นชา คือ ความท้าทายใหม่ ที่เธอยอมรับว่าทำเอาเครียดมาก

     “บทหนักมาก เพราะในเรื่องเราเป็นจิตแพทย์ บทพูดก็มีศัพท์แพทย์ที่ต้องพูดให้เข้าปาก ประกอบกับคาแร็กเตอร์นี้เป็นมีความซับซ้อนมาก ข้างนอกเขาดูเป็นหมอคนหนึ่งที่ดูนิ่งเฉย แต่อินเนอร์ของเขามากกว่านั้นมาก เราจึงต้องเล่นซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง บางวันมีถ่ายสิบกว่าซีน ต้องพูดกับกล้องเหมือนเราถูกสอบสวน แล้วต้องเล่าเรื่องที่ซ้อนกันอยู่ว่า จริงหรือไม่จริง”

เราชวนพูดคุยถึงช่วงเวลาที่เธอหายหน้าหายตาจากวงการไปพักใหญ่ เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่นของตัวเอง
     “หลังจากแต่งงานประมาณปี 2544 ก็ห่างจากวงการไปสักพัก ตอนนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ จากที่เคยไปไหนมาไหนกับเพื่อน ไปทำงานบ้าง พอมาดูแลครอบครัวเต็มตัวก็มีความสุขไปอีกแบบ ชีวิตนิ่งขึ้น และพอวันหนึ่งเรามีลูก ชีวิตก็เปลี่ยนไปอีกแบบ จากที่เมื่อก่อนเราอาจคิดถึงตัวเองว่าต้องทำอะไรบ้าง ต้องดูแลตัวเองยังไงถ้ายังอยู่ในวงการนี้ ก็กลายเป็นยกเวลาหลัก ๆ ให้กับลูก คิดถึงว่าเราจะเลี้ยงดูเขาอย่างไร ต้องอ่านหนังสือและศึกษาเยอะมาก
    … ดีใจทุกครั้งเวลาที่ลูกทำอะไรได้ เป็นความดีใจแบบอิ่มใจ ถึงเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เด็กคนอื่นเขาก็มีพัฒนาการตามวัยในแบบเดียวกัน แต่พอเป็นลูกเรามันเป็นความชื่นใจ และต้องบอกเล่าต่อว่า ลูกเราเป็นอย่างนี้นะ สิ่งไหนที่เป็นโทษต่อเขาเราก็เป็นห่วงนะ แต่ในความเป็นห่วงของแม่อาจห่วงมากเกินไปบ้าง เราก็ต้องปรับตัวเองให้เด็กมีประสบการณ์ชีวิต เรียนรู้และนำมาประยุกต์คิดเอง”

ตอนนี้น้องปาล์ม ลูกชายคนโตอายุ 16 ปีแล้ว กำลังเรียนอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ แม้การอยู่ไกลกันทำให้คนเป็นแม่ทั้งคิดถึงและห่วง แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองปี ผลลัพธ์จากการที่ลูกชายไปใช้ชีวิตไกลบ้านกลายเป็นเรื่องที่คุณแม่ชื่นใจ
     “คิดถึงลูกนะคะ แต่พอเขากลับมาเราได้เห็นว่าเขาโตขึ้น เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีของเขาหลายเรื่อง เขามีเหตุผล จัดการเรื่องเงินได้เอง และเป็นเด็กที่เก็บเงินเก่งมาก ตอนแรกเขาบอกว่าอยากเรียนด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิก แต่พอไปเรียนที่โน่นได้สองปี กลับมาคราวนี้เขาบอกว่าอยากเรียนด้านบริหารอสังหาฯ เราก็บอกว่าดีนะ ดูจะเข้าทางน้องปาล์มด้วย แล้วพอดีเราก็ทำธุรกิจด้วย น้องปาล์มก็บอกว่า ถ้าเขาเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งประมาณนี้ เขาสามารถร่วมทุนกับเราได้ เราก็บอกว่าอย่างนั้นเลยเหรอลูก ก็เลยซื้อหนังสือด้านการเงินสเต็ปแรก ๆ ให้เขาอ่าน เผื่อว่าเขาชอบก็ทำตามได้”
     ส่วนน้องไอริ ลูกสาวคนเล็กอายุ 12 ปี เริ่มฉายแววความเป็นอาร์ทิสต์และสนใจวงการบันเทิง
     “ลูกสาวก็จะเป็นแนวอินดี้ เขาชอบศิลปะ เขาบอกว่าอยากเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้า แต่บางครั้งเขาก็บอกว่าสนใจงานแสดง อยากลอง แต่สำหรับวัยนี้เราอยากให้เขาเรียนก่อน เพราะเป็นวัยที่เรียนรู้อีกเยอะ เขาไม่ควรจะต้องมาทำงาน”

     แน่นอนว่าเมื่อลูก ๆ โตขึ้น คุณแม่สามารถจัดสรรเวลาให้กับตัวเองได้มากขึ้น ดังนั้น นอกจากงานแสดงแล้ว เธอยังทำธุรกิจส่วนตัวที่กำลังไปได้ดี และยังมีเป้าหมายอีกหลายอย่างที่อยากทำ
     “สิ่งที่มากกว่าเรื่องของ business คือผลลัพธ์ได้กลับมา มีคนกินและใช้ผลิตภัณฑ์ของเราแล้วบอกว่า สุขภาพดีขึ้น ผิวดีขึ้น เราในฐานะเจ้าของแบรนด์ก็ดีใจ ว่าสิ่งเราที่เราทำเกิดประโยชน์ต่อคนอื่นจริง ๆ
     ยังความฝันอีกหลายอย่างที่อยากทำ แต่เป็นเรื่องของอนาคต เพราะมีหน้าที่หลายอย่างที่ต้องดูแล ตอนนี้รู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างให้ถึงจุดที่เราพอใจก่อน แล้วดูว่าเสต็ปต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่หลักสำคัญคือการบาลานซ์ทุกอย่างให้ดีที่สุด”

เบื้องหลังชีวิตที่ดูเรียบง่าย มีภารกิจและหน้าที่หลายอย่างที่เธอต้องดูแลไม่ต่างจากผู้หญิงทำงานวัย 40 ทั่วไป ทำให้เราอดถามไม่ได้ว่าเธอมีเคล็ดลับอะไรถึงดูอ่อนวัยและสวยสดใสเสมอไม่เปลี่ยนแปลง
     “โดยพื้นฐานเป็นคนนอนเร็ว นอนพร้อมลูกตอนสามทุ่ม แล้วตื่นตีห้าครึ่ง การนอนเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าวันไหนนอนไม่พอจะรู้สึกว่าผิวไม่สดชื่น นอกจากนี้ก็มีการดื่มน้ำ เลือกกินอาหาร ออกกำลังกาย ถ้าไม่ใช่ช่วงงานเยอะจะออกกำลังกาย 3-4 วันต่อสัปดาห์ แต่ถ้าช่วงไหนไม่มีเวลาจะเน้นที่อาหาร อาจจะลดคาร์โบไฮเดรต เน้นกินเนื้อสัตว์และผักผลไม้
     …พอเราอายุมากขึ้น แล้วด้วยอาชีพของเราด้วย ก็ต้องดูแลตัวเองในเรื่องเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตร อย่างออกกำลังกาย แรก ๆ อาจจะยาก แต่พอทำจนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้วก็ไม่ได้รู้สึกยากลำบากอะไร”

“เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าบางอย่างเราต้องทำด้วยความเกรงใจ แต่ตอนนี้สิ่งไหนที่เราเลือกว่าจะทำ นั่นคือเราได้เลือกแล้วว่าเราอยากทำมัน
และมีความสุขในสิ่งที่เราเลือกทำเองจริง ๆ”

ท้ายที่สุดแล้ว วิถีแห่งความสมดุลแต่ไม่หยุดนิ่งของผู้หญิงที่มีหน้าที่หลายอย่างเช่นปูเป้ รามาวดี เกิดจากทุกประสบการณ์ในชีวิตที่หล่อหลอมให้เธอได้รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง
     “เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น รู้ว่าชอบอะไรและอยากทำอะไรจริง ๆ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าบางอย่างเราต้องทำด้วยความเกรงใจ แต่ตอนนี้สิ่งไหนที่เราเลือกว่าจะทำ นั่นคือเราได้เลือกแล้วว่าเราอยากทำมัน และมีความสุขในสิ่งที่เราเลือกทำเองจริง ๆ ทำให้ชีวิตในปัจจุบันนี้ ทั้งการทำงาน ทำธุรกิจ และดูแลครอบครัวจึงอยู่ในจุดสมดุลที่สุดของเราแล้ว”

│Writer : Chernporn K.
│Photography : Somkiat K.
│Styling : Torrinee
│Special Thanks : Hotel Nikko Bangkok, H & M Conscious

SHARED :

Recommend