Eyes on the Goal – ณิชชา โชคประจักษ์ชัด

การ comeback ของนางเอกหุ่นแซ่บกับบทบาทสุดท้าทาย และความรักสุดหวานที่ระยะทางไม่เป็นปัญหา

ไม่ได้ยินชื่อนางเอกสาว วาววา – ณิชชาโชคประจักษ์ชัด มาพักใหญ่ แต่ถึงกระนั้นเมื่อได้ยินชื่อ “วาววา” เราก็ยังไม่ต้องเอ่ยประโยคคลาสสิกถามไถ่ไล่ชื่อกันว่า “วาววาไหน” เพราะก็นึกออกแต่ “วาววา” นางเอกช่อง 3 ลุคสาวหมวยตาคมผมยาวผู้แจ้งเกิดจากละครเรื่อง The Sixth Sense ที่เคยมาขึ้นปก Lips เมื่อหลายปีมาแล้วนี่แหละ วาววา-ณิชชา  กลับมาคุยกับเราคราวนี้หลังจากเธอห่างหายจากหน้าจอไป 3 ปี เพื่อเรียนรู้โลกกว้างในต่างแดนตกหลุมรัก และพัฒนาตัวเองไปพร้อม ๆ กัน บทสนทนาที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นแนวคิดของหญิงสาวที่ตกผลึกในชีวิตของตัวเองจนกระทั่งรู้แน่ชัดว่า เส้นทางชีวิตของเธอจะดำเนินไปในทิศทางไหน และมั่นใจว่า ต้องเดินไปถึงจุดหมาย 


     หลังจากหายหน้าหายตาไป 3 ปี นางเอกสาวกลับมาใหม่ในละครเรื่อง “ร้อยเล่ห์มารยา” ที่กระแสกำลังมาแรง ครั้งนี้เธอมาในบทบาทที่สามารถเรียกตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจว่า “นักแสดงมืออาชีพ” เพราะบทบาทต้อนรับการกลับมาของเธอในละครเรื่อง ร้อยเล่ห์มารยานั้นนับเป็นบทบาทที่ซับซ้อน และเปิดโอกาสให้เธอได้ท้าทายขีดจำกัดด้านการแสดงของเธอมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นบทที่ร้ายลบภาพนางเอกที่เธอเคยมีมา ซึ่งเธอบอกกับเราว่า ไม่ได้กลัวถูกลืม และไม่ได้คาดหวังให้คนดูจำได้จากบทแรงๆ 

     ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คนจะจำเราได้หรือไม่ไ้ด้ เพราะการเล่นละครเรามีความสุขขณะทำ เรามีความสุขขณะดู และหวังว่า คนดูจะมีความสุขไปกับผลงานที่เราทำ เพราะฉะนั้น นี่คือเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ถ้าเราเล่นดีแล้วเขามีความสุขไปกับเราเราก็รู้สึกภูมิใจ

     …แล้วถึงจะหายไปนาน แต่วาว่า สกิลล์การเป็นนักแสดงก็เหมือนการปั่นจักรยานแหละ ถ้าเราเคยทำได้แล้ว มันก็จะอยู่กับเราตลอดชีวิต ทุกเรื่องเหมือนการเริ่มใหม่อยู่แล้ว เพราะตัวละครแต่ละตัวก็ไม่เหมือนกัน”

     เธอยังเล่าย้อนให้ฟังว่านอกจากงานแสดงเธอยังทำธุรกิจอย่างจริงจังและทำมานานนับ 10 ปี 

     “นอกจากนั้นวาก็ยังทำธุรกิจเครื่องดื่มนมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้พาสเจอร์ไรส์ ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วหลังช่วงโควิดฯ ก็มีโปรดักต์ใหม่เป็นกาแฟดริปขึ้นมา ที่สามารถส่งต่างจังหวัดได้ วางบนเชลฟ์ได้ยาวขึ้น และต่อไปวาว่า จะขายทาง e-commerce ให้มากขึ้นด้วยค่ะ

     …จริงๆ แล้ววา ทำธุรกิจแบรนด์นมถั่วเหลืองมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ม.ปลายแล้ว ชื่อแบรนด์ว่า “So Young”  ทำคู่กับงานแสดงมาเรื่อยๆ อาจจะโตช้าหน่อย เพราะเราต้องแบ่งเวลาให้งานแสดงด้วย ตอนนี้แบรนด์ก็อายุประมาณ 10 กว่าปีแล้วค่ะ” 

     แสดงว่าเป็นคนมีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กเราเอ่ยทักเธอเองก็พยักหน้ารับว่าสนใจการทำธุรกิจมาแต่ไหนแต่ไร

     “ใช่ค่ะ วาชอบอ่านหนังสือ How-to หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ Startup ชอบอ่านชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ ชอบเรียนรู้ว่า เขาเริ่มต้นธุรกิจอย่างไรกัน แล้วเราก็ลองเริ่มต้นดูเองบ้าง หนังสือชีวประวัติที่วาชอบอ่านก็จะมีของ แจ็ค หม่า, สตีฟ จ็อบส์,  มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ และอีกหลายๆ คน อย่าง เจสสิก้า อัลบ้า ที่เขาทำแบรนด์สกินแคร์ จริงๆ วาก็มีแพลนจะทำแบรนด์สกินแคร์เหมือนกันกะว่าจะ launch ภายในปีหน้าด้วยค่ะ”

     ฟังดูเหมือนเธอจะมีเลือดนักธุรกิจไหลเวียนอยู่ในตัวเต็มเปี่ยมซึ่งถ้าหากลองไปเซิร์ชหาชื่อของเธอในอินเตอร์เน็ตสิ่งที่แรกที่ปรากฏขึ้นมาให้เราคลิกอ่านคือประวัติของเธอใน Wikipedia ซึ่งระบุไว้ว่า 

     “วาววา-ณิชชาเป็นนักแสดงไทยเชื้อสายจีนเติบโตในย่านเยาวราช” 

     เราคาดเดาเอาว่าความสนใจเรื่องค้าขายของเธอคงถ่ายทอดจากครอบครัวมาไม่น้อยแต่กลับกลายเป็นว่าโลกอินเตอร์เน็ตหลอกเราเข้าเสียแล้วเพราะเธอปฏิเสธเสียงหนักแน่นว่าประวัติใน Wikipedia นั้นไม่ใช่เรื่องจริงแล้วชีวิตจริงของเด็กหญิงวาววาเป็นอย่างไรกันแน่ให้เจ้าตัวเล่าเองน่าจะได้เรื่องราวที่ถูกต้องที่สุด

     ชีวิตของวาอยู่ในย่านรามคำแหงต่างหากล่ะ  วาเรียนโรงเรียนสาธิตรามคำแหง ใช้ชีวิตเป็นเด็กปกติ เป็นเด็กขี้เกียจด้วยค่ะ ไปโรงเรียนก็ตื่นสายไปสาย ชอบหลับในห้อง แต่มีความชอบส่วนตัวชัดเจนตั้งแต่เด็กนะคะ อย่างเราชอบวาดรูป ถึงเราจะสอบตกทุกวิชาแต่วิชาวาดรูปเราทำได้ดี เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ถ้าอินกับอะไรก็เต็มที่ แต่ถ้าไม่อินก็จะไม่แตะเลย สมองไม่เปิดรับเลยค่ะ ตอนเด็กๆ ภาษาอังกฤษวาไม่ได้เรื่องเลย”

     ฟังดูเป็นชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายไม่หวือหวา  แต่ถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตนักแสดงสาวบอกว่าน่าจะมีอยู่สองจุดใหญ่ๆด้วยกันที่ทำชีวิตของเธอพลิกผันไปในทางที่ดีขึ้น 

     จุดเปลี่ยนแรก คือ การเข้าวงการบันเทิง ต้องบอกว่า วาเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาแต่ไหนแต่ไร ตอนอายุ 16-17 ปี วาก็เคยอ่านหนังสือเรื่อง The Secret เกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า เราอยากได้อะไร อยากมีชีวิตแบบไหน แล้วถ้าเราเชื่อว่า มันเป็นไปได้ มันก็จะเป็นไปได้จริงๆ ตอนนั้นวาก็คิดและใช้ The Secret มาตลอด อย่างเวลาไปแคสต์โฆษณาเราก็พยายามมั่นใจ และคิดว่า เราต้องทำได้ อย่างตอนได้เล่นละครเรื่องแรก The Sixth Sense เราก็มั่นใจว่า เรามีพลังดึงดูดแล้วมันก็เป็นไปได้ เลยกลายเป็นว่า เราเชื่อมั่นในวิถีนี้ เรามองโลกในแง่ดีตลอดว่า ชีวิตเราต้องโตขึ้น ก้าวไปไกลขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น แล้วมันก็นำพาให้ชีวิตวาเป็นแบบนั้นนะคะ

     …แต่จุดเปลี่ยนอีกจุดที่เปลี่ยนชีวิต ก็คือตอนที่วาไปเรียนภาษาที่นิวซีแลนด์ เหมือนเราได้เปิดโลกอีกโลกหนึ่งเลย ปกติเราไปเที่ยวเราก็ได้เปิดโลกประมาณหนึ่งแหละ แต่พอเราไปอยู่เป็นเดือนๆ เลย ทำให้เราได้รู้ว่า มันมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ และเราอยากเรียนรู้ และเข้าใจมัน เลยกลายเป็นว่า หลังจากที่ไปเรียนที่นิวซีแลนด์ วาเริ่มไปเที่ยวในหลายๆ ประเทศมากขึ้น เพื่อที่จะเรียนรู้ และนำประสบการณ์ตรงนั้นมาใช้ในชีวิต และใช้ในการทำธุรกิจด้วย เลยกลายเป็นว่า พาร์ทสองนี้ทำให้เราโตขึ้น ไม่ใช่แค่วิ่งล่าตามความฝันแล้ว แต่เรายังได้ข้อคิดว่า “ฝันให้ใหญ่ แต่ใจเราก็ต้องอยู่กับปัจจุบันด้วย  

“แต่ก่อนนี้วาจะตั้งเป้าไว้เลยว่า อายุ 25 ปี วาจะต้องประสบความสำเร็จขนาดไหน อายุ 30 ปีต้องเป็นอย่างไร เพราะตอนนั้นเราวิ่งตามความฝันจาก The Secret แต่วันนี้ วา settled down มากขึ้น อะไรที่เป็นความฝันของเรา เราก็ยังวิ่งตามอยู่แต่เราก็จะใส่ใจกับปัจจุบันมากขึ้นด้วย” 

     …เข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น ทำให้ตัวเองและคนรอบข้างมีความสุขมากขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง อย่างโควิดฯ มาเราอาจจะตายวันตายพรุ่งก็ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ และพยายามมีความสุขกับทุกโมเม้นต์ที่เราตื่นขึ้นมา

     …และอีกหนึ่งสิ่งหนึ่งที่วาเปลี่ยนไปมากๆ เลย คือ ความเรียบร้อย ก่อนหน้านี้จะบ้านรก ไม่มีระเบียบเลย แต่ทุกวันนี้เราไม่ได้พุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวแล้ว รอบตัวระหว่างทางเราเก็บรายละเอียดทุกอย่าง เป็นคนเรียบร้อย มีระบบระเบียบ และวางแผนมากขึ้น และใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้นด้วย ปกติจะคิดถึงอะไรก็ไปแค่ตรงนั้น แต่เราไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดระหว่างทางเลย แต่ตอนนี้พอเราได้เห็นโลกมากขึ้น เราก็ใส่ใจระหว่างทางมากขึ้น เรียบร้อยขึ้น”

     สรุปง่ายๆว่าวันนี้เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและเข้าใจโลกมากขึ้นเมื่อได้ไปเห็นโลกกว้างทำให้ทัศนคติหลายๆอย่างในชีวิตเปลี่ยนไปและอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตที่มาพร้อมกับการได้ไปเรียนรู้โลกกว้างในต่างแดนก็คือเฮนรี่เลนหวานใจตาน้ำข้าวที่วาววาบอกกับเราว่าคนนี้นี่แหละช่างภาพเบื้องหลังภาพเซ็กซี่บาดใจในอินตาแกรมของเธอ

     “จุดเปลี่ยนอีกอย่าง คือ มีแฟนคนนี้นี่แหละค่ะ เขาทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นทุกอย่างในชีวิตของเขา คือ ตัวเลข สถิติ ความเป็นไปได้ แต่วามาจากความเพ้อฝัน คิดอะไรใช้จินตนาการสูง พอมาเจอเขาเหมือนเขาดึงเราให้อยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น จัดระเบียบในชีวิตมากขึ้น อย่างเรื่องการออกกำลังกายเราก็จริงจังมากขึ้น แต่พอเราจัดระเบียบใหม่ให้ตัวเองได้ เราก็มีเวลาทำอะไรให้กับตัวเองมากขึ้น อย่างตัวเขาเองเขาเริ่มเข้ายิมแล้วเขามีวินัยมาก พอเราอยู่ใกล้ๆ เขาเราก็เหมือนได้แรงจูงใจจากเขาให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง

     …โดยปกติวาจะไม่ใช่สายอินกับเทคโนโลยี ไม่ได้ใช้แอพฯ ในการจัดการชีวิต แต่เขาจะคอยแนะนำให้เราใช้แอพฯ นี้สิ ช่วยบอกมวลรวมร่างกายได้นะ แอพฯนี้ช่วยคำนวณแคลเลอรี่ ตอนแรกเราแอนตี้มากๆ รู้สึกว่า ทำไมชีวิตเราต้องไปอยู่ในกรอบขนาดนั้น แต่พอเข้าไปใช้กลายเป็นว่า เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น กลายเป็นว่า พอเราปรับมาใช้เทคโนโลยีช่วย กลายเป็นว่า เราได้เข้ายิมมากขึ้น หุ่นเราก็ดีขึ้นด้วย สุขภาพก็ดีตามไปด้วย  มั่นใจในการใส่ชุดว่ายน้ำขึ้น เพราะเมื่อก่อนเราไม่ได้มีกล้ามเนื้อแบบนี้ การที่จะใส่แล้วมารีทัชให้เป็นกล้ามวาว่ามันแปลกๆ ตอนนี้เริ่มมีกล้ามนิดๆ เราก็รู้สึกว่า มั่นใจขึ้น”

     “หุ่นเซี๊ยะขนาดนี้ยังมีจุดไหนไม่มั่นใจอีกเหรอ” เราแซวเจ้าของหุ่นเซ็กซี่แบบสาวเฮลธ์ตี้เผยถึงความไม่มั่นใจที่เคยมีติดตัวว่า

“เมื่อก่อนนี้วาจะเครียดมากว่า เราอยู่ในวงการบันเทิงไทย แล้วความสวยตามมาตรฐาน คือ ผู้หญิงต้องผอมถึงจะใส่เสื้อผ้าสวย ซึ่งทำให้วาเครียดมาตลอด 10 ปีว่า เราไม่ผอม สมัยก่อนอยากผอมต้องไปล้วงคอ ทานยาลดความอ้วน ซึ่งวาก็ทำทุกวิถีทาง ผ่านจุดนั้นมาแล้ว ซึ่งมันไม่เฮลธ์ตี้เลย ไม่ดีต่อร่างกาย และสภาพจิตใจของเรามากๆ” 

     …แต่แค่เราเปลี่ยนมุมมอง เราก็รักตัวเองมากขึ้น พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี แล้วเราก็อัพเกรดตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วตอนนี้จากมุมมองที่เราได้จากการไปอยู่ต่างประเทศ  ความสวยงาม คือ การที่เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ร่างกายสุขภาพแข็งแรง มีมวลกล้ามเนื้อมวลไขมันที่พอเหมาะ ให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ นั่นคือ ความสวยงาม ณ ปัจจุบันนี้ของวา”

     เจอกับคนพิเศษที่เป็นต้นเหตุของจุดเปลี่ยนครั้งใหม่ในชีวิตได้อย่างไรเราเชื่อว่า  ถึงบรรทัดนี้หลายคนคงอยากทราบว่าพรหมลิขิตข้ามชาติมีกลไกการทำงานอย่างไรบ้าง 

     เจอกับแฟนตอนไปเรียนที่นิวซีแลนด์ค่ะ เรารู้จักกันในกลุ่มเพื่อนๆ แล้วทุกคนไปเรียนเต้น ทุกวันศุกร์ต้องมี Social Dance ที่เปิดให้ทุกคนไปปาร์ตี้ เอาสิ่งที่เรียนไปเต้นในปาร์ตี้ แล้ววาก็เจอเขาในปาร์ตี้นี้แหละ เป็นการเต้นแบบ Brazillian Zouk” 

     เธอเล่าพลางเปิดอินสตาแกรมให้เราดูลีลาเร่าร้อนของจังหวะการเต้นแบบบราซิลเลียนที่ช่วยเชื่อมสายสัมพันธ์ของเธอและแฟนหนุ่มให้ค่อยๆก่อตัวขึ้นเป็นความรักที่ถึงแม้จะมีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมและระยะทางแต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ยากเกินกว่าจะฝ่าไปด้วยกัน

     เวลามีปัญหาเราจะคุยกันตลอดว่า เราไม่ได้เป็นปัญหาของกันและกัน แต่ปัญหาเป็นสิ่งที่เราต้องจับมือแล้วแก้ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสาร วัฒนธรรมที่แตกต่างมันก็มีมาเรื่อยๆ อย่างเรื่องภาษา เราใหม่กับเรื่องนี้ บางทีเราใช้ภาษาแล้วตีความไปในทางอื่นก็อาจจะเข้าใจผิดกัน ทะเลาะกันได้ หรือฝรั่งเขาจะโอเว่อร์แอ็ค คนไทยจะอันเดอร์แอ็ค  โดยเฉพาะ ตัววาเองเป็นคนเฉยๆ มากๆ  บางทีเราก็รู้สึกว่า เขาโอเว่อร์แอ็คเกินไป เวลามาอยู่ในสังคมไทยก็ต้องปรับบ้าง แต่เราก็ผ่านปัญหามาได้ตลอด แล้วแต่ละครั้งที่เราแก้ปัญหาได้ก็เหมือนเราได้อัพเลเวล สกิลล์เราเพิ่มขึ้น

     ….แล้วด้วยความที่เขาเป็นฝรั่งจะต่างกับคนไทยตรงที่คนไทยชอบเออออ ยอมๆ ไปก่อน สุดท้ายก็ต้องกลับมาทะเลาะกันเรื่องเดิม เพราะเราไม่ได้แก้ไข แต่เขาจะไม่ยอม ถ้าเราผิดเขาก็ให้เรายอมรับว่า เราผิด เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลหมด ทุกวันนี้เราจึงโตขึ้น รู้จักให้อภัยและเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ ยอมรับความจริงมากขึ้น และเอาแต่ใจน้อยลง”

     เธอให้คำตอบแบบคนมองโลกตามความเป็นจริงทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานที่วาดฝันตั้งเป้าไว้ไกลและกำลังจะมุ่งหน้าไปให้ถึง

     “วาจะมีมวลรวมความสำเร็จว่า ฉันต้องสำเร็จประมาณนี้ ตัววาเองก็อยากเล่นหนังฮอลลีวู้ดถึงได้ไปเรียนภาษา ตอนนี้ก็มีแพลน มี connection ที่พอจะเป็นไปได้ที่เราจะไปถึงจุดนั้น ทุกวันนี้อยากเล่นซีรีส์ที่ตัวละครมีโอกาสได้พัฒนาคาแร็กเตอร์แบบยาวๆ เหมือนอย่างซีรีส์ Modern Family ที่เราได้เห็นตัวละครในแต่ละซีซั่นค่อยๆ เติบโต แต่ละตัวมีพัฒนาการไปตามวัย มันน่าจะสนุกดีค่ะ”

     เชื่อว่าคงไม่มีอะไรยากเกินพลังความมุ่งมั่นของหญิงสาวที่ไม่ใช่แค่ฝันแต่ลงมือทำจริงทุกในทุกสิ่งทุกอย่าง 

┃Photography : Somkiat K.

SHARED :

Recommend

28 March 2564

Keep Moving, Keep Balancing

“ปูเป้ – รามาวดี นาคฉัตรีย์”
ชีวิตที่ปรับสมดุลจนลงตัว และก้าวแรกในงานภาพยนตร์

READ MORE