Cover Story : ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง

ต้าเหนิงกับช่วงชีวิตหลังโควิด-19 และเป้าหมายในอนาคตที่อยากเดินไปให้ถึงอย่างชิลล์ๆ

สาวหมวยผู้มีคาแร็กเตอร์ชัดเจนและเป็นที่รักของแวดวงแฟชั่นมาโดยตลอดอย่างต้าเหนิงกัญญาวีร์สองเมืองเข้าวงการมาจากเวทีประกวดนางแบบแจ้งเกิดจากซีรีส์วัยรุ่นเรื่องดังและยังยึดครองรันเวย์และพื้นที่บนหน้าปกนิตยสารแทบทุกหัวมาเกือบ 10 ปีแล้วก็ว่าได้หลังจากชีวิตวิ่งวนอยู่กับแสงแฟลชรายล้อมช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะกลายเป็นช่วงชีวิตที่ได้หยุดพักและตกผลึกในสิ่งที่ชีวิตในอนาคตของเธอควรจะเป็นไป

     “ช่วง lockdown ที่ผ่านมา เหนิงรู้สึกเหมือนได้พัก ได้ดูหนังที่อยากดู ได้ใช้เวลาอยู่กับที่บ้าน ได้มีเวลาคิดทบทวนว่า ที่ผ่านมาเราทำอะไรบ้าง ต่อไปเราอยากทำอะไร เหมือนเราได้เตรียมพร้อม ได้ปรับตัวไป แล้วเราก็เติบโตขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่มันฉุกละหุกมาก”

     ช่วงชีวิตหยุดนิ่งเพื่อตั้งรับแพลนใหม่ๆในชีวิตของเธอหมดไปกับการคิดทบทวนเพื่อเตรียมพร้อมเริ่มต้นเข้าสู่ชีวิตที่มีเป้าหมายชัดเจนขึ้น

     “เริ่มคิดว่า ตอนนี้เรากำลังจะอายุ 24 ปีแล้วนะ คนอาจจะมองว่า เรายังอายุน้อย แต่พอเราเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยกว่านี้ มันคือการที่เราอยู่ตรงนี้มานาน แต่จริงๆ เราก็ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกันนะ สำหรับคนที่เริ่มทำงานมา 9 ปีแล้วอย่างเหนิงน่ะ ถ้านับตั้งแต่ Hormones The Next Gen ก็ 7 ปี ซึ่งถ้านับตามอายุจริงเราอาจจะยังดูเด็กอยู่ก็ได้ แต่ถ้านับจากเวลาทำงานเหนิงรู้สึกว่า ยังมีอะไรที่เราอยากทำอีกตั้งเยอะ ยังมีอีกหลายอย่างที่รอวุฒิภาวะของเราอยู่อีกมากมาย แต่การรอมันก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างนะ ได้เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ”

     การรอความเหมาะสมหลายๆอย่างเกี่ยวกับเรื่องการรอบทที่เหมาะสมกับวัยด้วยไหมเราถามคำถามนี้ในฐานะที่เธอเป็นนักแสดงวัยรุ่นที่กำลังเติบโตขึ้นสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว

    “ถ้าเป็นเรื่องการแสดงเราคาดหวังไม่ได้ว่า จะมีบทอะไรเข้ามา ปกติเหนิงไม่ค่อยคาดหวังในเรื่องอะไรอยู่แล้ว เป็นคนกลัวการผิดหวังเลยไม่ชอบคาดหวังค่ะ งั้นไม่ตั้งเป้าว่าต้องได้อะไรดีกว่า แต่พยายามไปให้มากที่สุดเท่าที่เราจะไปได้ก็เลยไม่ค่อยกดดัน

     …เหนิงไม่มีอะไรตายตัว ตอนนี้ได้ลองทำอะไรที่ยังไม่เคยทำก็สนุกกับมันได้ตลอด อะไรก็ตามที่ยังทำอยู่แปลว่า เรายังสนุกกับมัน แต่ถ้าไม่อยากทำแล้วก็จะไม่ทำ ไม่ค่อยฝืนตัวเองสักเท่าไรค่ะ” 

     9 ปีในวงการบันเทิง 7 ปีกับนาดาว 4 ปีกับคนรู้ใจทำอย่างไรให้อยู่ด้วยกันได้ยาวๆท่ามกลางสิ่งเร้าในวงการบันเทิงบทสนทนากับต้าเหนิงไม่เคยห่างหายจากคำถามที่เกิดขึ้นจากความชื่นชมในความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นของทั้งคู่

“พอเราเป็นเพื่อนกันมาก่อนตั้งแต่แรก แล้วเขาก็อยู่ในวงการบันเทิงอยู่แล้วก็เลยไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเขาเข้าใจงานในวงการนี้ดีอยู่แล้ว”

     ดูเหมือนต้าเหนิงเป็นผู้หญิงนิสัยแมนๆเลยไม่มีปัญหาจุกจิกแบบที่ผู้หญิงเขาชอบเป็นกันเราเอ่ยปากทักซึ่งเธอก็พยักหน้ารับ 

     “ใช่ค่ะ อาจจะเป็นเพราะมีเพื่อนผู้ชายเยอะด้วย มุมผู้หญิงๆ เราก็มีนะคะ แต่อย่างเวลาพูดเวลาคุยกับเพื่อนผู้ชายเหนิงจะพูดทุกอย่างที่อยากจะพูดได้ แต่ก็รักษาความรู้สึกเพื่อนนะคะ เราจะพูดอะไรตรงๆ แต่พอเป็นกับเพื่อนผู้หญิง รู้สึกว่า เราต้องอ้อม ต้องค่อยๆ พูด ยิ่งกับผู้หญิงที่ไม่ได้สนิทมากก็จะระวังเป็นพิเศษ กลัวว่าเราจะตรงจนเกินไปแต่ส่วนใหญ่คบเพื่อนแนวเดียวกันเลยไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าใครที่ไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ เราก็ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียดเขานะ แค่เราอยู่ห่างๆ กันไว้อาจจะเวิร์กกว่า

     …เราไม่ใช่คนอัธยาศัยดีขนาดนั้น เวลาเจอคนเยอะๆ บางทีเราก็หลบตาคนนะ เพราะไม่รู้ว่า ถ้าเราไปมองเขาเขาจะชอบหรือเปล่า เวลามีคนมาจ้องเรายังทำตัวไม่ถูกเลย บางทีไม่ค่อยได้มองรอบข้างด้วย เลยเกิดปัญหาบ่อยมาก ที่เราไม่ได้ทักคนรู้จักที่เดินสวนกันมา

“ตั้งแต่สมัยเรียนคนก็ชอบบอกว่า เราหยิ่ง ด้วยความที่หน้าเราเป็นแบบนี้ แต่นั่นก็เป็นความคิดของคนที่ไม่รู้จักเรา เราฟังคนที่รู้จักเราดีกว่า” 

     สิ่งหนึ่งที่นักแสดงสาวคนนี้ทำให้เราทึ่งก็คือการเรียนจบปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ด้านปรัชญาการเมืองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภายในเวลา 3 ปีครึ่งทั้งที่ๆต้องแบ่งตารางเวลาให้กับการทำงานรวมถึงเวลาส่วนตัวที่ต้องเทคิวให้คนรู้ใจ

     “จริงๆ ถ้าเราอยากไปสบายๆ เราเลือกเรียนจบ 4 ปีก็ได้ แต่เหนิงอยากเรียนจบเร็วๆ ณ จุดนั้นเราไม่อยากเรียนหนังสืออีกต่อไปแล้ว แล้วเพื่อนก็เรียนจบ 3 ปีครึ่งกันเป็นส่วนใหญ่ด้วยค่ะ

     …ตอนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเหนิงชอบทั้งสังคมศาสตร์ ชอบออกแบบแฟชั่นด้วย แต่ ณ ตอนนั้น เราเลือกออกแบบแฟชั่นก่อน แล้วเราค่อยไปต่ออย่างอื่นก็ได้ถ้าเราอยากต่อ แต่พอเรียนพัสตราภรณ์ ไปตรงกับช่วงที่ต้องบินไปถ่ายซีรีส์ฮอร์โมนที่นิวยอร์ก แล้วคลาส drawing เราต้องเข้าเรียนตลอดก็เลยต้องซิ่วไปอยู่คณะอื่น ซึ่งก็สนุกดีได้เรียนอะไรหลายๆ ที่ไม่คิดว่า เข้ากับชีวิตเราทุกอย่างเลยค่ะ” 

     คิดว่าอีกหน่อยคนจะให้ความสำคัญกับการเรียนในมหาวิทยาลัยน้อยลงไหมนี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผุดขึ้นมาบ่อยๆในยุค New Normal

     “เป็นไปได้นะคะ เหนิงรู้สึกว่า การใช้ชีวิตมันคือการเรียนรู้จริงๆ การเรียนตามตำรามันก็ได้ในเรื่องทฤษฎี แต่ในเชิงปฏิบัติการใช้ชีวิตจริงเราได้มากกว่า คนน่าจะเริ่มคิดแบบนี้กันมากขึ้น เพราะอย่างในเมืองนอกการเรียนสายอาชีพก็บูมกว่าในประเทศไทย”

     อีก 10 ปีข้างหน้าต้าเหนิงน่าจะทำอะไรอยู่ เราส่งคำถามทิ้งท้ายเกี่ยวกับอนาคตของเธอเอง  

     “อาจจะทำธุรกิจของตัวเองก็ได้ เรื่องมีครอบครัวเหรอ เหนิงชอบเด็กมาก แต่เลี้ยงลูกชาวบ้านเอาก้ได้นะ แค่ชอบเล่นกับเด็ก ทุกวันนี้ชอบเข้าไปส่องอินสตาแกรมดูอลิน-อลัน สายฟ้า-พายุ ตลอด เพราะเราแพ้วัตถุทรงกลมทุกอย่าง (หัวเราะ) เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันแต่งงานแล้วก็มีค่ะ รุ่นพี่ที่สนิทก็มีลูกแล้ว แล้วพี่ว่า อีก 10 ปีข้างหน้า เหนิงน่าจะทำอะไรอยู่คะ”

     เธอย้อนกลับมาถามเราบ้างเราให้คำตอบผ่านการคาดเดาว่าแฟชั่นนิสต้าอย่างเธอน่าจะทำธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่นสักอย่างแต่ไม่ว่าในอนาคตเธอจะเลือกเดินไปทางไหนเราก็มั่นใจว่าต้าเหนิง-กัญญาวีร์คนนี้จะไม่ยอมทำอะไรที่ขัดกับความชอบและตัวตนของเธออย่างแน่นอน 

┃Photography : Nucha J. 
┃Styling : Ammara Y.

SHARED :

Recommend

15 July 2563

Like A New Yorker

สไตล์หรูแต่ยังคงความเท่แบบสาวนิวยอร์กเกอร์ของ รุ่ง-ศิวานุช ปวโรดม

READ MORE
14 July 2563

We Are Family : Supanaree

เฟิร์น-ศุภนารี สุทธิวิจิตรวงศ์ – เบื้องหลังแชนเนลยูทูบของครอบครัวสามสาวผมบ๊อบ ม้าเต่อ

READ MORE