A Year of Great Achievement – Mew Suppasit

ปีแห่งความสำเร็จของ มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ และก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่กว่าเก่าในปีใหม่นี้

เรียกได้ว่าเป็นปีทองของ มิว-ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ ที่มาแรงต่อเนื่องตั้งแต่ได้แจ้งเกิดจาก TharnType the Series ทำให้ได้เดินออกอีเว้นต์ไม่เว้นแต่ละวันขึ้นปกนิตยสารมาแล้วแทบทุกหัว ยอดฟอลโลว์เว่อร์ทะยานเข้าสู่หลัก 2 ล้านกว่าๆ ภายในระยะเวลาไม่นาน แต่ความสำเร็จที่ทำให้หัวใจของเขาพองโตที่สุดคงเป็นการได้ก้าวไปอีกขั้นกับการเป็นศิลปินภายใต้ชื่อ Mew Suppasit รวมถึงการได้ก่อตั้งทีม Mew Suppasit Studio ที่เติบโตไปพร้อมๆ กับเขาในทุกๆ ย่างก้าวปีค.ศ. 2020 สำหรับมิว-ศุภศิษฏ์ จึงเป็นปีที่เขาขีดฆ่าเช็คลิสต์ความสำเร็จในชีวิตไปได้หลายอย่าง 


ลิปส์ : เหตุการณ์สำคัญๆในชีวิตในช่วงปีนี้สำหรับคุณแล้วคือเหตุการณ์ไหนบ้าง 
ศุภศิษฏ์ : ขอเล่าเหตุการณ์ตอนขึ้นเวที Big Mountain ที่เพิ่งผ่านนี้ก็แล้วกันครับ ต้องบอกว่า ผมโชคดีที่พอมาเป็นศิลปินแล้ว เราก็ค่อยๆ พัฒนา stage ของเราไปเรื่อยๆ เริ่มจากขึ้นเวทีสเกลเล็กๆ ไปจนถึงเวทีใหญ่อย่าง Big Mountain เลย แต่วันนั้นตอนที่ผมกำลังจะขึ้นไปซาวนด์เช็คตอนเที่ยง เหมือนโดนคำสั่งว่าให้ยกเลิกงาน ทำให้เราไม่ได้เข้าไปในงานเพื่อไปซาวนด์เช็ค 
     ตอนนั้นเราก็แบบ “เฮ้ย! แย่แล้วทำอย่างไรดี” แล้วคือแฟนๆ เราไปรอที่หน้าเวทีเพื่อรอเราซาวนด์เช็คแล้ว เราเป็นห่วงสุดคือแฟนๆ เพราะเขาก็ซื้อบัตรเพื่อมาดูเรา บางคนเขาไม่เคยมางานนี้มาก่อน แต่ว่าพอเห็นเรามาปุ๊บเขาก็อยากมาให้กำลังใจเราที่หน้าเวที แต่สถานการณ์ในนั้น คือ ก็ไม่รู้ว่า งานจะได้จัด หรือไม่ได้จัด ทางทีมงานของ Big Mountain เขาก็มีการเข้มงวดเรื่องนโยบายมากขึ้น เพื่อให้สามารถจัดต่อได้ ก็จะมีการตีตารางเส้นต่างๆ ให้คนอยู่ในพื้นที่ มีการตรวจอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เพิ่มมาตรการไป ตอนนั้นผมรออยู่ที่ห้องพัก แล้วแฟนๆ ที่มารอเราเขาก็ไม่ออกไปไหนเลยนะ เขาก็รอให้เราเป็นคนประกาศว่า เราจะขึ้นหรือไม่ขึ้น ซึ่งเราไม่สามารถประกาศตอนนั้นได้ เพราะต้องรอทางผู้จัดงานอีก 

     แต่ก็คิดแผนสำรองไว้ว่า ถ้าเราไม่ได้ขึ้นเวทีจริงๆ ณ ตอนนั้น เรามีเครื่องดนตรีพร้อมทุกอย่าง เราโทรเรียกรถเสาสัญญาณเลย เพราะว่ากลัวเน็ตไม่ดี  เราก็จะจัดไลฟ์โชว์ที่ห้องพักเลยแล้วก็พอมาช่วงประมาณ 4 โมง เขาก็ตามเข้าไปว่า สามารถเล่นต่อได้นะ เราก็ขึ้นไปเล่นเลย เพราะแฟนๆ มารอแล้ว ตอนนั้นก็รู้สึกว่า คนคงมาดูน้อยแหละ เพราะว่าพอมีเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น หลาย ๆ คนก็คงหนีกลับบ้านแล้ว ตอนที่ผมมาถึงเริ่มร้องเพลงแรก ก็มีคนประมาณไม่ถึงครึ่ง ผมก็ร้องไป แล้วพอได้เห็นหน้าแฟนๆ รู้สึกว่าอยากขอบคุณเขามากจริงๆ เพราะเขายังอยู่รอเรา แล้วก็มันเป็นเวทีใหญ่ครั้งแรกของผมด้วยครับ ทุกคนพร้อมใจกันช่วยร้องเพลง พอขอแฟลชปุ๊บ ก็ช่วยเปิดแฟลชให้ ภาพนี้สวยมากจริงๆ ตอนนั้นผมตื้นตันมาก ๆ


ลิปส์ : ปีค.ศ. 2020 เป็นปีที่ดีสำหรับคนที่เติบโตมาจากซีรีส์สายวายเรียกได้ว่าเป็นปีที่ดีสวนกระแสถ้าเทียบกับคนอื่นๆ คุณคิดว่าจริงไหม
ศุภศิษฏ์ : ไม่เกี่ยวกับเรื่องทางสายวายหรอกผมว่า น่าจะเป็นเรื่องมุมมอง แล้วก็ vision ของแต่ละคนมากกว่า ว่าเขามีนโยบายอย่างไร มีมุมมองต่อสถานการณ์นี้อย่างไร และมีมุมมองต่อการพัฒนาตัวเองอย่างไร ยังมีศิลปินดาราอีกหลายๆ คนที่เขาสามารถพลิกผันตัวเองได้ หรือว่าเขารู้ช่องทาง ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ บางคนที่ขยับตัวปรับเข้าหาช่องทางโซเชียลได้เร็ว เขาก็สามารถมีการไลฟ์ขายของ หรือว่ามีการไลฟ์ interact กับแฟนๆ ได้เร็ว เขาก็สามารถ gather ขยายฐานแฟนๆ ได้อยู่ดี 

ลิปส์ : สิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากปีที่ผ่านมาสำหรับคุณแล้วคืออะไร 
ศุภศิษฏ์ : เยอะมากๆ เลยครับ เนื่องด้วยเราเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ เทียบกับปีอื่นๆ ของตัวเอง ทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เยอะมากในปีนี้ 

“อย่างแรกที่ผมได้เรียนรู้ คือ เรื่องการก้าวเดิน หลายๆ คนชอบยึดติดกับการที่ต้องก้าวเดินไปพร้อมกัน การที่เราเป็นคนรักกัน เป็นแฟนกัน ต้องก้าวไปพร้อมกันนะ ไม่จริง ไม่มีทางที่คนเราจะก้าวไปพร้อมกันได้” 

     คนหนึ่งอาจจะเดินเร็วกว่านิดหนึ่ง อีกคนอาจจะต้องคอยตามเขา บางคนอาจจะเดินเร็วกว่ามาก บางคนเดินช้ากว่ามาก แต่สิ่งสำคัญคือ แค่รู้ว่ายังมีอีกคนหนึ่งอยู่ก็พอแล้ว ไม่ต้องพยายามไปฝืนให้เขาเดินตามเท่าเรา ไม่ต้องพยายามกดดันตัวเองเพื่อเดินตามเท่าเขา เราไม่ต้องพยายามเดินพร้อมกันไปตลอดหรอก 
     ผมว่าอันนี้สำคัญที่สุด สำคัญกว่าการที่จะต้องพยายามเดินไปพร้อมกัน แค่รู้สึกว่ายังมีอีกคนหนึ่งอยู่สบายใจแล้ว  แล้วก็พัฒนาตัวเองในแบบของตัวเอง แค่เก่งกว่าตัวเองในเมื่อวานพอแล้ว ไม่ต้องเทียบกับใครเลย เรารู้ว่า เมื่อวานเราเป็นอย่างไร แล้ววันนี้เราจะเก่งขึ้นกว่าเมื่อวานได้อย่างไรก็พอ สิ่งที่คุณควรจะเทียบก็คือตัวเองนั่นแหละ แค่เก่งกว่าตัวเองในเมื่อวานก็พอแล้ว ไม่ต้องไปเทียบคนอื่นหรอก 

ลิปส์ : สิ่งที่ได้ค้นพบในตัวเองจากการสำรวจตัวเองในปีนี้คืออะไร
ศุภศิษฏ์ : คงเป็นเรื่องการเป็นนักร้องนี่แหละ เพราะด้วยโควิด-19 ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้นเลยได้ไปกลั่นกรองว่า มีอะไรบ้างที่เราอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ นั่นก็คือ การร้องเพลง เราเริ่มทำเพลงแรกตั้งแต่พฤษภาฯ แล้วปล่อยตอนสิงหาฯ วันแรกที่ปล่อยซิงเกิ้ล ” Season of You” วันนั้น คนดูในวีไลฟ์พร้อมกันทั่วโลก 6 แสนคน 40 ชั่วโมง ได้ยอดวิว 1 ล้านวิว  เราเป็นนักร้องใหม่ได้เท่านี้ก็ดีแล้วแหละ แล้วก็ดีใจที่แฟน ๆ ร้องได้ แล้วก็ชอบเพลงนี้ เพราะว่าตั้งใจทำให้แฟน ๆ แล้วพอมาเป็นซิงเกิ้ล “Nan Na” จัดงานที่ยูเนียนมอลล์ คนมาให้กำลังใจเต็มฮอลล์เลย คนดูในวีไลฟ์ก็เกือบ 7แสนคน ยอดวิวไม่ถึงหนึ่งวันก็ขึ้น 1 ล้านแล้ว แล้วก็ได้ NICECNX มาช่วยด้วย ไนซ์เขาน่ารัก แล้วก็คอยช่วยผมตลอด สอนทั้งเรื่อง perform บนเวทีอย่างไร ร้องเพลงอย่างไร ใช้ไมค์อย่างไร  เห็นไนซ์เป็นคนเล่นๆ สนุกๆ แต่พอเป็นพาร์ทงานเขาจริงจังมาก

ลิปส์ : ปีนี้ได้ให้รางวัลตัวเองบ้างหรือยัง 
ศุภศิษฏ์ : ผมแค่รู้ว่า ตอนนี้ผมหลุดจากกรอบตัวเองเพื่อคว้าโอกาสที่ได้มาให้เต็มที่ ก็คือการให้รางวัลตัวเองแล้ว การที่เรากล้าที่จะออกมาจาก Safe Zone ของเรานี่แหละ

ลิปส์ : Safe Zone ของคุณคืออะไร
ศุภศิษฏ์ : ถ้าตอบตรงๆ ก็คือ ฐานแฟนคลับของซีรีส์วาย  เรารู้ว่า เรามีฐานตรงนี้แน่นอยู่แล้ว เราสามารถอยู่แค่ตรงนี้ แล้วก็ค่อยๆ gather แฟนๆ มาเรื่อย ๆ ก็ได้แล้ว ถึงอย่างไรแฟนๆ ก็สนับสนุนเราในด้านนี้ เราจะแค่เล่นซีรีส์วายไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่เราอยากทำอะไรที่มันมากกว่านั้นน่ะ เราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง 
     จากกระทั่งมาเจอกับการทำเพลง แล้วก็การที่เราก้าวมาเป็นโปรดิวเซอร์ มาเป็นผู้จัดซีรีส์ที่สามารถนำเสนอเรื่องราวที่มันแตกต่างจากเดิม 

“แน่นอนว่า ความวายมันก็จะมีความขายซีนจิ้น ขายความโรแมนติก ขายโมเม้นต์  แต่เราไม่ได้อยากขายแบบนั้นแล้ว ถ้าแฟนๆ ตามเราด้วยโมเม้นต์ พอไม่มีโมเม้นต์ เดี๋ยวแฟนๆ ก็หายไป เรารู้สึกว่า คนเราอยู่ได้ด้วยความสามารถ ถ้าเราจะเป็นนักแสดง แล้วแฟน ๆ ตามที่เราเป็นนักแสดงน่ะ เราไม่ใช่คนขายโมเม้นต์” 

     ถ้าแฟนๆ รักเราจริงๆ แฟนๆ ต้องให้โอกาสเราไปทำอาชีพของเราจริงๆ ให้เราได้สวมบทบาทที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่เป็นตัวละครนี้ไปตลอด เราอยากจะลองรับบทบาทที่ท้าทายมากขึ้น ได้แสดงความสามารถของเราเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม แล้วการก้าวเป็นนักร้องก็เหมือนกัน มันเป็นความฝันของผม แล้วผมดีใจมากที่แฟนๆ เข้าใจในจุดนี้ และพร้อมที่จะซัพพอร์ตจริง ๆ กับการที่เรามาเป็นนักร้อง

ลิปส์ : กำลังจะได้เล่นละครเต็มตัวด้วยใช่ไหม
ศุภศิษฏ์ : ใช่ครับผม รวมทั้งด้านการผลิตคอนเท็นต์ซีรีส์เองด้วย เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่มีฐานแฟนคลับก็มากในระดับหนึ่ง แล้วก็มีแฟนจากหลายๆ ชาติ ก่อนหน้านี้ผมเกือบจะมีโอกาสได้พูดเรื่อง Soft Power  แต่ตัวงานนี้มันโดนเลื่อนไปก่อน เลยยังไม่มีโอกาสได้พูด แต่มันทำให้เราได้ไปศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็รู้สึกว่า มันเป็นพลังของ influencer ที่สามารถช่วยประเทศได้นะ 
     ผมรู้สึกว่า ยิ่งเรามีแฟนต่างชาติเยอะ แล้วเราก็ได้ทำงานมากับผู้คนที่หลากหลายในประเทศไทย ทำให้รู้ว่า คนไทยเก่งนะ แต่อาจจะขาดระบบการจัดการที่ดี ขาดทุนทรัพย์ ขาดการวางแผน ทำให้เวลาไม่พอ ทำให้งานหลายๆ งานออกมาลวกๆ แต่ทั้งที่เขามีความสามารถนะ ถ้าอย่างนั้นเราจะทำซีรีส์เรื่องหนึ่งขึ้นมาเพื่อถ่ายทอด เพื่อทำให้ต่างชาติเขาเห็นว่า ประเทศไทยก็มีศักยภาพ ในด้านอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงเหมือนกัน 
     ในซีรีส์เรื่อง Aquarium Man ผมจะรับบทเป็นสัตวแพทย์ที่ทำงานในอควาเรียมนี่แหละ ซึ่งคอนเท็นต์หลักๆ ก็จะเป็นเรื่องความมีเมตตาต่อสัตว์โลกและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง และสิ่งแวดล้อม แล้วก็คอนเท็นต์ทางวัฒนธรรมไทยต่างๆ ระบบต่างๆ ในประเทศไทย ที่เราจะโชว์ให้ต่างชาติดูว่า เรามีอย่างนี้อยู่นะ  ความจริงเราวางแผนกับตัวเองไว้ว่าภายในสามปีเดี๋ยวผมจะเป็นผู้จัดฯ แต่นี่มาทำได้ภายในปีเดียว 

ลิปส์ : เป้าหมายภายใน 3 ปีเหมือนเราบรรลุไปแล้วภายในปีนี้  ยังมีเป้าที่ใหญ่กว่านี้อีกไหม
ศุภศิษฏ์ : ถ้าเป้าใหญ่ตอนนี้ก็อยากได้รางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม ที่ไม่ใช่ Popular Vote ที่เป็นแบบกรรมการให้จริง ๆ ทั้งในไทย ทั้งต่างชาติ แล้วก็ถ้าด้านเพลงก็อยากปล่อยอัลบั้มเต็มแล้วก็มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเอง เพราะว่าเราคงไม่สามารถจัดงานคอนเสิร์ตตัวเองได้ ตอนนี้มีสองเพลง แล้วก็วางแผนเรื่องผลงานเพลงด้วย จะได้จัดคอนเสิร์ตใหญ่ได้  

ลิปส์ : ปีนี้คงได้รู้จักคนใหม่ๆเยอะแยะเลยมีใครที่รู้สึกประทับใจเป็นพิเศษบ้าง
ศุภศิษฏ์ :  ปีนี้ผมเจอคนเยอะมากจริงๆ  แต่อย่างแรกเลยที่ต้องขอบคุณ คือ ทีมสตูดิโอที่เข้ามาช่วยงานผม ช่วยดูแลผม เวลาไปทำงานต่างๆ ถ้าผมทำงาน 8 โมง เขาก็ต้องตื่นก่อนผมเพื่อมารับผม แล้วก็เวลาเสร็จงานปุ๊บ เขาก็ต้องมาส่งผมก่อน แล้วก็ค่อยกลับบ้านไปพักผ่อน ถึงบอกว่า ทุกคนสุดยอดมากจริงๆ แล้วมันก็เป็นอย่างนี้มานานมากๆ แล้ว  ในอนาคตก็น่าจะหนักกว่านี้ด้วย  ต้องบอกว่า เป็นทีมที่สุดยอดมากจริงๆ  ดีใจที่ได้มาเจอกันครับ 
     แล้วยังได้เจอศิลปินที่เจ๋งจริงๆ หลายคนในปีนี้ ทุกคนเป็นไอดอลที่เราฟังเพลงเขามาตั้งแต่เด็ก หรือว่าคนที่ เพลงเขาฮิตมากๆ แล้วเราฟังเพลงเขาอยู่ตลอด แต่วันหนึ่งเรามีโอกาสได้ทำงานกับเขา ได้ร้องเพลงคู่เขาอยู่บนเวทีเดียวกับเขา มันตื้นตันใจมากๆ  อย่างพี่แสตมป์-อภิวัชร์ ผมเป็นแฟนคลับเขามาตั้งแต่เพลง “ความคิด” แล้ว เคยไปยืนดูคอนเสิร์ตเขาเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว แล้วอยู่มาวันหนึ่งเราได้ร้องเพลงคู่เขาบนเวที ได้ไปเป็นพระเอกเอ็มวีให้เขา มันสุดยอดมาก 
     พี่ดา เอ็นโดรฟินก็เหมือนกัน เราฟังเพลงเขามาตั้งนาน แล้ววันหนึ่งเราก็ต้องมาร้องเพลง Duet กับเขา มันมีความรู้สึกที่สุดยอดมากเลยนะ ล่าสุดก็ไปขึ้นเวทีกับ  Liptaพี่แทน พี่คัตโตะ ไปร้องบนเวทีของเขาเลย ตื่นเต้นมากๆ ส่วนพี่ลุลา ผมไปร้องเพลงของเขาบนเวที แล้วเขาก็ถ่ายลงสตอรี่ชมผมว่า “ร้องเก่งนะ” ผมตื้นตันมากที่เจ้าของเพลงเขามาชมเรา 
     แล้วก็เพื่อน ๆ ศิลปิน อย่างไนซ์ที่มา featuring ด้วย อย่างที่บอกไนซ์เป็นคนสนุก สอนผมเยอะมาก ส้ม-มารี ก็เหมือนกัน ตอนที่ผมจัดงานโชว์เคสช่วงกันยายนเป็นงานร้องเพลงใหญ่งานหนึ่งของผม ส้มก็เป็นคนสอนเหมือนกัน เขาบอกว่า “ไม่ต้องห่วง เขาก็อยู่กับเราบนเวที ไม่ต้องห่วงอะไรเลย”  น่ารักมาก ๆ ก็  วง Rooftop ก็มาช่วยงานผมหลายรอบแล้ว แล้วก็ทำให้เวทีมันสนุกขึ้นทุกรอบ ดีใจมากจริงๆ แล้วก็ขอโทษด้วยนะที่ผมอาจจะไม่ได้บอกชื่อใครไป ณ ตรงนี้ เพราะเยอะมากจริงๆ 

ลิปส์ : ยังมีใครที่คุณลิสต์ไว้ว่าคนนี้ฉันอยากทำงานด้วยมากๆ แต่ยังไม่ได้ทำอีกไหม 
ศุภศิษฏ์ :  ไอยูได้ไหม เขาเก่งมาก แล้วผมเห็นเขาตั้งแต่ตอนที่เขาเล่นกีต้าร์ แล้วคัฟเวอร์เพลงของ Super Junior เพลง Sorry Sorry แล้วตอนนี้เขาเป็นนักร้อง เป็นนักแสดงที่เก่งมากๆ สุดยอดมาก เขาสู้มากๆ เขาพัฒนาตัวเองตลอด ถ้ามีโอกาสได้ร้องเพลงคู่เขาคงจะดีมากๆ
คนไทยเก่งๆ ตอนนี้มีอยู่ในลิสต์หลายคน ต้องบอกว่า เราเตรียมไว้เพื่อเพลงของเราประมาณ 20 คนได้ที่เราคุยไปแล้ว แต่ยังบอกไม่ได้  น่าจะเป็นอัลบั้มสอง  แต่ก็เตรียมตัวสำหรับอัลบั้มแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะปล่อยปีหน้าครับ 

ลิปส์ : ถ้าต้องมอบรางวัล Person of the Year คิดว่าควรมอบให้ใครดี 
ศุภศิษฏ์ : ขอให้ตัวเองได้ไหม ตลอดหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ถ้าผมมีโอกาสได้กลับไปหาตัวเองตอนเด็กนะ ผมคงจะบอกเขาว่า ไม่ต้องกลัวอะไรเลย ทำแบบที่ตัวเองเป็น แล้ววันหนึ่งจะได้ร้องบนเวทีงานเฟสติวัลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย  คงบอกตัวเองว่าให้สู้ๆ แล้วก็อยากขอบคุณตัวเอง ขอบคุณที่ผ่านเรื่องต่าง ๆ มาจนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าคนอื่นมองว่าอย่างไร แต่สำหรับผมมันยากมากๆ หลายๆ คนชอบบอกว่า โชคดีจังเลยนะ ที่มาเป็นอย่างนี้ได้ แต่คุณรู้หรือเปล่าครับว่า มันผ่านความพยายามมาเยอะแยะมากมาย ผ่านอุปสรรค มาเยอะแยะมากมาย ทั้งถูกคนด่า ตำหนิ  นินทา มีคนที่ดูถูกเราเยอะแยะมากกว่าจะมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่เรามองข้ามมันไป แล้วเราก็มองแค่ความฝันของเรา การอยู่ตรงนี้ได้มันยากมากๆ ครับ 

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในนิตยสารลิปส์ ฉบับธันวาคม 2563
สั่งซื้อออนไลน์ทาง inbox LIPS Magazine

┃Photography : Somkiat K.
┃ขอขอบคุณโรงแรม Centara Grand at CentralWorld 

SHARED :

Recommend