A Well-Rounded Life- กันต์ กันตถาวร

ชีวิตหลากด้านที่สมดุลของพิธีกรเบอร์ต้นๆ ของไทย และบทบาทใหม่ในฐานะยูทูบเบอร์ยอด Sub หลักล้าน

กว่า 10 ปีของการทำงานอยู่บนถนนสายบันเทิงถือเป็นเครื่องพิสูจน์การเกิดมาเพื่อที่จะเป็นของกันต์กันตถาวรพิธีกรหนุ่มหล่ออารมณ์ดีขี้เล่นเป็นกันเองและยูทูบเบอร์เจ้าของช่อง Kan Kantathavorn ผู้ทำงานในแบบเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์และมีระเบียบวินัยสูงคนนี้ได้อย่างแจ่มชัดเพราะในวันนี้เขาสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคและมายืนอยู่ในจุดที่ชีวิตลงตัวและยังได้เป็นตัวของตัวเอง 

     “ผมเข้ามาในวงการนี้จากการเป็นดีเจเป็นนายแบบมาก่อนแล้วถึงมาเป็นนักแสดงตามลำดับ แล้วในวันหนึ่งที่ผมเลือกเป็นพิธีกร ต้องใช้คำว่า “เลือก “ เพราะก่อนหน้านี้ผมเป็นพระเอกอยู่ ตอนนั้นไม่มีใครสนับสนุนให้ผมเป็นพิธีกร เขาบอกคุณอยู่ตรงจุดที่มีคนอีกเป็นร้อยที่อยากเป็นแบบคุณแต่เขาเป็นไม่ได้ แต่เพราะอะไรคุณถึงเลือกที่จะถอย แล้วหันหลังกลับไปทำอีกอย่างหนึ่ง เลือกที่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่เพราะผมอยากเป็นพิธีกร และคิดเสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นการทำงานใด ถ้าตั้งใจจะทำ ทำเลย อย่าเสียเวลา เดี๋ยวผมทำให้ดู” 

     จากวันนั้นจวบจนถึงวันนี้ชีวิตการทำงานของกันต์ 95เปอร์เซ็นต์คือการรับหน้าที่เป็นพิธีกรเป็นหลักและหนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดก็น่าจะเป็นรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้องและ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบซึ่งเขาทำหน้าที่ในฐานะพิธีกรได้ดีด้วยความมีไหวพริบสร้างสีสันและความสนุกให้เกิดขึ้นเสมอมา

     “ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ใช่นักพูดที่ดี แต่ผมเป็นนักฟังที่ดีมากกว่า สำหรบผมพิธีกรที่ดีไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ฟังเก่งแล้วนำสารนั้นมาสื่อสารอีกทีหนึ่ง พิธีกรจึงรับหน้าที่เป็นนักสื่อสาร ไม่ใช่นักพูด ถ้าเป็นนักพูด ต้องเป็นผู้ประกาศข่าวที่อ่านสคริปต์ได้เป๊ะมาก แต่ผมจำสคริปต์ไม่เก่ง ผมจะจำได้ว่ารายการต้องการอะไร คีย์เวิร์ดมีอะไรบ้าง ที่เหลือคือเราทำให้เป็นธรรมชาติ การเป็นพิธีกร คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้คุณเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งมันก็ต่างกับการเป็นนักแสดง ที่เราต้องใช้ความสามารถทุกอย่างที่เรามี ทำให้คนเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนั้นให้ได้มากที่สุด”

     กันต์ไม่เพียงรับบทบาทเป็นพิธีกรหนุ่มคนรุ่นใหม่ที่ครองใจผู้ชมได้มากที่สุดอยู่ในเวลานี้แต่เขายังได้ริเริ่มทำแชนเนลยูทูบของตัวเองภายใต้ชื่อ Kan Kantathavorn ที่สร้างสรรค์รายการแสนสนุกอย่างกันต์เองโดยกันต์รับหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินรายการคู่กับภรรยาพลอย-อัยดาศรีมูลตรีซึ่งมาจนถึงตอนนี้แชนเนลยูทูบของเขาและภรรยามียอด subscribers 1 ล้านกว่าคนและยอดติดตามในเพจเฟซบุ๊ก kankantathavorn เกือบ 3 ล้านคนในระยะเวลาเพียง 1 ปี

     “การทำแชนเนลยูทูบเกิดจากภรรยาของผมที่เขาเห็นเราในฐานะพิธีกร เป็นผู้ดำเนินรายการ แต่มีน้อยคนที่จะเห็นว่าจริงๆ แล้ว เราใช้ชีวิตแบบไหน หรือว่าชีวิตคู่ของเราเป็นอย่างไร เลยเกิดเป็นรายการ “กันต์เอง” ขึ้นมา ซึ่งการทำช่องสำหรับผม ผมคิดว่า “Content is the king” คือไม่ใช่แค่ภาพสวยอย่างเดียว เพราะการเล่าเรื่องในรายการสำคัญที่สุด ผมคิดเสมอว่าสุดท้ายแล้วปลายทางผู้ชมจะได้อะไร ไม่ใช่ว่าเราชอบอะไร 
     …ผมลงคลิปอาทิตย์ละ 3 คลิปครับ ซึ่งถือว่าบ่อยมากสำหรับคนที่มีเวลาน้อยแบบผม เพราะฉะนั้น สิ่งที่นำเสนอก็จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องไลฟ์สไตล์กับสิ่งที่เราหยิบจับ ผมเชื่อว่า คอนเทนต์มีอยู่รอบตัว เพียงแค่เราจะนำเสนออย่างไรแค่นั้นเอง บางครั้งแค่พลอยแต่งหน้าเราก็ได้คลิปใหม่ๆ มาลงแล้ว ตอนแรกผมก็ไม่เห็นว่ามันจะน่าสนใจ แค่พลอยแต่งหน้า พอนั่งดูไป เราเห็นปัญหาแล้วเราใส่คำตอบลงไป ปัญหา คือ ก่อนแต่งหน้ามีปัญหาอะไร หลังแต่งแล้วแก้ไขจุดบกพร่องบนใบหน้าได้อย่างไร อย่างนี้มันก็น่าสนใจมากขึ้น

     …ในส่วนของการทำงานพลอยเขาจะรู้นิสัยของผมว่า ในความเป็นธรรมชาติแต่ทุกอย่างต้องเป๊ะ ต้องรู้จริง คือผมจะมีคำถาม ถ้าผมไม่รู้ผมจะไม่ปล่อยผ่าน และถ่ายรายการผมจะต้องรู้ว่ามีกล้องกี่ตัว ในทุกๆ รายการจะมีใครร่วมรายการบ้าง จะเริ่มถ่ายกี่โมง จะเลิกกี่โมง รายการต้องการอะไร แล้วเราขาดอะไร ผมจะเติมอะไรได้บ้าง เพราะฉะนั้น ผมจะต้องรู้ทุกอย่าง ผมเรียกการทำงานแบบนี้ว่า เป็นการทำงานแบบเข้าเส้น ไม่ใช่แค่เข้าใจ 
     …แต่จริงๆ ผมก็ยังไม่ได้ Expert ขนาดนั้น ผมเองก็เป็น Newcomer ที่เพิ่งเข้ามาทำตรงนี้ เพราะกว่าผมจะเข้าใจยูทูบ หรือว่าเฟซบุ๊ก ผมใช้เวลาในการศึกษาอยู่นานนะครับ ทุกวันนี้โลกหมุนเร็วมาก เราหมุนตามโลกแทบจะไม่ทัน เพราะฉะนั้น มันไม่ง่ายหรอก คุณต้องลงมือทำ เรียนรู้ และเข้าใจมันจริงๆ ถึงจะประสบความสำเร็จ เพราะถ้ามันเป็นแค่เรื่องง่ายๆ หรือฉาบฉวย ก็คงมีแต่คนทำเต็มไปหมด ประสบความสำเร็จกันเต็มไปหมดแล้ว” 

     หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนกันต์รู้สึกว่าการทำงาน 7 วันสำหรับเขาคือเรื่องที่ดีเพราะเป้าหมายหลักคือการทำงานหารายได้แต่ในวันนี้มุมมองชีวิตในโลกอนาคตของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“ผมรู้สึกว่า เราต้องบาลานซ์ชีวิตของเราให้ได้ ให้มันกลมกลึงมากที่สุด ผมไม่อยากให้กราฟชีวิตของตัวเองมันพุ่งสูงปรี๊ดไปด้านใดด้านหนึ่ง ผมอยากให้ชีวิตของผมเป็นวงกลม นั่นหมายถึงผมมีเวลาให้กับครอบครัว ให้กับเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ กับลูกหมาลูกแมวของผม 

     …เวลาทำงานก็มีความสุข เจอเพื่อนก็มีความสุข ไม่ใช่ว่าเพื่อนชวนสังสรรค์ ไม่ว่างตลอดเวลา จนเพื่อนไม่ชวน ซึ่งผมเคยเป็นแบบนั้น หรือว่าคุณพ่อคุณแม่ชวนทานข้าว เราก็ไม่ว่าง เพราะทำงาน 
     …ผมรู้สึกว่าชีวิตอย่างนั้นมันมีความสุขอยู่ในขณะหนึ่ง ในช่วงที่เราเป็นเฟิร์สจ๊อบเปอร์ แต่พอเราโตขึ้นผมรู้สึกว่าเราควรจะบาลานซ์ชีวิตให้มีความสุข เพราะเป้าหมายของผมคือต้องการมีความสุขมากกว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเพียงอย่างเดียว”

     จากคำตอบของกันต์ในวันนี้เราไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดที่ได้เห็นชายหนุ่มทำกิจกรรมต่างๆที่เขาชื่นชอบอย่างการแบ่งเวลาให้กับการออกกำลังกายด้วยการต่อยมวยกระโดดเชือกเลี้ยงสุนัขและแมวหลายตัว

     “ผมอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบตัว และในฐานะพิธีกรเราก็จะสื่อสารให้คนเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงต้องกระโดดเชือก ผมไม่ได้ชอบออกกำลังกาย ผมชอบผลลัพธ์ของการออกกำลังกาย แปลว่าผมอยากอยู่กับมันให้น้อยที่สุด แต่ผมต้องการผลลัพธ์ที่ได้มากที่สุด การกระโดดเชือกมันเลยตอบโจทย์ เพราะใช้เวลาสั้นแต่ได้ผลเร็ว ประหยัดพื้นที่ และประหยัดค่าใช้จ่าย คุณมีแค่เชือก 1 เส้นกับรองเท้าผ้าใบ 1 คู่ จบ แล้วยิ่งวิกฤตการณ์โควิด-19 ผมว่า การกระโดดเชือกน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือคุณจะเด็กลง คุณจะต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ เพราะว่าไซส์คุณเล็กลง คุณเหนื่อยยากขึ้น เพราะว่าคุณแข็งแรงขึ้น นี่คือสิ่งที่คุณจะได้รับ 

     …นอกจากการออกกำลังกายผมยังชอบเลี้ยงสัตว์ ผมเป็นคนชอบน้องหมา อยากเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก แต่คุณแม่ไม่ให้เลี้ยงเนื่องจากผมเป็นภูมิแพ้ และถ้าเลี้ยงตอนเด็ก ผมมีหน้าที่เล่น แม่มีหน้าที่เลี้ยง อันนี้เข้าใจได้ แต่พอมาเจอคุณพลอย เขาเลี้ยงหมาสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียนชื่อหมูปิ้ง ต้องเรียกว่าเป็นหมาตัวแรกของผมเลยในตอนนั้น จนผมรู้สึกว่าอยากมีหมาของตัวเองบ้าง ผมก็เลือกสุนัขพันธุ์ต่างๆ ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ ที่เราดูแลเขาได้ดี ก็มาเจอชิบะอินุ ซึ่งตอบโจทย์ของผมหมดเลยครับ คือไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลเขาเยอะ แต่ต้องมีนะ  ไม่ต้องเปิดแอร์ให้เขาอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เข้ากับคนง่าย ใจดี แล้วก็มีแต่คนทักว่าหน้าเหมือนผมเลย (หัวเราะ) สรุปผมมีชิบะ 6 ตัว ปอมเมอเรเนียน 1 ตัว และแมว 1 ตัวที่เลี้ยงอยู่เป็นเหมือนเพื่อนเป็นเหมือนเป็นลูกในตอนนี้ 
     …ส่วนลูกจริงๆ ถ้าถามผมว่าเมื่อไรผมจะเป็นคุณพ่อสักที จากตอนแรกที่คิดว่าคงจะไม่มีเพราะสังคมมันน่ากลัว เราจะเป็นวัคซีนให้เขาได้อย่างไร ในเมื่อไวรัสมันอยู่รอบตัวเต็มไปหมด นั่นคือสาเหตุที่ผมไม่อยากมี ก็คุยกับพลอย เขาก็บอกว่า เราสองคนไม่เคยมีประสบการณ์ในการเป็นพ่อคนแม่คนมาก่อน และนั่นเป็นประสบการณ์ล้ำค่า ถ้าเรามีลูก เราแค่เติบโตไปพร้อมเขาดีกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ตัดสินใจว่าจะมี ปล่อยไปตามธรรมชาติ และจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดครับ”

┃Photography : Somkiat K.

SHARED :

Recommend