Know Your ‘Personal Color’ ทำไมการเลือกเฉดเฉพาะตัวถึงสำคัญ

ทำความรู้จัก Personal Color เพื่อการเลือกใช้เฉดสีที่เหมาะสมกับตัวคุณมากที่สุด!

สายบิวตี้หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินคำว่า ‘Personal Color’ ผ่านหูกันมาบ้างเพราะว่าเป็นเทรนด์บิวตี้ที่กำลังบูมมากในบ้านเราแต่ความจริงแล้วศาสตร์ Personal Color นี้อยู่คู่กับวงการบิวตี้และแฟชั่นทั่วโลกมานานแล้วเพราะเป็นศาสตร์ในการเลือกใช้สีสันให้เข้ากับบุคคลโดยอิงจากโทนสีผิว ความสว่าง และความชัดของสีผิวของเราเพื่อให้ขับเฉดสีในตัวของเราให้สดใสและเปล่งประกายมากที่สุด 

มาทำความรู้จักศาสตร์เกี่ยวกับสีสันนี้กันคร่าวๆ ก่อน Personal Color คือการวิเคราะห์ว่าเราเหมาะกับโทนสีไหนมาที่สุดซึ่งโทนสีต่างๆ จะถูกแยกออกเป็นฤดูกาลในธรรมชาติ เช่น Spring Summer Autumn และ Winter ซึ่งการจะหาว่าเราคือ Personal Color ประเภทไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะกายภาพโดยรวมของเราอิงจากสีของตา ผม และโทนสีผิวของคุณ ซึ่งเมื่อเราคนพบแล้วว่าเราอยู่ในฤดูกาลไหนเราก็จะสามารถใช้เลือกใช้สีสันในเมคอัพรวมถึงการแต่งตัวได้เข้ากับโทนสีในตัวของคุณและช่วยทำให้คุณโดดเด่นและดูดีมากยิ่งขึ้น

จริงๆ แล้วศาสตร์ Personal Color นั้นไม่ใช่ศาสตร์ใหม่เพราะจริงๆ แล้วมันมีต้นกำเนิดมาจากเหล่าศิลปินแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ที่พยายามทำความเข้าใจในสีสันต่างๆ จากฤดูกาลในธรรมชาติเพื่อนำเอาเฉดสีเหล่านั้นมาถ่ายทอดลงผลงานศิลปะให้สมจริงมากที่สุด แต่ไม่จบเพียงแค่นั้นศาสตร์ Personal Color นี้ได้ถูกมานำประยุกต์ใช้กับกางแต่งตัวและแต่งหน้าเมื่อช่วงปี 1980s โดย Carole Jackson ผู้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า ‘Color Me Beautiful’ ซึ่งเธอที่ได้นำสีสันจากฤดูกาลต่างมาใช้วิเคราะห์และจำแนกประเภทสีของบุคคลโดยใช้ทฤษฎีสีต่างๆ 

ซึ่งในช่วงนั้นศาสตร์ Personal Color นั้นมีการจำแนกสีสันของบุคคลด้วยทฤษฎีที่ไม่ครอบคลุมเหมือนปัจจุบันนี้แต่เรียกว่า Carole เป็นผู้นำเอาศาสตร์นี้เข้ามาในโลกของแฟชั่นและบิวตี้อย่างแท้จริงและแพร่กระจายไปทั่วโลกในทุกๆ แวดวงเลย ไม่ว่าจะตะวันตกหรือตะวันออกศาสตร์นี้ได้รับความนิยมมากโดยเฉพาะในเอเชียที่มีสถาบันสำหรับการวิเคราะห์ Personal Color กันอย่างจริงจังหรืออย่างในไทยเราก็มีศาสตร์นี้มานานแล้วแต่จะอยู่ในวงการปรับบุคลิกภาพต่างๆ เช่น การปรับลุคสมัครแอร์โฮสเตส 

วันนี้เราเลยพาทุกคนมาทำความรู้จักและเช็ค Personal Color ของตัวเองคร่าวๆ กันดีกว่าว่าตัวเรานั้นมี Perosonal Color ประเภทใดและเหมาะกับเฉดสีโทนไหนเพื่อที่เราจะได้เลือกใช้สีที่เหมาะสมกับตัวเอง

Personal Color Analysis

ซึ่งตามหลักการจำแนก Personal Color แล้วปัจจุบันได้มีการนำเอาทฤษฎีเกี่ยวกับสีสัน 3 ทฤษฎีมาใช้ในการจำแนกสามารถจำสีแนกต่างๆ ออกเป็น 4 ฤดูกาลตามคาแรกเตอร์ฤดูกาลนั้นๆ ซึ่งทฤษฎีเหล่านั้นประกอบด้วย Hue, Value & Contrat และ Chroma จะมาช่วยทำให้เรารู้จัก Personal Color ที่แท้จริงของตัวเองได้อย่างง่ายดาย

1. Hue or Temperature (Undertone)

ทฤษฎีแรกอย่าง Hue หรือ Temperature เป็นทฤษฎีหลักเกี่ยวกับอุณหภูมิของสีที่สามารถจะบอกเราว่าเฉดสีไหนร้อนหรือเย็น ซึ่งทฤษฎีนี้กล่าวไว้ว่าหากสีสันไหนที่มีสีเหลืองเจืออยู่มากเท่าไหร่ก็แสดงว่าสีเหล่านั้นเป็นสีโทนร้อน เช่น สีเหลือง  สีส้ม สีน้ำตาล ส่วนเฉดสีไหนที่มีสีน้ำเงินเจือเท่าไหร่อยู่มากก็แสดงว่าสีนั้นเป็นสีโทนเย็น เช่น สีน้ำเงิน สีม่วง สีฟ้า นอกจากนี้ยังมีสีที่เป็นกลางไม่ติดร้อนหรือเย็นมากเกินไปได้แก่ สีเขียว และสีแดงซึ่งสีแดงล้วนเป็นแม่สีที่ไม่มีสีโทนร้อนอย่างสีเหลืองและสีโทนเย็นอย่างสีน้ำเงินผสมอยู่ ส่วนสีเขียวบริสุทธิ์นั้นเกิดจากการนำแม่สีอย่างสีเหลืองและสีน้ำเงินมาผสมในสัดส่วนที่เท่ากัน

จากทฤษฎีเกี่ยวกับอุณหภูมิผิวที่กล่าวไปข้างซึ่งสอดคล้องกับ Undertone ในผิวของหนังมนุษย์ที่แบ่งผิวออกเป็นสามประเภทได้แก่ ผิวโทนเหลือง (Warm Undertone) ผิวโทนชมพู (Cool Undertone) และผิวกลาง (Neutral Undertone) ทำให้ทฤษฎีนี้จะสามารถบอกได้ว่าเราอยู่ใน Personal Color โทนร้อนหรือโทนเย็น กล่าวได้ว่าหากใครมีผิวโทนเหลืองก็จะไปอยู่ใน Personal Color อย่างฤดูกาล Spring กับ Autumn ที่เหมาะกับเฉดสีโทนร้อนอย่าง สีเหลือง สีส้ม สีน้ำตาล ส่วนใครที่มีผิวโทนเย็นก็จะไปอยู่ใน Personal Color อย่างฤดูกาล Summer กับ Winter ที่เหมาะมากกับสีโทนเย็นอย่าง สีน้ำเงิน สีฟ้า สีชมพู สีม่วง  

นอกจากนั้นยังมีคนประเภทที่ไม่ได้ติดเหลืองหรือติดชมพูมากเกินไปอย่างผิวกลางหรือ Neutral Undertone ซึ่งคนประเภทนี้สามารถเป็น Personal Color ได้หลายแบบหลายฤดูกาลต้องอาศัยการวิเคราะห์จากสีผม สีตา และคาแรกเตอร์เพิ่มเติมด้วยเพื่อจำแนกว่าอยู่ใน Personal Color แบบไหนแต่ส่วนมากคนที่มีผิวกลางนั้นสามารถมี Personal Color ได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับการกรูมมิ่งตัวเอง เช่น การย้อมผม การแต่งหน้า รวมไปถึงการใส่คอนแทนเลนส์ 

Tricks: ซึ่งเรามีทริคง่ายๆ ที่สามารถเช็ค Undertone ผิวของเราได้เพียงแค่สังเกตจากเส้นเลือดใต้ผิวของเรา ถ้าเส้นเลือดเป็นสีเขียวนั่นหมายถึงว่าคุณมีแนวโน้มจะมีผิวโทนเหลือง และถ้าเส้นเลือดสีน้ำเงินนั่นแสดงว่าคุณมีแนวโน้มจะมีผิวโทนชมพู และถ้าหากเส้นเลือกของคุณนั้นมีทั้งสีเขียวและสีน้ำเงินแสดงว่าคุณมีแนวโน้มเป็นผิวโทนกลาง 

2. Value & Contrast 

อีกทฤษฎีที่จะมาช่วยจำแนก Personal Color แตกออกเป็นฤดูกาลไหนนั่นก็คือ Value หรือค่ากำหนดความเข้มของสีหรือพูดง่ายๆ ก็คือความสว่าง (Light) และความมืด (Deep) ของสีสันนั้นเอง ซึ่งหากสีนั้นมีความสว่างมากๆ ก็จะอยู่ใน Personal Color ฤดูกาลที่มีคาแรกเตอร์สดใสและมีสีที่สว่างอย่าง Spring และ Summer แต่ถ้าหากสีนั้นมีความมืดของสีมากก็อยู่ใน Personal Color ฤดูกาลที่มีคาแรกเตอร์สุขุมและมีสีเข้มอย่าง Autumn และ Winter 

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเราเหมาะกับ Personal Color แบบไหนในส่วนนี้ต้องเอาเรื่อง Contrast หรือการตัดกันของสีบนในหน้าของเรามาช่วยวิเคราะห์ซึ่งขึ้นอยู่กับโครงหน้า สีผิว สีผม สีตา รวมถึงเส้นต่างๆ บนในหน้าแบ่งออกเป็น Hight Contrast และ Low Contrast หากใครมีโครงหน้าที่ชัด เส้นคิ้วชัด ขนตาชัด และผมที่เข้มก็จะบอกได้เลยว่าเราเป็น Hight Contrast เหมาะมากกับ Personal Color อย่าง Autumn และ Winter หากเรามีผมไม่เข้มมาก สีผิวไม่ตัดกับสีผมมาก ขนบนใบหน้าไม่ชัดก็แสดงว่าเราเป็น Low Contrast เหมาะกับ  Personal Color อย่าง Spring และ Summer 

3. Chroma 

นอกจากความเข้มและความอ่อนรวมถึงโทนร้อนและโทนเย็นที่พอจะช่วยเราจำแนก Personal Color ของตัวเราเองได้แล้วเรายังมีอีกหนึ่งทฤษฎีที่ช่วยให้เราหาฤดูกาลที่แท้จริงของเราได้ ซึ่งหากใครยังงงว่า Personal Color ที่แท้จริงของเรานั้นคืออะไรทฤษฎีสุดท้ายที่จะมาช่วยเราแยกว่าเราเป็นฤดูกาลไหนกันแน่อย่าง Chroma หรือความอิ่มตัวของสีซึ่งยิ่งความอิ่มตัวของสีชัดเจนมากเราจะเรียกว่า Brigt Color และถ้ามีความอิ่มตัวน้อยหรือพูดง่ายๆ ว่าคือสีที่ติดเทาเราจะเรียกว่า Soft Color หรือ Muted Color 

ซึ่ง Bright Color นั้นจะเป็นสีของคน Personal Color อย่าง Spring และ Winter ซึ่งมีคาแรกเตอร์และค่าสีที่ชัดเจนอย่างเช่นสดใสสุดๆ หรือสุขุมสุดๆ เหมาะกับแม่สีสดๆ อย่าง สีเหลือง สีส้ม สีน้ำเงิน และสีแดงส่วน Soft Color หรือ Muted Color จะเป็นสีของ Personal Color อย่าง Summer และ Autumn ที่มีคาแรกเตอร์หวานๆ เหมาะกับสีซอฟต์อย่างสีพาสเทลหรือสีตุ่นๆ ติดเทาๆ

Personal Color Identity

เมื่อเรารู้คร่าวๆ แล้วว่าเราเป็น Personal Color ประเภทหรือฤดูกาลไหนแล้วเราก็จะพอจะรู้แล้วว่าเราจะต้องเลือกใช้สีคาแรกเตอร์ประมาณไหนเพื่อที่จะเข้ากับตัวเอง ในหัวข้อนี้เราจะมาพูดถึงเอกลักษณ์และคาแรกเตอร์ของแต่ละฤดูกาล รวมถึงบอกว่า Personal Color แบบไหนควรใส่เสื้อผ้าโทนสีไหน แต่งหน้าแบบไหน ทำสีผมอย่างไร และไม่ควรใช้สีไหน!

1. Spring 

คนใน Personal Color ฤดูกาล Spring นั้นจะมีผิวโทนเหลือง มีการตัดบนใบหน้าต่ำ (Low Contrast) รวมถึงผิวมีความอิ่มตัวสีสูง (Bright Color) ซึ่งคนในฤดูกาลนี้จะมีบุคลิกสดใสร่าเริง เป็นคนที่ดูน่ารัก เฟรนด์ลี่ คนในฤดูกาลนี้จึงเหมาะกับสีสันโทนสดใสแต่ก็จะต้องเป็นโทนสีอุ่นอย่างสีโทนส้ม สีเหลือง สีเขียวอ่อน รวมถึงสีพีชและสีโอลด์โรส 

ในส่วนของการแต่งหน้าของสาว Spring ก็ต้องเป็นโทนสีจำพวก Coral, Peach, Salmon รวมไปถึงโทนสีส้มเฉดอื่นๆ ซึ่งสีโทนนี้เป็นโทนสีถนัดและเหมาะกับสาวฤดูกาลนี้ สีผมเราแนะนำเป็นสีสว่างที่ติดเหลืองหรือติดส้มได้ทั้งหมด แต่ข้อสำคัญคือคนฤดูกาล Spring นั้นควรให้หลีกเลี่ยงพวกโทนสีเข้มอย่างสีน้ำเงิน สีน้ำตาลอิฐ สีม่วงเข้ม เพราะจะทำให้ดูหมองมากๆ 

Example: Emma Watson, Blake Lively and Rose Blackpink

2. Summer 

มาต่อกันที่ฤดูกาลที่สองอย่าง Summer คนในฤดูกาลนี้จะมีผิวโทนชมพู มีการตัดบนใบหน้าต่ำ (Low Contrast) แต่มีความอิ่มตัวของผิวต่ำ (Soft Color) ทำให้ถึงชื่อจะดูสดใสแต่คนฤดูกาลนี้ไม่ได้เหมาะกับสีโทนร้อนหรือแม่สีสดๆ เลย เพราะว่าสาวฤดูกาลนี้มีคาแรกเตอร์หวานๆ ลูกคุณหนู และดูเข้าถึงยากกว่าฤดูกาล Spring แต่ยังมีความสดใสอยู่ในขณะเดียวกันก็มีความซอฟต์เหมือนคาแรกเตอร์จึงเหมาะกับสีโทนอ่อนๆ เย็นอย่างสีฟ้า สีม่วงอ่อน สียีน หรือสีติดเทาทั้งหลายอย่าง สีเทาอ่อน สีใบเสจ 

ในส่วนของการแต่งหน้าเรียกว่าไปได้แทบทุกทางทั้งชมพู ม่วง หรือแม้แต่สีแดงแต่ให้หลีกเลี่ยงพวกโทนสีร้อนอย่างสีส้มหรือสีน้ำตาลอมส้มจะดีที่สุด ส่วนสีผมก็ไปได้หมดแต่ให้เน้นไปในโทนหม่นๆ ไม่แนะนำพวกสีส้ม สีน้ำตาลอิฐเหมือนที่บอกไปเพราะเป็นสีต้องห้ามของสาวฤดูกาลนี้ 

Example: Elle Fanning, Margot Robbie and Sarah Jessica Parker

3. Autumn

สาวฤดูกาลต่อมาอย่าง Autumn คนในฤดูกาลนี้จะมีสีผิวโทนเหลือง มีการตัดกันบนใบหน้าสูง (High Contrast) แต่มีความอิ่มตัวของผิวต่ำ (Soft Color) ทำให้ดูมีความผู้ใหญ่ ดูสุขุมนุ่มลึก แต่ยังมีความน่าเข้าหาและน่ารักกว่าฤดูกาลถัดไปอย่าง Winter ซึ่งฤดูกาลนี้สาวๆ ไทยรวมถึงสาวตะวันตกที่เข้ากับนิยามสายฝอเป็น Personal Color ชนิดนี้เยอะมากๆ โดยสีที่เหมาะกับสาวฤดูกาลนี้จะเป็นพวกสีเอิร์ธโทนอย่างเช่น สีน้ำตาล สีเขียวเข้ม สีกากี สีเบจ รวมไปถึงสีมาสตาร์ด 

ในส่วนของเมคอัพต้องเป็นโทนน้ำตาลที่ไม่ติดเทาเท่านั้นจะช่วยทำให้หน้าดูเปล่งประกาย ส่วนสีลิปนี้เหมาะมากกับสีส้มอิฐ สีนู้ดน้ำตาล สีน้ำตาล หรือแม้สีเบอร์กันดี สีผมเราแนะนำว่าเป็นโทนสีน้ำตาล โทนสีบลอนด์เข้ม รวมถึงติด Ash ก็สามารถไปได้เพราะคนในฤดูนี้มีความ Soft Color แต่พวกเธอไม่เหมาะกับเฉดสีสดๆ ของคนฤดูกาล Spring หรือ Winter 

Example: Jennifer Lopez, Gigi Hadid and Kim Kardashian

4. Winter

ฤดูกาลสุดท้ายอย่าง Winter ซึ่งคนในฤดูกาลนี้ส่วนใหญ่มีสีผิวโทนชมพู มีการตัดกันบนใบหน้าสูง (High Contrast) รวมถึงผิวมีความอิ่มตัวสีสูง (Bright Color) เรียกว่าเป็น Personal Color ในอุดมคติของใครหลายๆ คนเพราะดูเซ็กซี่ ลึกลับ และสูงส่งถ้าจะให้ฉายาก็คงเหมาะกับคำว่า ‘ราชินีน้ำแข็ง’ ที่สุดแต่จะบอกว่าสาวไทยนั้นเป็น Personal Color นี้กันน้อยมากๆ ในส่วนของเมคอัพนั้นเหมาะกับเมคอัพโทนชมพู แดง และม่วงมากๆ เพราะขับผิวสุดๆ หรือแม้แต่ Graphic Liner ก็เอาอยู่

ส่วนสีผมจะเป็นสีอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากสีดำเพราะจะขับผิวให้ช่วยเปล่งปังแถมขับความตัดกันบนใบหน้าและขับความอิ่มตัวของผิวให้โดดเด่นขึ้นไปอีก แต่สีที่ควรหลีกเลี่ยงเอามากๆ ก็เป็นสีของโทน Autumn อย่างสีน้ำตาล สีเขียวเข้ม สีกากี สีเบจ และสีมาสตาร์ด 

Example: Eva Green, Fan Bingbing and Lupita Nyong’o

SHARED :

Recommend

17 April 2565

THE BEAUTY INGREDIENT TREND

มารู้จักกับ Cannabidiol (CBD) ส่วนผสมความงามที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

READ MORE