Intercontinental Hua Hin Resort

สัมผัสเสน่ห์หัวหินในยุคโคโลเนียลผ่านบริบทใหม่ที่แสนสะดวกสบาย และน่าประทับใจในทุกมุม

เมืองตากอากาศเก่าแก่อย่างหัวหินนั้นไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยหรือจะให้ไปซ้ำสักกี่ครั้งก็ยังไม่เบื่อวีคเอ็นด์นี้จึงขอชวนลิปสเตอร์ไปแวะพักผ่อนในโรงแรมที่เราไปทีไรก็สบายใจและรู้สึกอบอุ่นใจไปกับบรรยากาศหัวหินในยุคเก่าก่อนนั่นก็คือ Intercontinental Hua Hin Resort นี่เอง

     โรงแรมแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของหัวหิน อย่างพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมไทยในสมัยโบราณ ที่นิยมการทำระเบียงกว้างและระแนงไม้ขัดแตะ นี่เลยเป็นเหตุผลให้โรงแรมที่มีโครงสร้างแบบโคโลเนียลแห่งนี้ ถูกตกแต่งและปกคลุมภายนอกด้วยแนวระแนงไม้เป็นส่วนใหญ่  ซึ่งนอกจากจะให้ทัศนียภาพแบบไทย และบ่งบอกความเป็นหัวหินแล้ว ยังช่วยบดบังแดดไม่ให้ลอดผ่านเข้าไปให้ห้องพักอีกด้วย

     ห้องพักของที่นี่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งและถูกตกแต่งเป็นสองสไตล์ ฝั่งที่อยู่ติดกับถนนเพชรเกษมและห้างบลูพอร์ตจะเรียกว่า “บลูพอร์ตวิง” ห้องพัก Superior ไปจนถึง Superior Suiteกว่า 40 ห้องของอาคารฝั่งนี้แตกต่างกันเพียงขนาดห้องเท่านั้น แต่ภายในถูกตกแต่งแบบเดียวกันหมด ด้วยหินอ่อนสีขาวตัดกับสีน้ำตาลเข้มจากเครื่องเรือนสไตล์โคโลเนียล ตั้งแต่เก้าอี้ ชั้นวางโทรทัศน์ ไปจนถึงเตียงนอน ให้บรรยากาศที่อ่อนโยนและนุ่มนวล ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายทันทีที่ได้ก้าวข้ามไป

     แต่เมื่อมาถึงหัวหินทั้งที ห้องพักอีก 119 ห้องที่ติดกับทะเลในอาคารฝั่ง “บีชวิง” ดูน่าจะเหมาะกับการมาพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ที่สุด เพราะมีสไตล์ของห้องพักให้เลือกเยอะกว่า อย่างห้องพักแบบ Premier Pool Terrace ที่ตกแต่งผสมผสานสไตล์โคโลเนียลให้เข้ากับความเป็นไทยแบบร่วมสมัย คือ ตัวเลือกที่เราอยากจะแนะนำ เพราะเดินจากระเบียงห้องเพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถลงไปแช่ตัวในสระว่ายน้ำที่เชื่อมกันอยู่ได้แล้ว  มีภูมิทัศน์สีเขียวจากทิวแถวต้นปาล์มตั้งเป็นแนวกั้นที่ช่วยพรางสายตาไม่ให้คนภายนอกมองเห็นภายในจึงให้ความรู้สึกที่เป็นส่วนตัว

     ถ้าอยากจะได้รับกลิ่นอายของทะเลเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ต้องเลือกห้องพักแบบ Resort Classic Suite ที่ตั้งอยู่บนปึกของชายหาด ซึ่งเราชอบห้องสูทนี้มากเพราะว่าให้บรรยากาศแบบวิคตอเรียที่แตกต่างจากห้องพักแบบอื่น และยังได้จับจองจุดชมวิวส่วนตัวที่สามารถมองเห็นชายหาดได้เลยจากบนห้องนอน ห้องสูทนี้เลยกลายเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สุดแล้ว 
     ส่วนใครที่มองหาพื้นที่ที่ให้ความเป็นส่วนตัวได้อย่างแท้จริง La Residence ที่เปรียบเสมือนบ้านพักตากอากาศเสียมากกว่าห้องพัก คงจะตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด เพราะลิปสเตอร์จะได้ครอบครองอาคารสองชั้นหลังใหญ่ที่ตกแต่งในสไตล์วิคตอเรียน-ไทยคลาสสิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจหลักในการออกแบบมาจากความสวยงามของพระราชวังฤดูร้อนของรัชกาลที่ 6 ตั้งบนพื้นที่ส่วนตัวกว่า 480 ตารางเมตร ซึ่งตั้งแยกออกมาจากอาคารหลักอื่นๆ 

     ชั้นบนของอาคาร มีห้องนอนสองห้องที่มาพร้อมห้องน้ำในตัว และมีระเบียงขนาดกว้างที่มองเห็นทิวทัศน์ทะเลอ่าวไทยได้อย่างสุดสายตา ชั้นล่างเป็นห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานและห้องครัวขนาดใหญ่ ส่วนด้านนอกมีสระว่ายน้ำริมทะเลและสวนพร้อมที่นั่งเอกเขนก ที่สามารถจัดงานเลี้ยงรองรับแขกได้มากถึง 30 คน La Residence จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของคู่ข้าวใหม่ปลามัน หรือจะเป็นจุดหมายสำหรับทริปพักผ่อนของครอบครัวใหญ่

     ช่วงเช้าและกลางวัน ไม่ต้องออกไปทานอาหารข้างนอกให้สุ่มเสี่ยง แค่เดินตรงจากล็อบบี้ของอาคารฝั่งบีชวิงตรงไปทางชายหาด ผ่านสระว่ายน้ำขนาดใหญ่และบาร์เคริ่องดื่มริมสระไปจนสุดทางเดิน จะเจอกับอซัวร์ (Azure) อยู่ทางซ้ายมือ ห้องอาหารริมชายหาดหัวหินแห่งนี้เสิร์ฟอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนในคอนเซ็ปต์ “You Grab, We Cook” ที่สาวๆ สามารถเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงได้ด้วยมือตัวเองจากสเตชั่น และครีเอทเมนูที่ต้องการโดยเชฟอวี่ฟาน (Yi-Fan) เชฟชาวไต้หวัน และเชฟจ้อน เชฟไทยระดับมืออาชีพประจำห้องอาหาร มาปรุงกันแบบสดๆ ในสไตล์และความชอบของแต่ละคน ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี อย่างเนื้อหมูหรือผักก็จะต้องได้จากฟาร์มออร์แกนิกในท้องถิ่นเท่านั้น ส่วนอาหารทะเลก็ส่งตรงขึ้นมาจากทะเลหัวหินสดใหม่ทุกวัน เรียกได้ว่าลิปส์เตอร์จะได้รับประสบการณ์ของการรับประทานอาหารในแบบ “Farm-and-Sea-to-Table” ที่ดีต่อสุขภาพแบบครบวงจร

     ช่วงบ่ายที่ไม่มีแพลนจะไปท่องเที่ยวที่ไหนในย่านหัวหิน เราขอแนะนำให้ลงมาสั่งเซต Afternoon Tea ที่ Club Intercontinental Beach Front ก็จะเปลี่ยนช่วงเวลาที่น่าเบื่อให้มีความสนุกขึ้นได้ แต่ถ้าไม่อยากพบปะผู้คนมากมายทั้งบรรดานักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ในคลับและเด็กๆ ริมสระว่ายน้ำ เดินข้ามสะพานลอยไปอาคารฝั่งบลูพอร์ตวิงแทนน่าจะดีกว่า เพราะ Tea Salon ของฝั่งนั้นสงบมากจนเหมาะจะมานั่งอ่านหนังสือสักเล่ม

     หรือไม่อยากขลุกตัวอยู่แต่ในโรงแรมอย่างเดียว 111 Social Club คาเฟ่ริมชายหาดเปิดใหม่ ในเครือของโรงแรม ที่อยู่ห่างไปเพียงแค่ 15 นาที ก็เป็นอีกจุดหมายหนึ่งที่สาวๆ สายโซเชียลน่าจะถูกใจ ด้วยการโครงสร้างแบบโมเดิร์นโคโลเนียลบนอาคารเรือนไม้สีขาวล้วน ทำให้เป็นฉากหลังที่เหมาะแก่การถ่ายภาพไปโพสต์อวดเพื่อนมากๆ

Tokyo Mist x ตะโก้ร้านเสวย

     สิ่งที่ทำให้เราประทับใจไม่ใช่เครื่องดื่ม แต่เป็นเซตขนมไทยจากร้านดังภายในหัวหิน ที่ทานเดี่ยวๆ ก็คิดว่าอร่อยมากแล้ว แต่เมื่อคาเฟ่แห่งนี้นำมาจับคู่รับประทานกับไอศกรีมจากแบรนด์ Guss Damn Good เลยกลายเป็นขนมที่เราหยุดชิมไม่ได้เลย อย่างเซต “Tokyo Mist x ตะโก้ร้านเสวย” ที่นำตะโก้รสความเค็มเบาๆ มาจับคู่กับไอศกรีมรสส้มยูสุที่มีกลิ่นหอมแนวซิตรัสเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยเสริมความหอมมันของกะทิบนหน้าขนมเพิ่มเข้าไปอีก

70% Chocolate x บ้าบิ่น ร้านแม่เก็บ หัวหิน

     ถ้าไม่ชอบรสหวานมากให้สั่ง “Maine Rocky Coast x มะม่วงกวน 3 รส” ที่มีส่วนผสมของของเกลือและอัลมอนด์ ได้ลิ้มทั้งรสเค็ม ความมัน พร้อมกับคู่หูเสริมความอร่อยอย่าง มะม่วงกวน 3 รสที่หวานหนึบกำลังดี แต่ที่เรายกให้เป็นอันดับหนึ่งในใจเลยก็คือ “70% Chocolate x บ้าบิ่น ร้านแม่เก็บ หัวหิน” ความเข้มข้นของช็อกโกแลตมาช่วยปรับให้รสแป้งมีความนุ่มนวล ไม่รู้สึกเลี่ยนความหวาน ทำให้ทานได้อย่างต่อเนื่อง มีมะพร้าวขูดให้เราได้ออกแรงเคี้ยว และทำให้เซตนี้มีกรุบกรอบเบาๆ

     ตกเย็นไม่ต้องไปมองหาร้านอาหารหรูที่ไหนให้ไกล ให้ขับรถกลับมาที่อาคารบีชวิง เพราะเขามีห้องอาหารไทยสุดพรีเมี่ยมอย่าง “ภิรมย์” (Pirom) ตั้งอยู่ใกล้กับทางเดินไปล็อบบี้ แนวระแนงกันแดด พื้นทางเดิน โต๊ะและเก้าอี้ที่ทำจากไม้ทั้งหมด บ่งบอกว่าภิรมย์ถอดคอนเซ็ปต์การออกแบบมาจากพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เช่นเดียวกับอาคารห้องพัก แต่จะมานั่งทานแบบเดิมๆ ก็คงจะดูจำเจไปหน่อย เราเลยย้ายลงไปนั่งอีกโซนหนึ่งของห้องอาหาร ที่เรียกกันว่า Sala Dining โซนทานอาหารที่สร้างเลียนแบบศาลาไม้ริมน้ำ แต่ย้ายมาตั้งเสมอกับสระน้ำแทน ให้อารมณ์เหมือนทานอาหารอยู่ใจกลางทะเลหัวหิน ได้แสงเทียนช่วยสร้างความโรแมนติก เหมาะจะมาดินเนอร์กับคนรู้ใจที่สุด

     ห้องอาหารแห่งนี้มีเชฟจัสวีร์ ซังเก-รา หรือที่รู้จักในนามเชฟ “มาม่าดู๋” รับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการรังสรรค์อาหารทั้งหมด ซึ่งเซฟสาวคนนี้ได้รับถ่ายทอดเคล็ดลับของครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นก่อนจะนำไปทดลองและค้นหาแนวทางใหม่ๆ มาอย่างยาวนานตลอดการเป็นเชฟกว่า 30 ปี จนกลายเป็นที่ยอมรับในฐานะเชฟที่เชี่ยวชาญอาหารไทย ไม่ใช่แค่เพียงภาคใดภาคหนึ่ง แต่เชฟชำนาญการทำอาหารไทยทั้งสี่ภาค รวมไปถึงการทำขนมไทยด้วย

     เซตดินเนอร์ของเชฟมาม่าดู๋ เป็นเซตที่มีเต็มไปด้วยอาหารไทยหลากหลายภาค ทั้งรูปแบบต้นตำรับไทยแท้ และรูปแบบที่นำเอาเอกลักษณ์ของแต่ละภาคมาผสมผสาน เพื่อให้เกิดรสสัมผัสหนักเบาที่แตกต่างกันออกไปในหนึ่งมื้อ เหมือนกับเกลียวคลื่นน้อยใหญ่ที่พัดเข้ามากระทบชายหาด ไม่ว่าจะเป็น  เมี่ยงกลีบบัว ลาบปลากระพงทอด เป็ดรมควันราดซอสมะขาม แกงเหลืองปลารสจัดจ้านถึงเครื่องจริงๆ ปิดท้ายด้วยพานาคอตต้าประยุกต์ที่นำเอาน้ำตาลโตนด ของดีในย่านหัวหินมาทำเป็นของหวาน

     แน่นอนว่า หลังจากเพลิดเพลินกับอาหารอร่อยแล้ว ก็ต้องมาเอ็นจอยกับเครื่องดื่มที่อาซัวร์ บาร์ (Azure Bar) ถึงจะถือว่าจบดินเนอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งบาร์โฉมใหม่แห่งนี้คืออีกหนึ่งแหล่งสังสรรค์ของโรงแรม ด้วยการตกแต่งชั้นบนของห้องอาหารอาซัวร์ใหม่หมดจดให้สวยงามทันสมัย ผสมผสานกับการจัดระบบไฟที่ช่วยเสริมความหรูหราของบาร์ให้โดดเด่นขึ้นมา เพราะระเบียงเปิดโล่งเราสามารถชมทัศนียภาพของท้องทะเลยามค่ำได้กว้างถึง 180 องศาฯ และพอได้เสียงดนตรีแจ๊สสดเล่นประกอบไปด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศช่วงค่ำของที่นี่น่าประทับใจขึ้นไปอีก

Intercontinental Hua Hin Resort
โทร. 032 616 9999
website: huahin.intercontinental.com/

SHARED :