From Tradition to Global Sensation

แบรนด์เครื่องหอมไทยที่ดังไกลระดับโลก

อีกหนึ่งสินค้าของไทยที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘เครื่องหอม’ คือสินค้าที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากเหล่านักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ในอดีตสินค้าชนิดนี้สำหรับคนไทยอาจจะไม่ได้รับความนิยมมากเนื่องจากถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยดั่งคำกล่าว “เผาเงินทิ้ง” ซึ่งหมายถึงการจุดเทียนหอมเพื่อสร้างกลิ่นหอมในบ้านโดยไม่ได้ให้ประโยชน์ด้านใดเลยนอกจากความสุนทรีย์  เช่นเดียวกันกับเครื่องหอมชนิดอื่นๆ ที่ตอบโจทย์เพียงด้านความรู้สึกและสุนทรีย์ 

ทำให้สินค้าประเภทนี้ถูกมองจากผู้บริโภคชาวไทยว่าเป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุ แต่เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และการตื่นรู้ของคนไทยในเรื่องของปัญหาด้านสุขภาพจิต ทำให้สินค้าที่ช่วยบำบัดจิตใจและความรู้สึกเหล่านี้กลายมาเป็นสินค้ายอดนิยมสำหรับคนไทยไปโดยปริยายโดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่ตื่นรู้ในเรื่องของปัญหาสุขภาพจิต แต่นอกจากประโยชน์ด้านความสุนทรีย์ที่เข้ามาช่วยบำบัดจิตใจแล้วนั้นอะไรคือจุดขายของแบรนด์เครื่องหอมไทยที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ยอมเสียเงินกับผลิตภัณฑ์ราคาแพงที่ดูไม่คุ้มค่ากับการเสียเงินเยอะขนาดนั้น 

เราต้องบอกว่า “เรื่องราว” ที่สอดแทรกมาในแต่ละผลิตภัณฑ์นั้นเปรียบเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘ความเป็นไทย’ ซึ่งสำหรับชาวต่างชาตินั้นเรื่องราวเหล่านี้สามารถมัดใจพวกเขาได้ แต่เรื่องราวสุดจำเจเหล่านี้ไม่สามารถซื้อใจคนไทยได้เนื่องจากมันเป็นอะไรที่ Cliché มากๆ แต่ในตลาดเครื่องหอมไทยกลับมีแบรนด์มากกว่าครึ่งที่เอาความเป็นไทยมาขาย และประสบความสำเร็จจนกลายเป็นแบรนด์เบอร์ต้นๆ ของตลาดเครื่องหอมเลย วันนี้ LIPS เลยจะพาผู้อ่านไปดูว่านอกจากความเป็นไทยแล้วอะไรถึงทำให้แบรนด์เครื่องหอมไทย 5 แบรนด์สามารถมัดใจผู้บริโภคทั้งไทยและเทศฯ ได้  

PAÑPURI

เราขอเริ่มกันที่แบรนด์แรกอย่าง ‘PAÑPURI’ แบรนด์ไลฟ์สไตล์สัญชาติไทยที่หากเรานึกถึงเครื่องหอมชื่อแบรนด์นี้จะต้องขึ้นมาในหัวเราเป็นแบรนด์แรกๆ ไลน์ผลิตภัณฑ์ของ PAÑPURI นั้นมีความหลากหลายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ บอดี้แคร์ รวมถึงเครื่องหอมที่เราจะโฟกัสกันในวันนี้ และที่สำคัญผลิตภัณฑ์ของ PAÑPURI นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่ได้ส่วนผสมมาจากธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งกลไกเล็กๆ  ของแบรนด์บิวตี้สัญชาติไทยที่ยกระดับคลีนบิวตี้ไทยให้ไม่แพ้สากล 

ความเป็นไทยนั้นเป็นอีกหนึ่ง DNA ของแบรนด์ที่ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวและผลิตภัณฑ์ของ PAÑPURI โดยเฉพาะในไลน์เครื่องหอมที่จำแนกผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ไปตามกลิ่นหอมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน เช่น ‘Haze of Glass’ กลิ่นหอมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากใบกัญชาและดินแดนสามเหลี่ยมทองคำทางภาคเหนือของไทยหรือ ‘Andaman Sails’ กลิ่นหอมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากทะเลอันดามันทางภาคใต้ของไทย นอกจากนั้น PAÑPURI ยังใช้ส่วนผสมที่ได้มาจากพืชพันธุ์ท้องถิ่นของไทยอย่าง ตะไคร้ ดอกมะลิ ดอกจำปา มะกรูด และมะนาว เพื่อช่วยยกระดับพืชท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่ถูกยอมรับในระดับสากล 

HARNN 

มาต่อกันที่แบรนด์ที่สองกับ ‘HARNN’ ซึ่งแบรนด์นี้เรียกได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกแบรนด์บิวตี้และไลฟ์สไตล์ออแกร์นิคเป็นรายแรกของไทยเลย ซึ่งจากชื่อแบรนด์ก็พอจะบอกได้แล้วว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์บิวตี้และไลฟ์สไตล์สัญชาติไทยแบบเต็มตัว และนอกจากนั้น HARNN ยังนำเสนอความเป็นไทยในทุกมิติของแบรนด์เลย โดยนำเสนอกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่มาผสมผสานเข้ากับความร่วมสมัยจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์บิวตี้และไลฟ์สไตล์ไทยที่โด่งดังในระดับสากล 

โดย HARNN ได้นำส่วนผสมท้องถิ่นของไทยมาแปรรูปเป็นกลิ่นหอมในผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มากมาย เช่น มะลิซ้อน มะกรูด และตะไคร้ นอกจากนั้นก็ยังมีกลิ่นหอมที่ได้จากส่วนผสมธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อยกระดับแบรนด์ให้มีความร่วมสมัยไปพร้อมกับความเป็นไทยที่เปรียบเสมือนหัวใจของแบรนด์ 

และความมุ่งมั่นในการเผยแพร่ภูมิปัญญาอันล้ำค่าของไทยทำให้ HARNN ได้แตกไลน์ธุรกิจไปอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น VUDDH และ Tichaa by HARNN สองแบรนด์ลูกในเครือ อีกทั้งยังมีธุรกิจด้าน Wellness & Hospitality ที่มีสปาอยู่ในเครือมากมายแต่ที่โดดเด่นสุดๆ ก็คือ SCape by HARRN สปาที่ตอบโจทย์ไล์สไตล์คนเมืองเป็นอย่างมาก

THANN

อีกหนึ่งแบรนด์ที่เราจะไม่พูดถึงกันไม่ได้อย่าง ’THANN’ อีกหนึ่งแบรนด์สกินแคร์และเครื่องหอมสัญชาติไทยที่โด่งดังไปในระดับสากล จุดเด่นและความแตกต่างของแบรนด์นี้กับแบรนด์อื่นๆ ในลิสต์ก็คือการวางจุดยืนของแบรนด์ให้เป็นแบรนด์ระดับสากลไม่ใช่แบรนด์ไทย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม THANN ยังใช้ส่วนผสมผสมธรรมชาติจากท้องถิ่นของไทยในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสกินแคร์หรือเครื่องหอมก็ตาม 

‘น้ำมันรำข้าว’ คือส่วนผสมจากท้องถิ่นไทยที่ถูกใส่ไว้ในหลายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์จนเรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมชูโรงของ THANN เลยยกตัวอย่างเช่น Bath & Massage Oil และ Detoxifying Clay Mask และถ้าหากเราจะพูดถึงความสำเร็จของ THANN ในการนำเอาความเป็นไทยไปเผยแพร่ระดับสากลในฐานะ International Brand นั่นก็คือการที่ผลิตภัณฑ์ของ THANN ได้รับเลือกจากเครือโรงแรม Marriott ได้ถูกนำไปใช้ในโรงแรมกว่า 400 แห่งทั่วโลก นอกจากนั้นสายการบินไทยก็ได้นำเอาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ไปใช้บนชั้นธุรกิจด้วย 

JOURNAL 

สำหรับแบรนด์ต่อมาเรียกว่าเป็นแบรนด์ดาวรุ่งพุ่งแรงมากๆ ในวงการน้ำหอมและเครื่องหอมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั่นก็คือ ‘JOURNAL’ แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติไทยที่นอกจากน้ำหอมแล้วผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่าง Body Oil ของแบรนด์นี้ก็เรียกได้ว่ากำลังฮอตสุดๆ เลยในตอนนี้  โดยน้ำหอมจากแบรนด์นี้ได้บอกเล่าและอบอวลไปด้วยความเป็นไทยตอบโจทย์ธีม Thai Persona ของ LIPS ในเดือนนี้สุดๆ 

โดยจุดเด่นของแบรนด์คือน้ำหอมของแบรนด์นั้นมีเบสเป็น ‘น้ำมันมะพร้าว’ ซึ่งเลือกใช้แทนแอลกอฮอล์เพราะนอกจากจะคลีนแล้วยังช่วยลดการเกิดอาการแพ้ในคนที่ผิวแพ้ง่ายหรือแพ้แอลกอฮอล์ด้วย อีกหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นก็คือการนำเอาเทคนิคการทำ ‘น้ำปรุง’ ของคนไทยสมัยโบราณมาประยุกต์เข้ากับเทคโนโลยีการผลิตน้ำหอมสมัยใหม่ทำให้ในขวดน้ำหอมของแบรนด์อัดแน่นไปด้วยความเป็นไทยเต็ม 

นอกจากนั้นน้ำหอม บอดี้แคร์ และเครื่องหอมของแบรนด์ JOURNAL  นั้นยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความเชื่อของคนไทย โดยมีน้ำหอมกลิ่นขายดีอย่าง ‘Mango Sticky Rice’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเมนูของหวานไทยอย่างข้างมะม่วงหรือ ‘Muddy Buffalo’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากผืนนาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของใบไม้และผืนดิน หรือกลิ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นอย่าง ‘แม่นาก’ และ ‘กุมาร’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานพื้นบ้านของไทย นอกจากนั้นส่วนผสมที่ใช้ในน้ำหอมที่ล้วนสกัดจากกรรมวิธีการผลิตสุดพิเศษของแบรนด์นั้นก็มาจากพืชพันธุ์ท้องถิ่น เช่น ข่า กระวาน  ส้มโอ และดอกปีป 

PARFUMS DUSITA 

และปิดท้ายสุดด้วยแบรนด์น้ำหอมสัญชาติไทยที่เกิดและเติบโตที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสอย่าง ‘PARFUMS DUSITA’ แบรนด์น้ำหอมที่ก่อตั้งและปรุงกลิ่นหอมโดยคุณ ‘พลอย-ภิสสรา อุมะวิชนี’ สุคนธกรสาวชาวไทยที่มีความหลงใหลในกลิ่นหอมจนตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการปรุงน้ำหอมที่ฝรั่งเศส แต่ด้วยระเบียบแบบแผนและข้อจำกัดของวงการน้ำหอมที่จำกัดการเรียนไว้สำหรับชาวฝรั่งเศสเท่านั้น

ทำให้เธอเบนเข็มไปเรียนต่อด้านแฟชั่นและ Luxury Management แทน แต่ความฝันในการทำน้ำหอมของเธอไม่หยุดอยู่แค่นั้นทำให้เธอได้ถือกำเนิดแบรนด์น้ำหอมฝรั่งเศสสัญชาติไทยแบรนด์นี้ขึ้นมา และถึงแม้น้ำหอมของ PARFUMS DUSITA ทั้งหมดจะผลิตในประเทศฝรั่งเศส แต่น้ำหอมหลายๆ ขวดของ PARFUMS DUSITA นั้นล้วนได้รับแรงบันดาลใจและอิทธิพลมาจากความเป็นไทย จนน้ำหอมหลายๆ กลิ่นของแบรนด์นี้นั้นได้แรงบันดาลใจสถานที่ต่างๆ ตอนที่เธอมาพำนักที่ไทย เช่น ‘Moonlight in Chiangmai’ น้ำหอมที่ได้แรงบันดาลใจจากเมืองเชียงใหม่ หรือ ‘Erawan’ กลิ่นหอมที่มีภาพหลังเป็นน้ำตกเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี 

อีกหนึ่งความพิเศษคือน้ำหอมทุกกลิ่นของ PARFUMS DUSITA นั้นจะมีกวีของคุณพ่อมนตรี อุมะวิชนี พ่อของคุณพลอยมาร้อยเรียงเรื่องราวเพื่อบอกเล่ากลิ่นหอมแต่ละกลิ่นอีกด้วย ทำให้น้ำหอมของแบรนด์นี้นั้นสวยงามตั้งแต่ไอเดีย เนื้อกลิ่น ไปยันดีเทลเล็กๆ น้อยที่คุณพลอยสอดแทรกเข้ามาในแบรนด์น้ำหอมแบรนด์นี้ ที่สำคัญ PARFUMS DUSITA ยังมีรางวัลระดับโลกการันตีมากมายและติดลิสต์การจัดอันดับน้ำหอมของนิตยสารและเว็บไซต์ระดับโลกอีกนับไม่ถ้วน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงติดเข้ามาอยู่ในลิสต์นี้ด้วย 

SHARED :

Recommend