Milan Men’s Fall/Winter 2022 การกลับมาของ ‘แฟชั่น’ ที่เราคิดถึง

ไฮไลต์สำคัญที่เราไม่อยากให้คุณพลาดที่ Milan Men’s Fall/Winter 2022

เปิดศักราชใหม่กับแฟชั่นวีกแรกของปี Milan Men’s Fall/Winter 2022 การกลับมาแบบไม่เต็มรูปแบบเสียทีเดียว ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธ์ุใหม่โอไมครอนที่ค่อนข้างหนักในประเทศแถบทวีปยุโรปทำให้บางโชว์ต้องตัดสินใจเปลี่ยนฟอร์แมตต์การโชว์ตามที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นในมิลานแฟชั่นวีกเราจึงมีโอกาสเห็นการทำโชว์แบบผสมผสานทั้งแบบ Physical การจัดโชว์แบบปกติ Phygital การจัดโชว์ในรูปแบบของวิดีโอและ Presentation การทำโชว์เสื้อผ้าผ่านโชว์รูม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้เข้าชมไม่ต้องรู้สึกถูกบีบบังคับมากจนเกินไป

อย่างไรก็ตามแม้ฟังแล้วหดหู่แต่จริงๆ แล้วมิลานปีนี้ไม่ได้เศร้าอย่างที่หลายคนคิด อย่างน้อยแบรนด์ที่สามารถจัดโชว์ได้ก็ปล่อยพลังงานดีไซน์ได้อย่างเต็มที่เรียกว่าสมการรอคอยในการกลับมาทำโชว์ปกติ สิ่งที่เราสัมผัสได้จากภาพรวมเลยคือ ‘แฟชั่น’ คำกำจัดความที่เคยหายไปช่วงสองปีที่แล้วพร้อมกับโรคระบาดโควิด-19 สองปีกว่านี้เราต้องอยู่กับเทรนด์การแต่งตัวแบบกึ่งอยู่บ้านตามพฤติกรรมของผู้เสพที่เปลี่ยนไป ความเก็บกดตรงนี้เหละที่มันค่อยๆ ถูกปล่อยออกมาผ่านโชว์ของดีไซเนอร์แถวหน้าของโลก

วันนี้ LIPS เก็บตกไฮไลต์สำคัญๆ เท่านั้นจากมิลานแฟชั่นวีกแรกของปีมาฝาก ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างและอุตสาหกรรมแฟชั่นเขาไปถึงไหนแล้ว ลองไปดูกัน

Best Show of Milan Men’s Fall/Winter 2022 

เป็นเรื่องยากที่เลือกแค่ไม่กี่โชว์สำหรับการเป็นโชว์ดีที่สุด ดังนั้นเราคัดเลือกจากความรู้สึกหลังดูโชว์จบว่าแต่ละโชว์ได้ทิ้งความรู้สึกแบบไหนให้กับเราบ้าง 

Prada

โชว์ดีที่สุดของซีซั่นนี้เราขอยกให้กับ Prada การทำงานของสองนักคิดระดับครู Raf Simons และ Miuccia Prada ยิ่งนานวันทั้งสองเหมือนจะเข้าขากันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ปกติแล้วคอลเลคชั่นผู้หญิงมักจะสร้างความฮือฮาและหวือหวามากกว่าในแง่ของดีไซน์ แต่การเข้ามาของ Raf ยกระดับให้คอลเลคชั่นผู้ชายน่าตื่นเต้นมาก แม้บางคนอาจะพูดขึ้นมาว่า ‘มันใส่ยากอะ’ แต่นั่นเหละคือเสน่ห์ของ Prada เพราะทั้งคู่ไม่จำเป็นต้องทำให้มันง่ายนี่ ความซับซ้อน งงงวย จนทำเราต้องดูแล้วดูอีกนี่เหละทำให้ Prada คอลเลคชั่นนี้น่าสนใจที่สุด สูท โค้ต แจ็คเก็ตแบบโอเวอร์ไซส์พาเราย้อนกลับไปยุค 70-80s ช่วงที่ Power Dressing กำลังบูม ยุคที่คนออกไปทำงานกันอย่างบ้าคลั่งมันถูกตีความผ่านเวิร์กแวร์เวอร์ชั่นล้ำๆ แบบ Prada ไม่นับเรื่องที่เซเลบริตี้มาเดินด้วยนะ แค่คอนเซ็ปต์กับเสื้อผ้ามันทำให้เราสูดหายใจแล้วได้กลิ่น ‘แฟชั่น’

Fendi

ใครก็ตามที่เคยมองข้าม Silvia Venturini Fendi และคิดว่าเธอเป็นแค่ตัวสำรองของแบรนด์ Fendi จะต้องคิดใหม่ ด้วยประสบการณ์ทำงานคู่กับ Karl Lagerfeld มาหลายสิบปีเธอไม่ธรรมดาแน่นอน หลังจากมาคุม Fendi ผู้ชายแบบเต็มตัวสิ่งที่ Silvia เปลี่ยนให้กับฝั่งนี้คือ ‘มุมมอง’ Fendi ในอดีตที่เคยจริงจังใส่สูทผูกไท ถือกระเป๋าหนังโลโก้ตัว F ใหญ่ๆ ได้ถูกโละให้เปราะบางมากขึ้น Fendi วันนี้ดูชิลล์ สบายและไหลลื่นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะคอลเลคชั่นนี้ที่ต่อยอดความ Femininity จากคอลเลคชั่นที่แล้ว การตีความเสื้อผ้าผู้ชายที่อ่อนหวานและมีจริตมากขึ้น และจริตที่ว่ากลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ Fendi น่าสนใจและแตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เราหวังว่านี่จะไม่ใช่แค่เทรนด์แต่เป็นตัวตนใหม่ของแบรนด์เช่นกัน 

Zegna 

หลังจากประกาศรีแบรนดิ่งและเปลี่ยนโลโก้ เราได้แต่คิดไปต่างๆ นาๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่สุดท้ายแล้วครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Alessandro Sartori ยังไม่ได้ไปไหน ดังนั้นการเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้เอาไว้เพื่อใช้โฆษณาทำการตลาดแบบที่หลายแบรนด์ชอบทำกันเหลือเกิน แต่มันคือการเปลี่ยน ‘คุณค่า’ ของตัวแบรนด์ Zegna ต่างหาก แล้วคุณค่าอะไรละ? แทนที่จะวิ่งตามเทรนด์ Zegna เลือกที่จะสร้างคอลเลคชั่นจากจุดแข็งของตัวเอง เสื้อผ้าที่ผสานเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นการใช้งานผ่านงานดีไซน์ที่เรียบง่าย คัตติ้งคมกริบบนวัสดุที่หรูหราและดีที่สุดเท่านั้น นี่คือจุดแข็งที่ว่านั้น การรีแบรนดิ่งครั้งนี้เหมือนเป็นการยกเครื่องวิธีการทำงานและวิธีคิดของแบรนด์เสียมากกว่า ซึ่งสุดท้ายแล้วผลประโยชน์ก็ตกที่ผู้เสพนั่นเอง

Special Appearances  

นอกจากเสื้อผ้าแล้วอีกหนึ่งความพิเศษของซีซั่นนี้ที่เกิดขึ้นในสองโชว์ใหญ่ก็คือการปรากฎตัวของนายแบบรับเชิญ เริ่มด้วยที่โชว์ของ Dolce & Gabbana ที่ได้เชิญนักร้องสุดฮอต Machine Gun Kelly ขึ้นมาร้องเพลงให้กับโชว์ ประหนึ่งเป็นการจำลองเทศกาลดนตรีที่หลายน่าจะคิดถึงมู้ดของการเบียดเสียดและสนุกไปกับดนตรี ซึ่งเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้ก็ทำมาเพื่อให้เหล่าเจเนอเรชั่น Z ใส่ไปเฟสทิวัลที่ว่านี้เลย

โชว์ที่สองเป็นของ Prada ที่ขนกันมาจนเรานึกว่านี่มันงานพรมแดงรางวัลภาพยนตร์หรือเปล่า อ่อไม่ใช่ มันคือโชว์ Prada นี่เหละ ตั้งตัวเปิด Kyle MacLachlan, Thomas Brodie-Sangster, Asa Butterfield, Damson Idris, Tom Mercier, Jaden Michael, Louis Partridge, Ashton Sanders, Filippo Scotti ปิดท้ายด้วย Jeff Goldblum เดินกวนๆ ยั่วอารมณ์ตอนจบได้ดีมาก บอกไว้ก่อนนะว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่ Prada ที่เคยขนดารามาขนาดนี้ เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วเมื่อคอลเลคชั่น Fall 2012 ดูเหมือน Prada เขาจะอินกับนักแสดงมากว่าไอดอลเกาหลีนะ ดูแคมเปญล่าสุดกับ Tom Holland สิ 

Major Trends in Milan 

สองเทรนด์หลักๆ เลยที่เราคิดว่าน่าจะเป็นเมเจอร์เทรนด์ในเมืองต่อๆ ไปด้วย เริ่มที่ Powersuit หรือ Powerdressing สูทยุค 70s และ 80s ซิลูเอ็ตต์แบบโคร่งไหล่ตั้งเบาๆ เห็นได้จากหลายๆ โชว์ อาทิ Dolce & Gabbana , Alyx, Prada และ Neil Barrett ที่ต่างก็ดีไซน์ชิ้นนอกในลักษณะนี้ แต่ที่ชนะเราขอยกให้ Prada เพราะไม่ใช่แค่ไหล่กว้างเท่านั้นยังเอวคอดดจากเข็มขัดอีกด้วย 

เทรนด์ที่สองคือ Gender Neutral ที่นับวันกำลังจะกลายเป็น ‘สไตล์’ มากกว่าแค่เทรนด์แล้ว ดีไซเนอร์หลายคนเลือกท้าทายขนบและตั้งคำถามของคำว่า Masculinity ว่าเราจำเป็นต้องแสดงออกมันผ่านเสื้อผ้าด้วยหรือ เป็นอีกหนึ่งกระแสที่แทรกตัวเกือบจะทุกแบรนด์ชองผู้ชายซีซั่นนี้ อาทิ Fendi, Etro, Dolce & Gabbana และ JW Anderson

SHARED :

Recommend