10 บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังชีวิตอันพลิกผันของ Halston ดีไซเนอร์ผู้เปลี่ยนโฉมวงการแฟชั่นยุค 70s

จากชีวิตจริงที่เข้มข้นยิ่งกว่านิยายสู่ซีรีส์บน Netflix

ถอดรหัส Halston ซีรีส์สารคดีแฟชั่นเรื่องแรกที่ Netflix ทุ่มทุนสร้างกว่า 300 ล้านเหรียญ โดยได้ Ewan McGregor มารับบท รับบท Roy Halston Frowick ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวอเมริกันที่โด่งดังสุดๆ ในยุค 70s – 80s สินค้าลักซูรีของเขาทั้ง เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรือแม้กระทั่งน้ำหอมครองใจอเมริกันชนในช่วงนั้นอย่างแท้จริง เรียกว่ารุ่งโรจน์ทั้งการงานและชีวิต ก่อนจะดิ่งลงเรื่อยๆทั้งจากการตัดสินใจในธุรกิจที่ผิดพลาด ไปจนถึงปัญหาสุขภาพ เมื่อเจ้าตัวป่วยทั้งจากโรคมะเร็งและติดเชื้อ HIV สุดท้ายความรุ่งเรืองดั่งยุคทองของแบรนด์ Halston ก็เลือนหายไปจากแวดวงแฟชั่นพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของดีไซเนอร์ผู้เปลี่ยนโฉมวงการแฟชั่นยุค 70s

ในซีรีส์นอกจากจะเล่าถึงชีวิตของ Halston แล้วยังมีตัวละครจากชีวิตจริงอีกหลายคนที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาคนนี้ ลิปส์ขอพามารู้จัก 10 บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังชีวิตอันพลิกผันของ Halston ดีไซเนอร์ผู้มีชีวิตที่เข้มข้นยิ่งกว่านิยายขายดีเรื่องใดๆ

Liza Minnelli

นักร้อง นักเต้นยุค 70s-80s ที่มีอิทธิพลอย่างมากในวงการ และยังเป็นเพื่อนสนิทแสนดีของ Halston ช่วยเหลือทั้งด้านจิตใจและด้านชื่อเสียง เป็น Muse คนแรกๆ ของ Halston เรียกได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของดีไซเนอร์คนนี้

Joe Eula (Joseph Eula)

นักวาดภาพประกอบและเป็นผู้ออกแบบฉากและคอสตูมดีไซเนอร์ในละครมิวสิคัล ชาวอเมริกันที่โด่งดังในยุค 60s-70s ผลงานวาภาพประกอบให้กับ Vogue US, The New York Times, Harper’s Bazaar,  และวาดภาพให้กับดีไซน์เนอร์อย่าง Coco Chanel, Hubert de Givenchy, Gianni Versace, Christian Dior และ Karl Lagerfeld   Joe คือผู้แนะนำให้ Halston รู้จักกับ Liza และกลายมาเป็นเพื่อนสนิทและ ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ ให้กับแบรนด์ Halston ตลอดช่วงยุครุ่งเรืองของแบรนด์เกือบ 10 ปี

Elsa Peretti

นางแบบสาวชาวอิตาเลียนผู้เป็นนางแบบประจำเฮาส์และ muse ให้กับ Halston และเรียกชื่อเล่นของเธอว่า ‘Halstonettes’ และด้วยความหลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ เธอคือผู้ออกแบบเครื่องประดับให้กับ Halston ในคอลเล็กชั่นแรกๆ และหลังจากนั้นจึงออกแบบขวดน้ำหอมที่กลายมาเป็น Best Seller ที่สร้างรายได้ให้กับแบรนด์ Halston ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยคอนดิชั่นที่ว่า ถ้า Elsa ยอมออกแบบขวดน้ำหอมให้ จะแนะนำเธอให้ไปเป็น Jewelry Designer ที่ Tiffany’s & Co. ด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าและงานออกแบบที่โมเดิร์นส่งผลให้ผลงานการออกแบบของเธอกลายมาเป็นสินค้าขายดีและสไตล์ที่โดดเด่นของ Tiffany’s &Co.

Victor Hugo (Victor Hugo Rojas)

คู่รักของ Halston และเป็นผู้สร้างสรรค์ Window Displays ให้กับแบรนด์ Halston สาขา Madison Avenue ก่อนที่เดินทางสู่การเป็นศิลปินทางด้านภาพถ่ายและวีดีโอหลายชิ้น และหลังจากนั้นเข้าไปเป็นผู้ช่วยของ Andy Worhal ที่ The Factory

David J. Mahoney (David Joseph Mahoney Jr.)

นักลงทุนชาวอเมริกันจากบริษัท Norton Simon ผู้เข้ามาเติมเต็มความมั่นคงให้กับ Halston ในช่วงปี 1970 ระหว่างที่ Halston กำลังไปได้ดีในช่วงยุคแรกของแบรนด์ และเป็นผู้ส่งเสริมให้ Halston แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองเพื่อตอบสนองแฟชั่นนิสต้าชาวอเมริกันให้ได้รู้จักและสามารถเลือกสวม Halston ได้ในทุกๆ โอกาส แต่สุดท้ายนั่นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของขาลง เมื่อการพยายามสร้างสินค้าแบบแมสส่งผลให้ลูกค้าเดิมและคู่ค้าระดับหรูไม่พอใจ

Joel T. Schumacher

ดีไซเนอร์ร่วมของแบรนด์ Halston ในยุคแรก ที่ Halston ชื่นชอบในผลงานการออกแบบที่มีการผสมผสานศิลปะเข้าแฟชั่นได้ในอย่างทันสมัย เรียกได้ว่าเป็นนักออกแบบหัวก้าวหน้าที่จะมาเติมเต็มพลังของวันรุ่นให้กับแบรนด์ Schumacher เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคอลเล็กชั่นแรกให้กับ Halston แต่แล้วก็ต้องจากลากันไปด้วยเหตุผลที่ว่า Schumacher มีปัญหาเรื่องการใช้ยา ก่อนที่อีกหลายปีให้หลัง Schumacher จะเป็นผู้สร้างตำนานภาพยนตร์เรื่องดัง Batman

Elenore Lambert (Eleanor Lambert Berkson )

นักประชาสัมพันธ์สายแฟชั่น ผู้มีอิทธิพลอย่างมากในวงการแฟชั่นชาวอเมริกันผู้ก่อตั้ง New York Fashion Week, CFDA, The Met Gala และ The International Best Dresses List และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ Halston เข้าร่วมแฟชั่นโชว์ครั้งสำคัญที่ปารีส ในงานระดมทุนก่อสร้างพระราชวังแวร์ซาย เป็นผู้สร้างความมั่นใจให้กับ Halston ในความสำเร็จ และเป็นผู้ผลักดันวงการแฟชั่นทางฝั่งอเมริกาให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

Ed Austin (Edward James Austin)

อดีตคนรักคนแรกๆ ที่เป็นเสมือนนักจิตวิทยาผู้คอยรับฟังและช่วยเป็นกำลังใจให้กับ Halston ในช่วงแรกเริ่มในการก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Halston หลังจากยอดขายหมวกและเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นแรกที่วางขายที่ Bergdorf ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ซึ่งหลังจาก Halston ประสบความสำเร็จกับคอลเล็กชั่นแรกหลังจากออกมาเปิดแบรนด์ด้วยตัวเอง อดีตคนรักอย่าง Ed กลายมาเป็นผู้จัดการบูติคและวินโดว์ดิสเพลย์ให้กับ Halston Boutique ก่อนที่จะเสียตำแหน่งนี้ให้กับ Victor Hugo ซึ่งหลังจากที่ Halston ได้ออกจากแบรนด์ไปแต่ Ed ยังคงอยู่

John David Ridge

คอสตูมดีไซเนอร์ ผู้คร่ำหวอดในวงการบรอดเวย์และโอเปร่า ผู้ถูกบริษัทแม่ของ Halston ทาบทามให้เข้ามาเป็นดีไซเนอร์แทน Halston ในยุคระส่ำระสายของแบรนด์ในช่วงก่อนที่ Halston จะถูกบังคับให้ออกจากบริษัทของตัวเอง จอห์น เดวิด ริดจ์ เข้ามารับช่วงต่อในการเป็นดีไซน์เนอร์หลักของ Halston Couture Collection, Halston เรดี้ทูแวร์ และคอลเลคชั่น HALSTON III for J.C.Penny’s ซึ่งเขาได้ทำงานด้วยความเคารพต่อดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์

Martha Graham

นักออกแบบท่าเต้นและโมเดิร์นแดนเซอร์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงอย่างมาก และเป็นเพื่อนที่ดีต่อ Halston ในช่วงบั้นปลายชีวิตหลังจากที่เขาถูกบังคับให้ออกจากแบรนด์ของตัวเองและถูกกดดันอย่างหนักจากสื่อที่วิจารณ์ผลงานของ Halston อย่างไม่มีชิ้นดี Martha Graham คือผู้ที่คอยดึงสติชักชวนให้ Halston กลับมาทำงานออกแบบอีกครั้งด้วยการเสนองานออกแบบเสื้อผ้าสำหรับผลงานการแสดงบัลเล่ต์เรื่อง “PERSEPHONE” ที่ได้รับการวิจารณ์ในแง่ดีและประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการร่วมงานกันในครั้งนี้ ก่อนที่ Halston จะพักผ่อนอย่างสงบตามที่ตั้งใจ

SHARED :

Recommend