ธรรมะรักษา

1  /  8

คำนำ
 

 “ธรรมะรักษา” ชื่อนี้มีที่มาจากสองแห่งด้วยกัน แห่งที่หนึ่ง มาจากพุทธวัจนะที่ตรัสว่า “ธมฺโม  หเว  รกฺขติ ธมฺมจารึ” แปลว่า “ธรรมะ ย่อมรักษา ผู้ประพฤติธรรม” อีกแห่งหนึ่ง มาจากประสบการณ์ตรงของคุณอภิชาติ  นรเศรษฐาภรณ์  หรือ “พี่เป็ด” ของพี่ เพื่อน น้อง ในแวดวงแฟชั่น บันเทิง และความสวยความงาม ที่รอดตายอย่างหวุดหวิดจากการล้มป่วยด้วยโรคซึ่งใครๆ ก็ไม่มั่นใจว่า เมื่อป่วยแล้ว จะยังมีโอกาสรอดชีวิตกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้อีกครั้งหนึ่ง แต่คุณอภิชาติ เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อยู่รอดปลอดภัยจากมหันตภัยส่วนตัว หลังจากผ่านภาวะเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ชีวิตที่เหลือจึงนับเป็นกำไร คุณอภิชาติ คิดต่อไปว่า ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ จะใช้อย่างไรดี จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งประโยชน์แก่ตัวเอง และประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลก  สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคำตอบที่คุณอภิชาติเลืิอก ก็คือ

การพยายามที่จะ “เปลี่ยนความดังมาสร้างความดี” ด้วยการอุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จากเจตนารมณ์เช่นที่กล่าวมา หนังสือ “ธรรมะรักษา” จึงเกิดขึ้น “ธรรมะรักษา” พี่เป็ดอย่างไร คำตอบก็อยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว  “พี่เป็ด” ได้เรียนรู้อะไรจากความป่วยครั้งใหญ่ ประสบการณ์นั้น ก็อยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว ความป่วย เป็นธรรมชาติอันเป็นธรรมดาอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนอย่างเราท่านทั้งหลาย บางคนเคยป่วยมาแล้ว บางคนกำลังป่วยอยู่ บางคนมีโอกาสจะป่วยในอนาคตที่กำลังจะมาถึง สำหรับบางคนความป่วยเป็นวิกฤติ แต่สำหรับบางคน ความป่วยกลับเป็นโอกาสทองของชีวิต เราทุกคน ในฐานะคนที่จะต้องป่วยเป็นธรรมดา การเปิดหูเปิดตาพิจารณาความป่วยในแง่มุมต่างๆ ย่อมมีประโยชน์อย่างยิ่งไม่ว่าคนป่วย สังคมป่วย ประเทศป่วย ถ้าป่วยเป็น ก็เห็นธรรมได้ด้วยกันทั้งนั้นแต่จะป่วยอย่างไร ให้การป่วยนั้น พลิกผันเป็นการเห็นธรรม บทสทนาที่บันทึกอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ได้ชี้แนวทางเอาไว้บ้างแล้วตามสมควร
ว.วชิรเมธี
๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕

คำนำผู้เขียน

หลังจากออกหนังสือ "ธรรมนำเทรนด์" พี่มักจะเจอคำถามว่า "เมื่อไรจะมีเล่มต่อไป" แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์ไหนเป็นแรงบันดาลให้ได้เริ่มจัดทำหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมาเสียที จนกระทั่งพี่ป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วได้รักษาจนกระทั่งหายขาดจากโรคนี้ หลังจากนั้นทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประสบการณ์แบบนี้ต้องนำมาเล่าสู่กันฟังเป็นหนังสืออีกสักเล่มแล้ว จะได้เป็นอุทาหรณ์ เป็นบทเรียน เป็นข้อเตือนใจให้แก่คนอื่นๆ ซึ่งเผอิญว่า ช่วงเวลาที่พี่กำลังป่วยอยู่นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับว่าถูก "ธรรมะจัดสรร" ให้เราทั้งสิ้น เป็นต้นว่า พระอาจารย์ว. วชิรเมธี ท่านได้โทรมาให้กำลังใจ ทำให้พี่เกิดความคิดว่า สาเหตุที่ร่างกายเราป่วยนั้นเป็นเพราะเราใช้ร่างกายเราแบบผิดๆ มาโดยตลอด ซึ่งหน้าที่รักษาร่างกายนั้นเป็นหน้าที่ของคุณหมอ ส่วนหน้าที่รักษาทางด้านจิตใจนั้นต้องเป็นหน้าที่ของตัวเราเองคนเดียวเท่านั้น ไม่มีใครอื่นมาช่วยรักษาได้         

                 ระหว่างที่พี่กำลังนอนป่วยอยู่พี่จึงปวารณาตนเองเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ว. วชิรเมธี และตั้งใจไว้ว่าถ้าหายป่วยคราวนี้จะอุทิศตนเป็นผู้สืบทอดศาสนา เพื่ออธิบายให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยเข้าใจในศาสนาพุทธอย่างถูกต้อง เพราะพี่ไม่เข้าใจคนที่ไปวัดเพื่อที่จะสวดมนต์ขอพรต่างๆ นานา หรือไปให้พระรดนำ้มนต์ แต่ยอมรับว่า ช่วงที่ป่วยพี่เองก็สับสน เพราะมีคนแนะนำมาหลายทาง พี่เคยลองไปประกอบพิธีกรรมทางนี้อยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่วิถีของตัวเองสักเท่าไร เพราะพี่มีความคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิดขึ้นจากตัวเราเอง จากการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถ้าคุณไม่เริ่มทำความดีตั้งแต่ตอนนี้แล้วพระที่ไหนจะมาช่วยคุณ พระที่อยู่ในตัวคุณนั่นแหละที่สามารถช่วยตัวคุณเองได้ อีกทั้งพระหรือครูบาอาจารย์ที่พี่เคารพนับถือจะต้องเป็นพระนักปฏิบัติ นักปรัชญา ที่ผ่านการฝึกฝนและทำความเข้าใจในชีวิตคนอย่างมีเหตุและผล

                ทุกวันนี้ถ้าวันไหนงานเลิกไม่ดึก เมื่อถึงเวลาทุ่มครึ่งพี่จะต้องไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นที่วัดยานนาวา โดยเฉพาะวันจันทร์กับวันศุกร์พี่จะมีความสุขมาก เพราะสองวันนี้เป็นวันที่พี่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้ามากว่า จะต้องไปสวดมนต์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนวันศุกร์ต้องไปถวายพระพรแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

                ในการไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นนั้นพี่ต้องลงทุนลงแรงพอสมควร เพราะไม่ว่าวันนั้นพี่ไปทำงานอยู่ที่ไหนก็ตาม หลังเลิกงานพี่ต้องฝ่าการจราจรอันแสนจะติดขัดกลับมาที่วัดยานนาวาให้ได้ ซึ่งในการที่จะปฏิบัติเช่นนี้ได้เราต้องรู้จักหาแรงบันดาลใจ อาชีพของพี่ คือ ช่างแต่งหน้า ต้องมีแรงบันดาลใจในการทำงานทุกครั้งไปอยู่แล้ว พี่จึงพยายามสร้างแรงบันดาลใจโดยการบอกกับตัวเองว่า วันนี้วันจันทร์เราน่าจะไปสวดมนต์ถวายพระพรแด่พระเจ้าอยู่หัว วันพุธนี้เป็นวัดพระเราก็ต้องไปสวดมนต์เสียหน่อย วันศุกร์ก็ต้องไปสวดมนต์ถวายสมเด็จพระนางเจ้า พอถึงเสาร์อาทิตย์ก็ไปอีกสักหน่อย การสร้างข้อแม้ด้วยวิธีคิดง่ายๆ แบบนี้ ไปๆ มาๆ จึงกลายเป็นว่า เราหาเวลาให้กับธรรมะได้แทบทุกวัน

                พี่เชื่อว่า การศึกษาหลักธรรม และการปฏิบัติธรรมช่วยน้อมนำสิ่งดีๆ มาสู่ตัวเรา มีอยู่ครั้งหนึ่งพี่ไปทำงานที่จังหวัดอุดรธานี ทำให้มีโอกาสได้ไปกราบหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด หลังจากได้กราบท่านแล้วก็เกิดปิติ ขนลุกซู่ไปทั่วร่าง เพราะรู้สึกว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราตามหามาตลอดชีวิต เพราะการที่พี่เรียนจบมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทำให้พี่มักจะนึกสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า ท่านคิดได้อย่างไรว่า การรวบรวมเงินบริจาคเป็นเงินดอลล่าร์และทองสามารถนำมาช่วยท้องพระคลังในช่วงที่บ้านเมืองเราเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจได้ พี่จึงไปเดินอ่านคำสอนที่เขียนไว้รอบกุฏิท่าน แต่การเดินก้มๆ เงยๆ อ่านนั้นไม่สะดวกสักเท่าไร พี่จึงนึกอยากได้หนังสือของหลวงตามหาบัวจะได้นำกลับมาศึกษาด้วยตัวเอง พอกลับไปทำงานระหว่างขึ้นไปสอนและสาธิตการแต่งหน้าบนเวทีพี่ก็จะสอดแทรกหลักศาสนาพุทธอยู่ตลอด หลังจากสอนเสร็จลูกค้าคนหนึ่งที่มานั่งฟังพี่สอน เขาเป็นลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัว เขาจึงนำหนังสือหลวงตามหาบัวเล่มที่พี่อยากได้มาให้ถึง 8 เล่ม เพราะเขาเห็นว่า พี่สนใจธรรมะ ซึ่งพี่คิดว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจอยู่เหมือนกัน

                สำหรับพี่แล้ว สิ่งดีๆ ที่เราได้จากการนำพาตัวเองเข้ามาใกล้ชิดกับหลักธรรมคำสอน ไม่ใช่ลาภลอยเหมือนอย่างการถูกหวย แต่อาจจะเข้ามาในรูปแบบของโชคดีเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น เวลาขับรถไปตามที่ต่างๆ ที่ขึ้นชื่อว่า หาที่จอดรถยาก คนอื่นๆ อาจจะต้องขับวนหากว่า 7-8 รอบถึงจะได้ที่จอดรถ แต่พี่มักจะหาที่จอดรถได้ง่ายมาก ยกตัวอย่างเช่น ในวันมาฆบูชาพี่ตั้งใจขับรถไปทำบุญ ทำทาน แจกอาหารและเครื่องดื่มให้แก่คนที่มาเวียนเทียนรอบวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นจำนวนหมื่นๆ คน ซึ่งพี่ทำเช่นนี้เป็นประจำทุกวันพระใหญ่ ทำอย่างต่อเนื่องกันมา 5-6 ปีแล้ว ซึ่งรอบวัดบวรนิเวศฯ นั้นหาที่จอดรถยากมาก แต่น่าแปลกที่พี่กลับหาที่จอดได้ภายในบริเวณวัดเลยด้วย ทำให้พี่เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งอำนวยสะดวกที่พระท่านเมตตาเรา หรืออาจจะเรียกได้ว่า ด้วยบุญบารมีที่เราสู้อุตส่าห์ทำความดี ส่งผลให้มีสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตของเรา ทำให้เราไม่เบื่อพระ เบื่อเจ้า เบื่อวัด และหมั่นทำความดีต่อไป
                พี่จึงอยากฝากไปยังผู้อ่านว่า ศาสนาพุทธสอนให้คนเราทำอะไรด้วยตัวเอง พิสูจน์ด้วยตัวเอง หนังสือเรื่อง "ธรรมะรักษา" เล่มนี้ อาจจะเป็นประสบการณ์ตรงจากการที่พี่เจ็บป่วย ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณบอกว่า คุณจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ที่ผ่านมาทำผิดพลาดไปไม่เป็นไร ขอให้คุณเริ่มต้นใหม่เสียตั้งแต่วันนี้ ด้วยการพิสูจน์ด้วยตัวเอง วิเคราะห์ด้วยตัวเอง สอนตัวเอง
                แล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในชีวิตของคุณอย่างแน่นอน เพราะศาสนาพุทธไม่เคยสอนในสิ่งที่ผิดอยู่แล้ว             
 

คำนำสำนักพิมพ์

ว่ากันจริงๆ แล้ว ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้นนัก และมักมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ บางวันเราก็สุข บางวันเราก็ทุกข์ บางวันเราก็มีสุขภาพที่ดี บางวันเราก็เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ชีวิตมนุษย์เราไม่ว่าจะยากดีมีจนล้วนแล้วแต่มีวัฐจักรเป็นเช่นนี้เหมือนกันหมด
                รวมถึงเขาคนนี้ด้วยเช่นกัน เป็ด-อภิชาตฺ นรเศรษฐาภรณ์ แม้จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างสูงสุด ได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ใช่ว่าเขาจะมีความสุขสมบูรณ์ทุกวันเวลา เพราะวันหนึ่งเขาได้เผชิญกับโรคมะเร็งร้ายจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่โชคดีที่เขาได้รับการเตือนสติจาก พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว. ให้เขามีสติ ยึดพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นสิ่งรักษากายให้หายเจ็บป่วย และให้เข้าถึงสัจธรรมที่ว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเขาน้อมนำคำสั่งสอนของพระอาจารย์ที่เคารพมาปฏิบัติ จนเกิดกำลังตั้งใจรักษาตัวด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ทำให้โรคมะเร็งร้ายได้อันตระธานหายไปจากร่างกายของเขาหมดสิ้น
                ธรรมะช่วยเยียวยาให้เขาหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างไร บทสนทนาธรรมระหว่างพระนักปราชญ์แห่งยุค พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และ เมคอัพอาร์ติสแถวหน้าของเมืองไทย อภิชาติ นรเศรษฐาภรณ์ จะเป็นคำตอบให้กับทุกท่าน หนังสือเล่มนี้นอกจากจะพูดถึงแนวทางการดำเนินชีวิตให้สมดุล พูดถึงเรื่องสังคม พูดถึงเรื่องการบ้านการเมืองแล้ว ยังพูดถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมให้เติบโตไปจนถึงขั้นนิพพานด้วย เพราะนิพพานไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเป็นเรื่องยากแต่อย่างไรเลย เราทุกคนสามารถบรรลุถึงซึ่งนิพพานได้ พร้อมในเล่มยังประกอบด้วย "9 บทสวดมนต์ เพื่อความก้าวหน้า" ซึ่งเรียบเรียงโดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีที่ปรารถนาให้ชาวพุทธ ได้เรียนรู้การสวดมนต์ในบทที่มีความหมาย มีความสำคัญ และก่อให้เกิดสติปัญญาแก่ผู้สวดจริงๆ
                หนังสือธรรมรักษาเล่มนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คุณเข้าถึงพระธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท และเผชิญหน้ากับความตายอย่างมีสติ
                สุดท้ายนี้ข้อฝากข้อคิดจากพระมหาวุฒิชัย วชริเมธีไว้ว่า
                "...ยามใดที่ชีวิตพบกับความทุกข์ หากไม่มัวแต่เป็นทุกข์ ทว่าเรียนรู้ที่จะมองความทุกข์อย่างมีสติ อย่างแยบคาย อย่างผู้ดู ไม่ได้เป็นผู้เป็น ความทุกข์ก็จะทอประกายแห่งความสุขออกมา..."
                ขอให้คุณผู้อ่านพบกับความร่มเย็นใต้ร่มพระธรรมนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                                                                                                                                               
                                                                                                                                ลิปส์ พับลิชชิ่ง
SHARE THIS :