WHEN SORROW BECAME STRENGTH

เมย์-วรดา เอลสโตว์
นางแบบ/นักแปลอิสระ


ในโลกกลมๆ ใบนี้ผู้คนนับล้านมองเห็นความสวยงามจากทุกสิ่งรอบๆ ตัว ทว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกราวกับว่าโลกนี้ช่างหม่นหมอง ไม่ได้สวยงามอย่างที่ตาเห็น และสำหรับโลกของ เมย์-วรดา เอลสโตว์ นางแบบตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับการเจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้า และอะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา โลกที่เธอมองเห็นจะสวยงาม หรือเป็นสีเทา เรามาร่วมค้นหาคำตอบจากปากของเธอ

ลิปส์: เส้นทางการเป็นนางแบบของคุณเริ่มต้นขึ้นอย่างไร

เมย์: ตอนเด็กๆ เมย์ชอบดูรันเวย์ Victoria\'s Secret มาก ทำให้อยากเป็นนางแบบ แล้วตอนเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มีเพื่อนทำโปรเจ็กต์ให้เมย์เป็นนางแบบ ให้ถ่ายแบบชุดชั้นใน ช่วงแรกๆ มันก็เป็นงานฟรีหมด ทีนี้พอเราวิ่งหางาน และเริ่มมีงานที่ทำเงินปุ๊บ เราก็รู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราต้องทำงานให้ดีมาก ต้องดีมากๆ

ลิปส์: จากจุดนี้ มันกลายเป็นความกดดันใช่หรือไม่

เมย์: ตอนเรียนมันก็จะมีในเรื่องการแข่งขันกันเกิดขึ้น ซึ่งจะมองว่า เป็นเรื่องปกติธรรมดาก็ได้ แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่กดดันตัวเอง พยายามที่จะขึ้นไปอยู่ตรงนั้น ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งนั้นน่ะเป็นปัจจัยใหญ่ที่ก่อตัวเป็นความเครียดที่สะสมอยู่ตลอดเวลา และเราเริ่มรู้สึกตัวว่าเรากำลังเป็นโรคซึมเศร้า ที่มีอาการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

ลิปส์: กับคำว่า "ต้องดีที่สุด" นั่นทำให้คุณเริ่มสร้างนิยามความงามให้กับตัวเองใช่ไหม

เมย์: เมย์ตัวเล็กกว่านางแบบทั่วไป ถ้าอยากจะขายาวดูเพรียวสูง คงจะต้องผอมลงกว่านี้ ทำอย่างไรก็ได้ให้ถ่ายรูปออกมาแล้วดูเหมือนว่าเราสูง 170 ซม. เพราะนางแบบทุกคนที่เราเห็นเป็นอย่างนั้น เมย์เลยใช้วิธีอดข้าวค่ะ มื้อเช้ากาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล กินไข่บ้างวันละ 1 ฟอง จะกินเป็นสุกี้แห้งไม่ใส่เส้นไม่ใส่น้ำตาล ไม่มีเนื้อสัตว์ ช่วงที่พีคสุดๆ ก็จะอาเจียน ไม่มีแรง ไม่มีสมาธิ

ลิปส์: ตอนนั้นคิดว่าตัวเองว่าสวยไหม อะไรคือนิยามความสวยของคุณในช่วงนั้น

เมย์: นิยามความสวยงามที่พุ่งเข้ามาในสมองของเมย์ที่รู้สึกตอนนั้น คือ "สวยง่าย" เพราะเราขี้เกียจวิ่ง ไม่อยากออกกำลังกาย คิดว่าวิธีที่ผอมง่ายที่สุดของเรา คือ การอดข้าว ซึ่งในวันนั้นความรู้สึกสวยมันเป็นปัญหาหนึ่งสำหรับเมย์เลยนะคะ เพราะเมื่อเรา classified ตัวเองว่า เป็นผู้หญิง แล้วมองตัวเองในกระจก มันเหมือนกับเราบอกตัวเองไม่ได้ว่านี่คือสวย และคิดว่าเราอยู่ท้ายแถวของคำว่าผู้หญิงสวยด้วยซ้ำ

ลิปส์: แล้วเราเอามาตรฐานอะไรมาวัดว่า แบบนี่สวยมาก แบบนั้นสวยน้อยคะ

เมย์: ในวันนั้นคิดว่า โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่มีผลมาก เราเห็นคนอื่นๆ เป็นอย่างนี้ คนนี้มี follower เท่านี้ คนนั้นมีงานอย่างนั้นอย่างนี้ ตอนนั้นเรายังไม่เคยมีงานอะไรเลย เราก็กดดันตัวเองอยากให้ทุกอย่างมันเป๊ะปังตั้งแต่เริ่มต้น

ลิปส์: แล้วไม่เคยมีใครชมบ้างเหรอว่า "คุณสวยมาก"

เมย์: มี แต่เมย์ไม่เชื่อ คิดแค่ว่าเมื่อเทียบกับคนอื่นแล้วเราก็ไม่สวยอยู่ดี เราเอาตัวเองไปเทียบกับนางแบบคนอื่น ก็เลยกลายเป็นคนที่พยายามจะเป็นทุกอย่างที่เหมือนคนอื่น กลายเป็นว่าเราเอามาตรฐานของคนอื่นมาอัดใส่ตัวเรา ซึ่งเราเข้าใจในวันนี้แล้วว่ามันผิดนะ มันไม่ใช่

ลิปส์: ทราบมาว่าในระหว่างเรียนปริญญาตรี คุณต้องเผชิญกับอาการของโรคซึมเศร้า และอะนอเร็กเซีย เนอร์โวซาไปพร้อมกันใช่ไหม

เมย์: สมัยเป็นเด็กเมย์คิดว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวดูห่างเหิน รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เริ่มทำร้ายตัวเองตั้งแต่ตอนมัธยมปลาย ด้วยการกรีดข้อมือ แต่ไม่ได้ทำเพื่ออยากตาย เป็นแค่การเรียกร้องความสนใจบางอย่าง เมย์คิดเองว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ เพราะเราเป็นวัยรุ่นหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ จากที่เราคิดว่ามันปกติแต่เริ่มผิดปกติ เช่น เราลุกไปทำงานไม่ไหว เริ่มรู้สึกอยากตาย ซึ่งปกติเราไม่ควรคิดอย่างนั้น เพราะสิ่งมีชีวิตจะต้องพยายามอยากมีชีวิตอยู่ แต่แล้วเราเริ่มรู้สึกว่าเราอยากตาย เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คล้ายๆ ผู้หญิง เป็นประจำเดือนตลอดเวลา บางทีแค่แตะนิดเดียวก็ระเบิดได้ ระเบิดหัวเราะก็ได้ ร้องไห้ หรือกรีดร้องแบบนั้น เราอยู่กับอาการแบบนี้มาตลอด จนทำงานแล้วลาออกมาได้สัก 2 สัปดาห์ก็ไปหาหมอ ก็เล่าทุกอย่างว่ามีอาการพวกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก ความสัมพันธ์กับครอบครัวเป็นแบบนี้ๆ อาการช่วงที่ผ่านมากับตอนที่คิดอยากจะมาหาหมอเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนี้แฮปปี้แล้ว แล้วก็หัวเราะให้หมอเห็นว่าแฮปปี้ หมอก็ ค่ะ หนูเป็นโรค ซึมเศร้า (หัวเราะ) คือเราแค่คิดว่าถ้าเราไม่ได้อยู่ ณ ตรงนั้น ท่ามกลางความเศร้า ความกดดัน เรายิ้มเราสบายใจแล้ว มันก็ไม่น่าจะไม่ใช่มั้ง เพราะตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือ โรคซึมเศร้าที่แท้จริง

ลิปส์: แล้วอะไรคือสิ่งที่คุณหมอวิเคราะห์ว่า นี่คือโรคซึมเศร้าที่แท้จริง

เมย์: เพราะมันมีสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นไดนามิกของโรค ที่เขาเรียกว่าเป็น Biopsychosocial Model ตลอดเวลาเราจะรู้สึกว่าเราไม่สมควร มีชีวิตอยู่ ต่อให้ตอนนี้เราสามารถยิ้มหัวเราะได้ แต่ว่าในใจลึกๆ เราจะมีสิ่งที่คิดว่าเราไม่ควรจะอยู่ เราเห็นตัวเองไม่ดี เมย์มองว่ามันเป็นการเห็นโลก หรือเห็นตัวเองที่บิดเบี้ยวไป แล้ว พอเราเศร้า เราไม่พอใจ เราอยากเป็นนางแบบ เราอยากสวย เราอยากผอม ก็ส่งผลให้เกิดมีอาการของโรค อะนอเร็กเซียตามมา หลังจากนั้นเมย์ก็ทานยาตามที่หมอสั่ง และเยียวยาตัวเองด้วยการเล่นโยคะ ฝึกโพลแดนซ์ แล้วก็เรียนต่อปริญญาโทสาขาสุขภาพจิต ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เมย์รู้สึกว่าเป็นศาสตร์ที่เข้าถึงได้ทุกคน และทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น หลังเรียนจบ เมย์ตั้งใจว่าอยากจะทำงานในสถานบำบัดยาเสพติด หรือไม่ก็ทำงานกับเด็กพิเศษ เด็กกำพร้า ซึ่งเมย์ไปเรียนก็เจอคนไข้เด็กที่พ่อแม่พามาพบแพทย์ เราก็มองกลับไปแล้วเห็นว่าเราก็เหมือนคนไข้เด็กนี่เลย พ่อแม่เขาเหมือนไม่รู้จะดีลกับลูกยังไงแล้ว เราก็เลยนึกมองย้อนไปที่แม่เราว่า แม่เก่งมากเลยนะ เขาเลี้ยงเรามาคนเดียว ซึ่งความรักของแม่คือความสวยงามที่เกิดขึ้นมาในชีวิตเมย์ เกิดขึ้นมานานแล้ว

ลิปส์: ในวันนี้คุณมองโลกสวยงามขึ้น คุณมองคนรอบข้าง มองครอบครัวเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เมย์: จากเมื่อก่อนเป็นคนไม่ชอบสุงสิงกับใคร จะมีคนที่เราเกลียดก็จะเกลียดๆๆ แต่พอโตขึ้นเรียนรู้มากขึ้น ทำให้เรารู้ว่า ที่จริงทุกคนไม่มีใครอยากเกิดมาแล้วเป็นคนไม่ดี ทุกอย่างมีเหตุ มีปัจจัย ที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น ทำให้เรามองเป็นกลางมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น ยิ้มให้คนรอบข้างมากขึ้น โลกรอบตัวก็สวยงามขึ้นได้

ลิปส์: ในวันนี้ความสวยงามในทัศนคติของคุณคืออะไร

เมย์: เมย์คิดว่า "เราปรับตัวเองให้เข้ากับ สิ่งที่เราเป็นดีกว่าที่จะต้องเป็นในสิ่งที่โลกบอกว่าจะต้องให้เป็น" 
 
SHARE THIS :