The Stamp Collector

"อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล" ณ ขณะที่เราค่อยๆ พลิกหน้าสมุดสะสมดวงตราไปรษณียากรเล่มหนาของ "นพ.อุกฤษฎ์ อุเทนสุต" ไปทีละหน้า บทท่องอาขยานที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเด็กก็ผุดพรายขึ้นในความทรงจำ ด้วยรายละเอียดอัศจรรย์ของการใช้เวลานานกว่า 30 ปีในการเก็บสะสม สังเกต คัดเลือก คัดแยก ศึกษาข้อมูลโดยละเอียด รวมถึงตามหา และรอคอยเฉพาะ "แสตมป์พระรูป ร.9" ดวงที่ยังขาดหายไป นับเป็นความน่าทึ่งที่เรามิอาจหยั่งลึกลงไปถึงหัวจิตหัวใจแห่งความมานะบากบั่นของนักสะสมผู้นี้ได้เลย

4 สิงหาคม พ.ศ.2528 เป็นวันแรกที่ ด.ช.อุกฤษฎ์ อุเทนสุต ได้ทำความรู้จักตราไปรษณียากร หรือแสตมป์ โดยคุณพ่อและคุณแม่ได้พาเขาไปงานแสดงตราไปรษณียากรแห่งชาติ และผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกับเด็กคนอื่นๆ ที่เริ่มต้นเก็บแสตมป์เป็นของสะสมชิ้นแรกๆ ในชีวิต แต่ความชอบของอุกฤษฎ์ถลำลึกไปมากกว่านั้น เมื่อเขาเริ่มต้นตัดสินใจว่า ควรจะเลือกเก็บสะสมแสตมป์หมวดหมู่ใดเป็นพิเศษถึงจะดี

"ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กอายุ 9 ขวบ ก็เก็บแสตมป์ธรรมดาทั่วไป ว่างๆ ก็เอาแว่นขยายมาส่องดู จากนั้นจึงเริ่มคิดว่าเราจะเลือกสะสมอะไรดี ระหว่างแสตมป์ไทยกับแสตมป์ต่างประเทศ หรือถ้าเราจะเลือกสะสมแสตมป์ผีเสื้อ ดอกไม้ ประเทศไหนๆ ก็มี แต่ถ้าเป็นแสตมป์ในหลวง เราเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ท่านอยู่บนแสตมป์ แล้วด้วยความคิดแบบเด็กๆ ในตอนนั้นก็คือ แสตมป์ในหลวงน่าจะหาง่าย เพราะเราเกิดในยุคเดียวกับพระองค์ท่าน เลยเริ่มสะสมเฉพาะแสตมป์ในหลวงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา" 

นอกเหนือไปจากเหตุผลดังกล่าว อุกฤษฎ์ยังรู้สึกถูกใจในกรรมวิธีการพิมพ์ด้วยระบบแกะสลัก หรือ Steel Engrave ซึ่งเป็นระบบการพิมพ์ที่ใช้พิมพ์เฉพาะแสตมป์ในหลวงและธนบัตร ด้วยเป็นระบบที่ต้องแกะแม่พิมพ์ต้นแบบด้วยมือเท่านั้น ทำให้ได้ภาพที่มีลายเส้นคุณภาพสูง และมีความคมชัดกว่าการพิมพ์ด้วยระบบพิมพ์หิน หรือ Lithrography ที่ใช้พิมพ์แสตมป์ทั่วไป ความสวยในรายละเอียดแสนพิสุทธิ์กลายเป็นความงามอันล้ำลึกที่ปรากฏในลวดลายพิมพ์แต่ละเส้น เกิดเป็นมนต์เสน่ห์ที่สะกดให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งปักใจรักตราไปรษณียากรพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 9 เรื่อยมา



จากนักเรียน เปลี่ยนสถานะมาเป็นนักศึกษาแพทย์ กระทั่งร่ำเรียนจนจบมาประกอบอาชีพแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรกรรม โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์กรุงเทพมหานคร ภาระการเรียนและหน้าที่การงานไม่ได้ทำให้เขาห่างหายจากการตามหาดวงตราไปรษณียากรที่ตนรัก ตรงกันข้าม การดำดิ่งสู่การเป็นนักสะสมแสตมป์พระรูป ร.9 ของ "หมอโป้ง" กลับยิ่งเข้มข้นและจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาตัดสินใจส่งแสตมป์ประกวดในเวทีระดับโลกเมื่อปี พ.ศ.2547 ซึ่งนั่นทำให้เขายิ่งต้องศึกษาหาข้อมูลเชิงลึกของแสตมป์พระรูป ร.9 แต่ละรุ่นโดยละเอียด ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตแสตมป์ทุกขั้นตอน แต่ละชุดพิมพ์กี่ครั้ง มีกี่ราคา มีสีอะไรบ้าง ไปจนถึงการตามหาแสตมป์ตลก (Error Stamp) ซึ่งเป็นแสตมป์ที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนในขั้นตอนการพิมพ์ ทำให้เกิดลวดลายหรือรายละเอียดที่ผิดเพี้ยน ซึ่งรายละเอียดที่คนทั่วไปมองไม่เห็นเหล่านี้เอง ที่เป็นทั้งความสุข ความสนุก และความท้าทายที่ทรงคุณค่าต่อหัวใจของนักสะสมผู้นี้เหลือเกิน

"ถ้าไม่รัก ไม่ชอบ คงทำไม่สำเร็จ" นายแพทย์หนุ่มเอ่ยจากใจ "หรือถึงจะชอบแค่ไหนก็ต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม ซึ่งปัญหาที่ผมและเหล่านักสะสมแสตมป์เผชิญมาโดยตลอดก็คือ องค์ความรู้ในแวดวงนี้มีน้อยเหลือเกิน หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับแสตมป์พระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 9 มีอยู่แค่ 1-2 เล่ม ดังนั้น นอกจากสอบถามวิชาจากผู้รู้และนักสะสมรุ่นเก่าแล้ว ยังต้องอาศัยการสังเกตและค้นคว้าด้วยตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเราชอบแล้ว มีความรู้แล้ว ก็ต้องมีกำลังทรัพย์ในระดับหนึ่ง เพื่อเข้าถึงแสตมป์ที่เรากำลังตามหา แต่หลายโอกาส ของบางอย่างต่อให้แพงแสนแพง หรือถูกแสนถูก ถ้าเจ้าของไม่ขาย เราก็ไม่สามารถครอบครองได้ รวมถึงการเปิดหูเปิดตาเพื่อเข้าถึงโอกาสในการจับจองของดีๆ ที่มีออกมาในหลายช่วง ซึ่งเราต้องอาศัยครูและมีกุนซืออีกหลายคนคอยแนะนำ ทุกปัจจัยนี้ต้องอาศัยจังหวะเดียวกัน ทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไปไม่ถึงปลายทาง"

แบบ Essay หรือตัวอย่างของปรู๊ฟแสตมป์ที่แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเลือกสีสันและลวดลาย ก่อนพิมพ์ออกมาใช้งาน  

หนึ่งในกุนซือคนสำคัญที่ช่วยคิดค้นกลยุทธ์ ในการตามหา เข้าถึง และครอบครองแสตมป์พระรูป ร.9 แก่หมอโป้ง ก็คือ วีรวัฒน์ บงกชกร ผู้บริหารการเงินและวางแผนองค์กรให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่อาศัยความชำนาญในการวางกลยุทธ์จากสายงานที่ตนคร่ำหวอด มาผนวกกับความชอบในการสะสมของเก่าหลากประเภท รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์ในพระราชอิริยาบถที่หาชมได้ยากของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และแสตมป์พระรูป ร.9 ซึ่งตัวเขาเองเป็นหนึ่งในกรรมการของสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ผู้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองจนมีความรอบรู้ด้านประวัติศาสตร์ของดวงตราไปรษณียากรมากพอสมควร จึงพร้อมจะเป็นหูเป็นตาคอยมองหาแสตมป์พระรูป ร.9 ชิ้นพิเศษที่หายาก เพื่อมาเติมคอลเล็กชั่นของหมอโป้งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อาทิ ปรู๊ฟของแสตมป์พระรูป ร.9 ราคาหน้าดวง 20 สตางค์ แต่เป็นสีของแสตมป์ราคา 2 บาท ซึ่งเป็นตัวอย่างของการทดลองพิมพ์และเลือกสีของทางโรงพิมพ์ จึงทำให้เป็นของหายากและมีราคาแพงมาก ซึ่งการจะเข้าถึงแสตมป์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยกุนซือหลายราย รวมถึงการฝากข้อความทิ้งไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ ในหลายประเทศ เพื่อให้เหล่าพ่อค้าหรือนักสะสมด้วยกันทราบถึงข้อมูลว่าใครกำลังต้องการแลกเปลี่ยนแสตมป์แบบใดอยู่บ้าง เพื่อทำการ ซื้อขายกันต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากแสตมป์พระบรมสาทิสลักษณ์ ร.9 มีการจัดพิมพ์ขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่พุทธศักราช 2490 หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นต้นมา ทำให้ปัจจุบันมีแสตมป์พระรูป ร.9 ทั้งหมด 10 ชุด และแม้หมอโป้งเองจะมีแสตมป์ครบทุกชุด แต่การจะส่งแสตมป์เข้าประกวดในเวทีระดับโลกนั้น จำเป็นต้องเลือกโฟกัสเรื่องราวที่ต้องการเจาะลึกและบอกเล่าผ่านแฟ้มรวบรวมผลงานจำนวน 128 หน้า หรือ 8 เฟรม ซึ่งหมอโป้งเลือกสะสมแสตมป์ชุดที่ 1 และ 2 เป็นสำคัญ

แสตมป์ชุดที่ 1 เป็นแสตมป์เพียงชุดเดียวที่ใช้คำว่า SIAM ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้คำว่า THAILAND  ตั้งแต่แสตมป์ชุดที่ 2 จนถึงปัจจุบัน  

"การประกวดในระดับสากลต้องพูดถึงข้อมูลของแสตมป์ในเชิงลึก โดยประเภทที่ผมส่งเข้าประกวดเรียกว่าแสตมป์แบบดั้งเดิม (Traditional Philately) ซึ่งผมเลือกที่จะเอาแสตมป์ชุดเดียวมาเขียนรายงานเรื่องราวไปเลย 30-40 หน้า เหตุผลที่เลือกชุดที่ 1 กับ 2 เพราะมีความสวย คลาสสิก และมีการจัดพิมพ์เพิ่มหลายครั้ง ทำให้มีเรื่องราวให้เขียนถึงได้มากกว่าแสตมป์ที่ระลึก ซึ่งส่วนมากมักพิมพ์เพียงครั้งเดียว"

เล่าแบบนี้สำหรับคนที่ไม่ใช่นักสะสมแสตมป์ตัวจริงคงคิดว่าเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่นำแสตมป์ที่มีอยู่มาจัดเรียงและวางเลย์เอาต์์แต่ละหน้าให้สวยงาม ค้นคว้าข้อมูล แล้วร้อยเรียงเรื่องราวประกอบเข้าไป โดยเปิดเรื่องที่ตัวอย่างปรู๊ฟของแสตมป์ชุดนั้นๆ ตามด้วยตัวแสตมป์ที่ไม่ผ่านการใช้งาน แสตมป์ที่ผ่านการใช้งานจริงที่แปะอยู่บนซองจดหมายบ้างหรือโปสการ์ดบ้าง ปิดท้ายด้วยแสตมป์ตลก เป็นแสตมป์ที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการพิมพ์

แต่ลองพิจารณาดูดีๆ การจะพบแสตมป์ที่มีรอยหยดหมึกเปื้อนเพียงจุดเดียวสักดวง หรือเป็นรอยพับเพราะเครื่องพิมพ์มีปัญหาจนกลายเป็นแสตมป์ตลก จะมีโอกาสเกิดขึ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางจำนวนแสตมป์ที่ถูกพิมพ์ออกมานับแสนนับล้านดวง



"แสตมป์หนึ่งแบบผมมีเป็นพันๆ ดวง ดังนั้นผมไม่สามารถนับได้ว่าผมมีแสตมป์ในครอบครองทั้งหมดกี่ดวง" นายแพทย์อุกฤษฎ์จาระไนแถลงไข "ในการตามหาแสตมป์สักดวง เพื่อนำมาประกอบในคอลเล็กชั่นสำหรับส่งเข้าประกวดให้ครบถ้วนในเนื้อหาใจความ ผมต้องรื้อแสตมป์จากล็อตใหญ่เพื่อหาแสตมป์แค่ดวงเดียวที่มีความแตกต่าง เช่น ในแสตมป์หนึ่งชุดใหญ่จะมีจุดมาร์กกิ้งในการตัดแสตมป์ ซึ่งตำแหน่งของมาร์กกิ้งแต่ละแห่งจะเป็นเครื่องบ่งบอกว่าแสตมป์ดวงนี้อยู่ ณ ตำแหน่งไหนบนแผ่นของแสตมป์ชุดนั้น ผมก็รื้อหาไปเรื่อยๆ ใช้เวลา 5 ปี 10 ปี ถึงจะเจอดวงที่ใช่ หรือไม่อย่างนั้นก็ไปเจอตาม ebay บ้าง ซึ่งเราก็ต้องส่องแล้วส่องอีกว่ามาร์กกิ้งที่เรากำลังตามหาอยู่ ณ​ ตำแหน่งนี้ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งก็ไม่เสมอไปว่าการซื้อแสตมป์ทาง ebay จะต้องมีราคาสูง บางดวงผมได้มาในราคา 50 บาท แต่ก็มีไม่น้อยครั้งเหมือนกันที่ผมยอมทุ่มเงินหลักแสนเพื่อแสตมป์หนึ่งดวง" 

"บ้าระห่ำและทุ่มเทพอสมควร" เป็นนิยามที่หมอโป้งระบุถึงตัวตนของการเป็นนักสะสมแสตมป์เพื่อส่งประกวด ซึ่งเราเห็นด้วยในทันที แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ความสุขใจในการได้เป็นทั้งนักสืบ นักค้นหาสมบัติ และนักวิชาการไปในตัว คือหนทางที่เขาเลือกแล้วว่าจะเดินต่อไป

"ถ้าคิดง่ายๆ การสะสมแสตมป์เพื่อส่งเข้าประกวดทำให้ของที่เรารักได้รับการจัดให้เป็นหมวดหมู่ ทำให้เราไม่เก็บของแบบสะเปะสะปะไปเรื่อยเปื่อย ในเมื่อผมเลือกที่จะส่งประกวดเฉพาะแสตมป์ชุดที่ 1 และ 2 ทำให้ผมไม่ต้อง ไปนั่งเสาะแสวงหาแสตมป์ชุดอื่นๆ ซึ่งนั่นทำให้โฟกัสของเราแคบลง นอกจากนี้ ยังเป็นการได้โปรโมตแสตมป์ไทยสู่สายตาของนานาชาติอีกด้วย โดยเฉพาะแสตมป์ชุดในหลวง ร.9 ที่เป็นการประกาศให้ชาวโลกได้เห็นว่า แสตมป์ไทยก็หายาก มีดี และมีคุณค่าไม่แพ้ใคร"



หลังว่างเว้นจากการส่งแสตมป์เข้าประกวดถึง 2 ปี ในเดือนธันวาคมปีนี้เอง ที่หมอโป้งตัดสินใจส่งแสตมป์เข้าประกวดในเวทีโลกอีกครั้ง และเช่นเดียวกับทุกครั้งที่เขาต้องรื้อคอลเล็กชั่นเดิมที่เคยทำแล้วจัดเรียงเนื้อหาแสตมป์ขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อแสดงถึงพัฒนาการที่ดีของนักสะสม อันนำมาซึ่งคะแนนจากคณะกรรมการ ที่จะส่งผลต่อการคว้าเหรียญรางวัลมาครองในท้ายที่สุด หมอโป้งหยิบแฟ้มรวมคอลเล็กชั่นแสตมป์ที่เพิ่งจัดขึ้นใหม่มาให้เราชม ความพิเศษปรากฏให้เราประจักษ์ต่อสายตาตั้งแต่หน้าปก เมื่อหมอโป้งเลือกโชว์แสตมป์หน้าดวง 20 สตางค์ ที่มีพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่บนดวงแสตมป์ พร้อมระบุปี ค.ศ.1961 กำกับ

"เป็นเรื่องน่าแปลกที่ผมเคยเจอแสตมป์ดวงนี้มาก่อนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กนักเรียน จึงไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะได้เป็นเจ้าของแสตมป์ดวงนี้" หมอโป้งเล่าถึงที่มาของแสตมป์หายากดวงดังกล่าว "ตอนนั้นพ่อค้าแสตมป์โทรมาบอกผม ว่ามีแสตมป์พระรูป ร.9 ที่มีลายเซ็นในหลวงในราคาเริ่มต้นที่ 1 แสนบาท ผมอยากได้มากจนจำชิ้นนี้ได้ฝังใจ ซึ่งเหตุผลที่อยากได้ ก็แน่นอนอยู่แล้วว่า ในฐานะนักประกวดแสตมป์ในหลวง ครั้งหนึ่งก็อยากมีแสตมป์สักชิ้นที่มีพระปรมาภิไธยประทับไว้เป็นมิ่งขวัญ แต่ผมในวัยนั้นยังหาเงินเองไม่ได้ จึงจำเป็นต้องปล่อยให้แสตมป์ดวงนี้หลุดลอยไป จนเวลาผ่านไปเป็นสิบปีและผมก็ลืมไปแล้ว ล่าสุดในปีนี้เองที่ผมได้ข่าวว่า มีคนนำแสตมป์ดวงนี้ออกมาประมูลอีกครั้ง ซึ่งผมจำได้ว่าเป็นแสตมป์ดวงเดิมแน่นอน เพราะเป็นแสตมป์ชุด THAILAND ซึ่งผมเดาว่ามีไม่เยอะ หรือถึงชิ้นนี้จะเป็นชิ้นที่สอง แต่อย่างน้อยก็เป็นลายเซ็นในหลวงบนดวงแสตมป์แน่นอน" 

นายแพทย์อุกฤษฎ์ไม่ลังเลที่จะยอมทุ่มทุนทรัพย์จำนวนหกหลักเพื่อให้ได้มาซึ่งแสตมป์ดวงที่เขาหมายตามานานนับสิบปี พร้อมเล่าถึงข้อสันนิษฐานบางประการถึงเหตุผลของการปรากฏพระปรมาภิไธยบนตราไปรษณียากร

"คำบอกเล่าแรกคือ เป็นการเข้าเฝ้าฯ และขอพระราชทานให้พระองค์เซ็นชื่อบนแสตมป์ แต่ผมเชื่อคำบอกเล่าที่สองมากกว่า ที่ว่ายุคนั้นในหลวงต้องเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนนานาประเทศ ซึ่งพระองค์ท่านมักจะมอบกรอบรูปพร้อมพระปรมาภิไธยเพื่อเป็นของขวัญแด่ Head of State เช่น ประธานาธิบดี หรือผู้นำของแต่ละประเทศ ในขณะที่พระองค์ก็น่าจะพกแสตมป์ที่มีพระปรมาภิไธยติดองค์เอาไว้ด้วย เพื่อมอบให้ผู้ติดตามอย่างบอดี้การ์ดไว้เป็นที่ระลึก เพราะที่มาของแสตมป์ดวงนี้มาจากอดีตบอดี้การ์ดวัย 80 ปี ซึ่งเขานำไปขายต่อให้บริษัทที่รับซื้อสินค้าพร้อมลายเซ็น จึงมี Certificate จากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องยืนยัน ซึ่งเมื่อลองเทียบจากอายุเจ้าของเดิม กับช่วงเวลาที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าน่าจะเข้าเค้ามากที่สุด" 

การเดินทางของแสตมป์ดวงหนึ่งจากอีกซีกโลก ข้ามผ่านกาลเวลายาวนานกว่า 55 ปีก่อนมาถึงมือผู้ที่รอคอยสิ่งเล็กน้อยในมือเจ้าของคนก่อน แต่กลับเลอค่าจนทำให้หัวใจของชายชาวไทยคนนี้พองโตเสียยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิต ดูจะเป็นความบังเอิญแสนมหัศจรรย์ ที่หากไม่เฝ้าติดตาม ก็คงไม่มีทางได้สมปรารถนา

"ข้อแรก เราต้องเชื่อก่อนว่ามันมีแสตมป์ดวงที่เราตามหา" นายแพทย์อุกฤษฎ์เอ่ยถึงสาเหตุแห่งความมุ่งมั่น รอคอย ชนิดที่ไม่เคยท้อ "จากนั้นก็ตามหา ต่อให้นาน 30 ปี ยังไงก็ต้องมี แล้วในที่สุดแสตมป์ดวงนั้นๆ ก็จะปรากฏออกมาเอง"

มากไปกว่าการตามหาแสตมป์เลอค่าบางดวงที่ไม่รู้ว่าอยู่ ณ ​มุมไหนของโลก นายแพทย์อุกฤษฎ์ไม่เคยละเลยแสตมป์พระรูป ร.9 บนมุมซองจดหมายทุกฉบับที่ส่งมาที่บ้าน เขาเก็บรวบรวมจดหมายที่ติดแสตมป์พระรูป ร.9 ทุก ฉบับไว้เป็นอย่างดี และไม่เคยทิ้งเลยแม้แต่ฉบับเดียว "วันดีคืนดีผมก็หยิบแว่นขยายมาส่องดู" เขาเล่าถึงกิจวัตรธรรมดาของตน ที่แปลกพิเศษในสายตาเรา 

"ผมเคยซื้อแสตมป์ดวงละ 2 บาท ยุคที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ที่พ่อค้ารวบรวมใส่ถุงดำมาขาย ถุงนั้นมีน้ำหนัก 20 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 20 บาท เท่ากับว่าทั้งถุงราคา 400 บาท ก็ไม่ได้แพงอะไร ซึ่งทุก 1 กิโลกรัม จะมีแสตมป์อยู่ประมาณ 30,000-50,000 ดวง เท่ากับว่าในถุงดำใบนั้นจุแสตมป์ไว้เป็นล้านดวง" แน่นอนว่าคำถามที่เราถามต่อก็คือ แล้วคุณหมอจะเอาแสตมป์ดวงละ 2 บาท หนึ่งล้านดวงนั้นมาทำอะไร

"แสตมป์เหล่านี้มาจากทั่วประเทศ นั่นทำให้เราสามารถเรียงตราประทับของทุกอำเภอ เรียงลำดับจาก ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก ได้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในหมวดหมู่ที่สามารถส่งประกวดได้ ตอนนี้มีหลายคนที่เก็บรวบรวมได้หลายร้อยอำเภอแล้ว แต่บางคนก็แปะแสตมป์บนซองใหม่ แล้วส่งจดหมายไปยังอำเภอต่างๆ เพื่อตีตราเอง ซึ่งก็ยอมรับได้ แต่ในเชิงประกวดแล้วจะไม่ได้คะแนนเลย เพราะถือเป็นการจงใจทำ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามกาลเวลา เรื่องราวเหล่านี้ต้องบอกว่าถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้ หรือต่อให้มีตังค์ก็ต้องบ้าด้วย ของพวกนี้ไม่ได้แพง แต่เมื่อเราตั้งใจเก็บอย่างดีแล้ว มูลค่าจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปตามเรื่องราวและกาลเวลา มันคือ Value Added ที่เราใส่ความรู้เข้าไป" 

หนึ่งในความตั้งใจลำดับถัดไปของนักสะสมแสตมป์พระรูป ร.9 คนนี้ คือการรวบรวมทุกเกร็ดความรู้เกี่ยวกับแสตมป์พระรูป ร.9 ชุดที่ 1 และ 2 จัดพิมพ์เป็นหนังสือที่มีข้อมูลละเอียดที่สุด พร้อมจุด้วยภาพแสตมป์พระรูป ร.9 ที่หาชมได้ยากไว้มากที่สุดเช่นกัน ซึ่งองค์ความรู้นี้ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์การทูต เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง วิวัฒนาการทางการพิมพ์ ฯลฯ อัดแน่นอยู่ในตราไปรษณียากรดวงจิ๋ว ที่อาจไร้ค่าในสายตาคนจำนวนมาก แต่กลับเป็นคัมภีร์แห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีจุดสิ้นสุดของนายแพทย์ผู้ไม่เคยละทิ้งความพยายามผู้นี้

 
SHARE THIS :