The Sound of Stars

หากเอ่ยถึงนักร้องดูโอหญิงระดับคุณภาพ คงไม่มีใครมองข้ามชื่อของ นิว-นภัสสร ภูธรใจ กับ จิ๋ว-ปิยนุช เสือจงพรู เพราะตลอดระยะเวลาในวงการเพลงสิบกว่าปี เธอทั้งคู่ได้ครองใจคนฟังจนอาจเรียกได้ว่า เป็นนักร้องหญิงจากเวทีการประกวดเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ที่เดินมาไกลที่สุดคู่หนึ่งของรายการ นอกเหนือจากภาพเบื้องหน้ากับเพลงฮิตติดชาร์ตอย่าง 'ไม่รัก...ไม่ต้อง' และอีกหลายๆ เพลงคุ้นหู ชีวิตเบื้องหลังของทั้งคู่คือเพื่อนรักที่จูงมือกันเติบโตในเส้นทางสายดนตรี และหากใครคิดว่าระยะเวลา 13 ปีที่รู้จักพวกเธอยาวนานพอแล้ว บทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้จะเปิดเผยแง่มุมของสองนักร้องหญิงชื่อดังแห่งยุคในแบบที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

จุดเริ่มต้นของการร้องเพลง
นิว : นิวเริ่มต้นประกวดร้องเพลงที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ ป.4 เป็นตัวแทนของห้องประกวดกันเองในชั้นเรียน ตอนนั้นได้รางวัลที่ 3 เลยมีโอกาสเข้าไปอยู่ในชมรมประสานเสียงของโรงเรียน ซึ่งพอมีงานประกวดร้องเพลง เด็กกลุุ่มนี้ก็จะเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปประกวด นิวเลยได้เจอมิตร-ภาพใหม่ๆ ของเพื่อนๆ ต่างโรงเรียน รวมถึงได้เจอจิ๋วค่ะ
จิ๋ว : จิ๋วเริ่มต้นประกวดร้องเพลงตอนประมาณ 9 ขวบ เวทีแรกถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นสยามกลการ

นิว : เวทีแรกจิ๋วก็ไปงานใหญ่เลย เวทีแรกของนิวคือประกวดหน้าบ้าน (หัวเราะ)
จิ๋ว : คือจิ๋วไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งนะคะ แต่เห็นในทีวีแล้วรู้สึกว่าอยากประกวดร้องเพลง ก็เลยอัดเสียงตัวเองแล้วไปวางที่โต๊ะครู ครูก็เลยตกลงส่งจิ๋วเป็นตัวแทนไปประกวด

ทำความรู้จักกันครั้งแรก
นิว : น่าจะช่วง ป.6 งาน Kad Suan Kaew Singing Contest ประมาณยี่สิบกว่าปี เวทีนั้นนิวตกรอบ แต่เพื่อนๆ ที่ทำกิจกรรมด้วยกันบอกว่า รู้จักคนนึงชื่อจิ๋ว ตัวเล็กๆ เสียงดีๆ ตอนหลังนิวได้เจอจิ๋วในเวทีอื่น จนกลายมาเป็นมิตรภาพ โทรคุยกันบ้าง เจอกันที่เวทีประกวดร้องเพลงบ้าง ก็ทักทายกัน ปรึกษากันเรื่องร้องเพลง 

ภาพจำแรกที่มีต่อกัน
นิว : คนนี้เสียงดีสมคำร่ำลือ จิ๋วจะลุคนิ่งๆ ตั้งแต่เด็ก เสียงคมๆ เลือกเพลงยากๆ ซึ่งนิวรู้สึกว่าอยากรู้จักคนนี้จัง
จิ๋ว : ถ้าภาพแรกที่เจอนิวอาจจะจำไม่ได้ แต่จะมาสนิทช่วงที่ประกวดงานเดียวกัน ที่จำได้คือนิวชอบร้องเพลงสดใสๆ คนละทางกับจิ๋ว เพราะจิ๋วจะร้องแต่เพลงช้าอย่างเดียว พอได้เจอกันหลายๆ เวที ก็มีโทรศัพท์คุยกันบ้าง เช่น ถามว่าเวทีนี้เธอไปประกวดไหม



เริ่มมาสนิทกันตอนไหน
จิ๋ว : ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัยค่ะ เป็นยุคที่ไม่ค่อยมีการประกวดร้องเพลงแล้ว ตอนนั้นเราทำงานประจำร้องเพลงที่ร้านอาหาร แต่ร้องกันคนละร้าน ​นิวจะร้อง Pub and Restaurant ส่วนจิ๋วร้องที่โรงเบียร์ ตอนนั้นจิ๋วไปร้องแทนพี่ไก่ พรรณนิภา สองวัน แล้วก็ไปนั่งดูนิวด้วย เพราะร้านที่นิวร้อง (Cottage) จะมีแต่นักร้องเก่งๆ มาจากกรุงเทพฯ เช่น พี่เจี๊ยบ นนทิยา พี่ๆ จากเคพีเอ็น แล้วดาราเซเลบก็ต้องมาเที่ยวร้านนี้ จิ๋วเลยเริ่มสนิทกับนิวมากขึ้น ถึงแม้เราจะร้องคนละที่ แต่ก็คุยกันตลอด เช่น เธอร้องเพลงอะไร ตอนนี้มีเพลงอะไรดังบ้าง เธอแกะเพลงอะไรอยู่
นิว : ตอนหลังนิวเลยชวนจิ๋วให้มาร้องที่ร้านเดียวกัน แต่ว่าอยู่คนละวง จิ๋วจะร้องกับวงหุ้นส่วนเจ้าของร้าน ส่วนนิวจะร้องกับวง ​ETC. และก็พี่เอ็ม เดอะสตาร์ คือร้องคนละช่วงเวลาสลับกันไป

เข้าสู่เส้นทางเดอะสตาร์ได้อย่างไร
นิว : ร้องด้วยกันสักพักหนึ่ง จนรายการเดอะสตาร์ปีแรกเขาไปรับสมัครตามภาคต่างๆ เวียนมาถึงภาคเหนือ ในยุคนั้นเดอะสตาร์เป็นรายการเรียลิตี้ที่ใหม่มาก พอเขาประกาศว่าพรุ่งนี้จะมีการรับสมัครที่กาดสวนแก้ว นิวก็ชวนพี่เอ็มไปสมัคร เพราะมันหมดยุคการประกวดร้องเพลงมาพักหนึ่งแล้ว ตอนนั้นนิวชวนจิ๋วด้วย แต่จิ๋วบอกว่าไม่ไป 
จิ๋ว : ที่ไม่ไปเพราะเขาบอกว่าคนที่ได้ที่หนึ่งจะได้เป็นศิลปินของแกรมมี่ จิ๋วก็คิดว่าไม่ได้หรอก เป็นศิลปินยากเกินไป นึกภาพไม่ออก ซึ่งถ้าไม่ไปก็คงไม่มีวันนี้
นิว : ตอนนั้นเขาเปิดให้สมัครวันเสาร์-อาทิตย์ วันศุกร์นิวก็ชวนพี่เอ็ม พอคืนวันเสาร์กลับมาร้องเพลงที่ร้าน ก็บอกทุกคนว่าง่ายมากเลย ร้องเพลงแค่นิดเดียวเอง พนักงานและหุ้นส่วนในร้านเลยบอกให้จิ๋วไปสมัคร สุดท้ายจิ๋วก็ไป แต่ไปเกือบคนท้ายๆ แล้ว พอวันจันทร์ประกาศผลทั้งนิว จิ๋ว และพี่เอ็มก็เข้ารอบ จนคัดเหลือระดับตัวแทนภาคเหนือ 5 คน ก็เข้ารอบไปด้วยกัน
จิ๋ว : ด้วยความที่เราร้องเพลงเป็นอาชีพ ตอนนั้นเลยมองภาพตัวเองไม่ออก ไม่รู้ว่าตัวเองจะเจอกับอะไร ยิ่งเขาบอกว่าคนที่ได้ที่หนึ่งจะได้ออกอัลบั้มกับแกรมมี่ ยิ่งนึกภาพตัวเองไม่ออกเลย 
นิว : ในความเข้าใจของเรา การเป็นศิลปินต้องตัวสูง สวยแบบพี่ติ๊นา พี่มาช่า พอมามองที่ตัวเราก็รู้สึกยังไม่ใช่ (หัวเราะ)



จุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้องดูโอ้
นิว : ตอนที่ยังร้องเพลงที่เชียงใหม่ มีช่วงที่พี่ๆ วง ETC. ออกไปทำอัลบั้ม นิวก็ไม่มีวงที่ร้องด้วย นิวก็เลยต้องมาร้องกับวงจิ๋ว เราเลยได้เป็นคู่ดูโอ้กัน ตอนนั้นเขาเรียกกันว่า คู่รักยม เพราะตัวเล็กเหมือนลูกกรอก ซึ่งตอนนั้นเราก็เริ่มมีแฟนคลับจากกรุงเทพฯ ประกอบกับในยุคนั้นเชียงใหม่ไม่ค่อยมีนักร้องหญิงคู่ ภาพของเราก็เลยชัด 
จิ๋ว : คือเหมือนกับภาพมันมาเป็นคู่อยู่แล้ว พอประกวดเสร็จก็มีทีมงานโทรมาบอกว่า พี่ดี้ นิติพงษ์ สนใจอยากจะทำอัลบั้มให้เราสองคน ตอนนั้นเดินเที่ยวห้างอยู่ พอได้ยินก็ยืนกอดเสาเลย เพราะเราไม่ได้แชมป์ ไม่ได้รางวัล แต่เราได้ออกอัลบั้ม ก็ดีใจที่เขาเลือกทั้งนิวและจิ๋ว 

ความสัมพันธ์สนิทกันขึ้นกว่าเดิมไหม
นิว ​: เราสนิทกันตั้งแต่อยู่ที่เชียงใหม่ เพราะนิวมีเพื่อนที่มหาวิทยาลัยน้อยมาก เรียนคือเรียน พอเรียนเสร็จตอนเย็นก็ต้องมาซ้อมร้องเพลงที่วง เลยจะสนิทกับจิ๋วมาก แล้วยิ่งได้ใช้ชีวิตช่วงเดอะสตาร์ด้วยกัน ยิ่งสนิทกันมากขึ้น
จิ๋ว : ตอนเริ่มทำอัลบั้มก็มาอยู่กรุงเทพฯ ด้วยกัน อยู่คอนโดเดียวกัน ก็เลยสนิทกันมากขึ้นค่ะ

เคยทะเลาะกันไหม
นิว : มีน้อยมาก นับครั้งได้เลยค่ะ แต่เคยทะเลาะกันจริงจังครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องแบบผู้หญิงๆ ด้วยความที่เราเป็นคนขี้เกรงใจทั้งคู่ มีอะไรก็ไม่กล้าพูด แต่พอมาพูดทีหนึ่งก็เลยไม่ลงล็อก ก็ห่างกันไปเดือนหนึ่งเลย เป็นช่วงที่เคว้งคว้าง เพราะเรากำลังรอทำอัลบั้มที่สอง ช่วงนั้นก็คิดว่าจะไปต่อหรือจะหยุดดี

กลับมาคืนดีกันได้อย่างไร
นิว : เพราะมีอยู่งานหนึ่งที่ต้องกลับมาเจอกันค่ะ เป็นงานที่แคนเซิลไม่ได้เพราะรับไปแล้ว 
จิ๋ว : ด้วยสปิริตก็ต้องไปออกงาน ถึงจะไม่ได้คุยกัน
นิว : ตอนนั้นถึงจะโกรธกันแต่ก็ยังอยู่คอนโดเดียวกัน แต่อยู่คนละห้อง ห้องจิ๋วอยู่ข้างบน ถ้าเขาทำอะไรเราจะรู้ แต่ไม่คุยกัน เคยมีสอดจดหมายตรงประตูบ้างทีสองที พอต้องมาเจอกันที่ลานจอดรถข้างล่าง สบตากันแล้วทุกอย่างก็... ไม่รู้สิ คลายไปหมดแล้ว

มีเสียน้ำตาไหม 
จิ๋ว : ไม่มีค่ะ คือแฟนเพลงก็คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอเราไปร้องเพลงก็เข้าโหมดปกติ ไม่ได้มีการขอเคลียร์ประเด็นอะไร คือเข้าใจไปโดยปริยาย แล้วก็กลับมาคิดว่าแต่ละคนเราพลาดอะไรไปบ้าง ซึ่งจริงๆ ก็แค่นิดเดียว

หลังจากนั้นสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นไหม
นิว : ดีขึ้นค่ะ เรากล้าพูดกล้ารับฟังมากขึ้น
จิ๋ว : รู้สึกเข้าใจกันมากขึ้น เพราะบางทีจะมาบังคับให้เพื่อนเข้าใจหรือทำตามในสิ่งที่เราคิดก็คงจะไม่ได้

นิสัยส่วนตัวแตกต่างกันไหม
นิว : ต่างค่ะ เหมือนหยินกับหยางเลย อย่างนิวสมัยก่อนจะหลวมมากคือสบายเกินไป ไม่คิดมาก ไม่มีการวางแผน ส่วนจิ๋วจะตึง มีวินัยสูง เช่น สมมติว่าถ้าจะไปเที่ยวแล้วนิวเปลี่ยนแผน จิ๋วก็จะถามว่า วางแผนแล้วทำไมไม่ไปล่ะ ซึ่งความหลวมความตึงมันก็ดีกันคนละอย่าง
จิ๋ว : สำหรับจิ๋วถ้าพูดแล้วไม่ทำ เราก็จะมีคำถามแล้วว่าทำไม
นิว : เราเลยลองปรับๆ เข้าหากัน 

เรียนรู้อะไรจากความต่าง
จิ๋ว ​: เรียนรู้ว่าบางครั้งเราจะเป็นตัวเองทั้งหมดไม่ได้ บางอย่างต้องปรับ เหมือนเราพัฒนาในบางจุดที่เคยมองแต่ในกรอบของเรา

ตอนนี้ถือว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุดใช่ไหม
นิว-จิ๋ว : ใช่ค่ะ นิว : เราเคยมีโมเมนต์ที่นั่งเคลียร์ใจกันด้วยนะคะ คือคุยกันว่าจะคบกันต่อไหม จะปรับหรือไม่ปรับดี ทบทวนดูว่าถ้าไม่มีเพื่อนคนนี้ ตัดกันไปเลย จะเสียดายไหม จนมาคิดได้ว่า ซื้อของเราซื้อได้ แต่เพื่อนซื้อไม่ได้ ถ้าหากเรารู้สึกว่าขาดเพื่อนคนนี้ไม่ได้ เราก็ต้องปรับ

เรื่องราวอะไรที่ยังอยู่ในความทรงจำ 
นิว : คงเป็นช่วงเวลาที่ต้องนั่งรถทัวร์พัดลมไปทำงานที่นครสวรรค์ อาทิตย์ละ 3 วัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตอนนั้นเรากลับมาทำงานกลางคืนเพราะไม่มีงานเข้ามา เราก็เลยออกไปหางานเอง เลยได้กลับมาเป็นนิว-จิ๋วในยุคที่ร้องเพลงกลางคืน เป็นช่วงเวลาที่ได้คุยกันหลายเรื่อง เช่น เรื่องความรักในวัยเด็ก ซึ่งนิวเซอร์ไพรส์มาก เพราะจิ๋วจะไม่ค่อยมีโหมดเล่าโน่นเล่านี่ เขาเป็นคนเคลียร์อะไรได้ด้วยตัวเอง 
จิ๋ว : จิ๋วชอบโมเมนต์ที่กลับมาร้องเพลงกลางคืนเหมือนกันค่ะ ซึ่งถ้าให้เล่าตอนนี้อาจฟังดูลำบาก แต่ตอนนั้นเรามีความสุขดี นั่งรถทัวร์ไปเราก็คิดอะไรไปเรื่อยๆ ได้ชวนเพื่อนไปดูเราร้องเพลง ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าทำไมชีวิตเราต้องกลายมาเป็นแบบนี้อีกแล้ว เพราะเรามีความสุขที่ได้ร้องเพลง
นิว : เรามีความสุขที่ได้ไปหาคนที่เขาอยากฟังเพลงจากเรา ซึ่งจะมีแฟนคลับจากจังหวัดใกล้ๆ นครสวรรค์มานั่งฟังเราร้องด้วยนะคะ

รับมืออย่างไรเวลาเจอข่าวแย่ๆ 
จิ๋ว : เวลาจิ๋วเจอเรื่องพวกนี้อาจเก็บมาคิดบ้าง แต่ไม่ค่อยได้แชร์ให้เพื่อนฟัง เพราะให้มานั่งอธิบายก็คงยาก
นิว : นิวจะไม่ต้องปลอบใจจิ๋วเลย น้อยมาก เพราะจิ๋วเขาจัดการตรงนี้ได้ มีแต่นิวที่ชอบไปเล่า ไปร้องไห้กับเขา บางทีก็ขอให้เขาช่วยพูดให้เรารู้สึกดีขึ้นหน่อย ทั้งเรื่องการงาน ความรัก

สไตล์การปลอบใจของจิ๋วเป็นอย่างไร
นิว : เขาเป็นคนที่มีคำพูดดีๆ ทำให้เรารู้สึกดีได้ ถ้าในกลุ่มเพื่อนจิ๋วจะเป็นที่ปรึกษา เป็นคนเข้าใจชีวิต

คิดว่าตัวเองแตะเป้าหมายที่ต้องการแล้วหรือยัง
นิว : นิวสนุกกับมันเรื่อยๆ นะคะ นิวไม่เคยคิดเลยว่าจะมาถึงจุดนี้ เลยไม่รู้ว่าดีที่สุดคืออะไร แต่รู้สึกสนุกที่สุดในทุกๆ วันค่ะ
จิ๋ว : สำหรับจิ๋ว มันเกินกว่าสิ่งที่คิดไว้แล้วค่ะ จิ๋วไม่ได้มีเป้าหมายว่าที่สุดคือตรงไหน แต่เรามีแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตเดินไป ให้คุณค่าตัวเอง สนุกกับสิ่งที่เราเป็น

พูดถึงมุมมองความรักบ้าง
นิว : นิวใช้ความรักเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำทุกอย่าง ทั้งความรักจากครอบครัว ความรักจากเพื่อน ความรักจากแฟน ถ้าเกิดว่าตัวนิวเศร้า กราฟจะตกลงเลย จะนอยด์กับการทำงาน ต้องมีใครคอยปลอบ จนทุกวันนี้โตขึ้น ก็เข้าใจอะไรมากขึ้น เลยไม่ค่อยยึดติดกับความรัก แต่จะให้ความรักกับคนรอบข้าง รู้สึกตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วอยากทำงาน ไม่ใช่ให้ความรักมาฉุดเรา
จิ๋ว : จิ๋วไม่เคยคิดว่าความรักต้องสมบูรณ์แบบ เพราะเป็นสิ่งไม่แน่นอน แต่ก็มีความสุขจากสิ่งที่เราเรียนรู้และได้เจอ ไม่ได้วางกรอบว่าต้องมีขั้นตอนอย่างไร จิ๋วจะเรื่อยๆ กับความรัก take and give ไปเรื่อยๆ

ก้าวมาถึงจุดนี้ มองย้อนตัวเองในอดีตอย่างไร
จิ๋ว : เวลาได้เจอพี่ๆ ศิลปินเบอร์ใหญ่ๆ จะรู้สึกแวบมาทุกทีว่า เรามาถึงจุดนี้แล้วเหรอ มายืนคุยกับศิลปินรุ่นพี่ แล้วเขารู้จักเรา เราว่าเป็นเรื่องแปลกดี ไม่น่าเชื่อเหมือนกัน
นิว ​: อย่างเจอพี่ทาทา ยัง นิวยังรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กมาก เรายังอยู่ในจุดเดิม และเขายังเป็นไอดอล เป็นศิลปินที่เราเคยมอง อย่างพี่แอม เสาวลักษณ์ เวลาเจอกันก็จะมาเล่นกับเราเหมือนเป็นลูกกรอกตัวน้อยสองตัว ซึ่งเราไม่เคยคิดว่าจะได้มากอด ได้มารู้จักเขา เวลาอยู่ตรงหน้า เราไม่ได้คิดว่าเราคือนักร้อง แต่เราคือคนฟังที่ยังตามกรี๊ดเขาตลอด

ความรู้สึกที่ได้ถ่ายแฟชั่นกับลิปส์ในครั้งนี้
นิว : รู้สึกตื่นเต้นมากค่ะ เพราะเป็นนิตยสารเล่มแรกที่ได้ขึ้นปกด้วย
จิ๋ว : ต้องขอขอบคุณทีมงาน เพราะนี่อาจจะเป็นภาพใหม่ของเรา ทางเราก็เตรียมเอาปกแปะข้างผนังเลยค่ะ

บทสัมภาษณ์จากคอลัมน์ Cover Story ใน LIPS Magazine ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2559 

** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Street Mixture
ออฟ-จุมพล อดุลกิตติพร หนุ่มตี๋มีสไตล์ที่มีผลงานออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ ทั้งซีรีย์และผลงานละครที่กำลังถ่ายทำอยู่ นอกจากเรื่องผลงานการแสดงแล้ว สไตล์การแต่งตัวยังโดดเด่นด้วย
People
Lips for King by R-Siam Artists
เหล่าศิลปินจากค่ายอาร์สยาม ในเครืออาร์เอส ร่วมแคมเปญแสดงความประทับใจที่มีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมสิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ หน้าปกอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ประทับพระปรมาภิไธย "LIPS SPECIAL PUBLICATION A COLLECTIBLE ISSUE พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร In Remembrance of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (1927-2016)"
People
Boy from Venus, Girl from Mars
"ผู้ชายมาจากอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์" ชื่อของหนังสือ How to ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชาย-หญิง เล่มนี้ขึ้นแท่น Best Seller ตลอดกาลเล่มนี้ ยังไม่ทันได้เปิดอ่านก็พอเดาออกว่า ผู้ชายย่อมคู่กับความดุดัน หุนหัน ส่วนฝ่ายหญิงย่อมต้องคู่กับความอ่อนหวาน นุ่มนวล แต่พอเราได้คุยกับหนุ่มสาวคู่นี้เท่านั้นแหละ บอกได้เลยว่า Stereotype แบบเดิมๆ ใช่ว่า จะถูกต้องลงล็อคไปเสียทุกอย่าง เพราะบางทีชายหนุ่มอาจจะอ่อนหวานไปจนถึงอ่อนไหวกว่าที่คิด ส่วนหญิงสาวก็อาจจะแข็งแกร่งเกินคาดก็เป็นได้