The Perks of Being an Adolescent

เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย 
เป็นวัยรุ่นมันสนุกสุดเหวี่ยง
เป็นวัยรุ่นมันเสี่ยงเป็น เสี่ยงตาย 
จะเติมคำลงในช่องว่างด้วยคำไหน คงต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน แต่เรามั่นใจอย่างหนึ่งว่า สถานที่แห่งหนึ่งที่ซึ่งวัยทีนส์ทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ร่วมมาด้วยกัน นั่นก็คือ 'สยามสแควร์' แต่จะเคยสัมผัสที่แห่งนี้ในมุมไหน จะแค่เดทใสๆ นั่งกินบิงซู หรือจะมีมุมบู๊ดุเดือดหลังโรงภาพยนตร์ลิโด้ บทสนทนาของสามหนุ่มจากภาพยนตร์ชื่อเดียวกับแหล่งแฮ้งก์เอาท์ฮิตตลอดกาลของวัยหัวเลี้ยวหัวต่อจะพาการ์ซงไปทำความรู้จักกับ 'เด็กสมัยนี้' ในมุมที่ลงลึกกว่า ภาพชีวิตดีๆในอินสตาแกรม


The Goal - Oriented One
ภีม - ธนบดี ใจเย็น 

 

การ์ซง : ได้ข่าวว่า คราวนี้ภีมมารับบท Bad Boy
ภีม : ไม่เชิง Bad Boy เป็นคนที่ปากร้าย ใจดี เพราะ 'เติร์ก' เป็นคนแสดงออกไม่เป็น ไม่รู้วิธีการเข้าหาคน ใช้วิธีถ่อย ๆ คือตัวเองไม่ได้เป็นคนที่ใครอยากจะเข้า แต่ตัวเองอยากเข้าหาคนอื่น อยากคุย ด้วยวิธีการที่คนอื่นจะงง รำคาญ ซึ่งก็รู้ตัว แต่ก็ยังทำ มันเป็นวิธีของเขา 

การ์ซง : สมัยมัธยมฯ สยามสแควร์เป็นที่ภีมมาแฮ้งก์เอาท์บ่อยไหม
ภีม : เป็นที่หนึ่งที่ไปบ่อย แต่ไม่ใช่ที่ประจำ เพราะค่อนข้างไกลจากโรงเรียน ส่วนตัวจะชอบไปแฮ้งก์เอาท์หลังโรงเรียนที่นั่นจะมีคาเฟ่ ผมชอบไปนั่งจิบกาแฟริมบึงกับเพื่อนๆ ช่วงวีคเอ็นด์ก็ไปสยามบ่อยเหมือนกัน ส่วนใหญ่ไปเรียนพิเศษ ติว Gat-Pat เวลายื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัย หรือไม่ก็นัดกินข้าวกับเพื่อน

การ์ซง : ความทรงจำเกี่ยวกับสยามสแควร์ของภีมเป็นอย่างไร
ภีม :  นึกอะไรไม่ออกมาก็มาสยามฯ เพราะรู้ว่าต้องมีอะไรทำแน่นอน ส่วนใหญ่จะชอบซื้อของกิน เดินดูนู่นนี่ มีร้านเกมประจำและมีร้านหนังสือประจำชื่อ Toon Zone ผมเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนมาก มีการ์ตูนเป็นพันเล่ม อ่านตั้งแต่เด็กเรียนมหาลัยแล้วก็ยังอ่านอยู่ 

การ์ซง : สมัยมัธยมฯ กลัวอะไรที่สุด
ภีม : กลัวความผิดหวัง ยิ่งเป็นเรื่องที่เราตั้งใจจะทำ พอเฟลก็จะรู้สึกแย่ ผมเลยพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ผมเป็นคนแข่งขันกับตัวเอง เราต้องเก่งกว่าตัวเองเรื่อยๆ พัฒนา เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่า ชีวิตคือการเรียนรู้ ถ้าเราคิดว่าเราเป็นที่หนึ่งแล้ว เราจะไม่อยากทำอะไรเพิ่ม เราต้องพยายามสู้กับตัวเอง เรารู้ว่าเราทำอะไรได้มากแค่ไหน เราก็ต้องทำให้ดีขึ้น และยังเชื่อว่า แค่เปิดโลก รับฟังคนมากขึ้น เราจะได้อะไรอีกเยอะ

การ์ซง : ความคลั่งไคล้สมัยมัธยมฯ ล่ะ 
ภีม : ผมโตมากับเกม ผมเริ่มเล่นเกมมาตั้งแต่สมัยเกมบอยคัลเลอร์ ผมมี Play Station ตั้งแต่ PS1 ยัน PS4 พอโตขึ้นมาการเล่นเกมก็ยังเป็นงานอดิเรกของผมอยู่ สำหรับผมมันเป็นการฆ่าเวลาที่ดี เป็นวิธีเอาสมองออกจากการงาน ความเครียดบนโลกแห่งความเป็นจริง ได้หลุดไปอยู่โลกอื่นซักแป๊บนึงเพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิด ต้องเครียดกับชีวิต แต่ไม่ถึงขั้นติดเกมนะครับ เล่นเฉพาะช่วงมีเวลาว่างเท่านั้น

การ์ซง : เด็กอินเตอร์ชอบเล่นอะไรแผลงๆ จริงไหม
ภีม : ก็จริงนะครับ ผมกับเพื่อนชอบเล่นอะไรแปลก ๆ ด้วยความที่ไม่ถือสาอะไรกันสักเท่าไร ขี้แหย่ ขี้แกล้ง ขี้เล่นกัน ถ่ายคลิปเพื่อนเข้าห้องน้ำ  ดึงกางเกงกัน เด็กไทยก็เล่นแหละ แต่เด็กอินเตอร์จะรับเทรนด์บางอย่างเร็วกว่า เด็กอินเตอร์ส่วนใหญ่กลัวผีนะโดยเฉพาะฝรั่งจะกลัวผีไทยมาก เพราะผีในหนังไทยเราทำดีมาก 


The Nerdy Boy
เบสท์ - ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์
 

การ์ซง : บทบาทในเรื่องสยามสแควร์เป็นอย่างไรบ้าง 
เบสท์ :  ผมแสดงเป็น 'ม่อน' ซึ่งผมคิดว่า ในกลุ่มเพื่อนทุกคนจะมีคนที่มีคาแร็กเตอร์แบบนี้ ม่อนเป็นคนชอบโวยวาย อะไรก็ตามจะไม่ถูกกลั่นกรองผ่านสมอง ผ่านปากออกมาทันที เจออะไรอุทานคำหยาบออกมาก่อนเลย โผงผาง แต่จริง ๆ แล้วป๊อด 
ในหนัง กลุ่มเพื่อนผมเองจะทำเพจ Ghost Your Dad ขึ้นมา เป็นกลุ่มเด็ก 4 คนที่มีความเชื่อว่าผีไม่มีจริง แล้วพยายามทำคลิปขึ้นมาเพื่อต่อต้านความเชื่อคนอื่น พยายามค้นหา ท้าทาย แล้วพอเด็กกลุ่มนี้มารวมตัวกัน มีความสนุกเกิดขึ้นเวลาไปออกล่าผี มีทั้งความน่ากลัว ความสนุก ความตลกบางอย่าง ซึ่งน่าสนใจ 
ตอนเล่นก็สนุกมาก ๆ ทั้งสี่คนในแก๊งเข้ากัน 4 คนนี้จะมีภารกิจโดยที่ผมเป็นผู้นำ ความแหกปาก โวยวาย นิวตั้นที่เล่นโดยเอิร์ธจะวิทยาศาสตร์หน่อย ๆ สายพิสูจน์ จะพยายามค้นหา อีกคน หมูหวาน แสดงโดยปลื้ม เป็นตากล้อง คนนี้โดนกระทำตลอด ทำหน้าที่ถ่ายอย่างเดียว ผมกับเอิร์ธสั่ง เป็นคนที่ได้กับทุกอย่าง ส่วนเติร์กจะคือเจ้าของสถานที่ที่ให้เราไปถ่ายทำ 

การ์ซง : เบสท์เคยอยากพิสูจน์ความจริงอะไรด้วยตัวเองบ้างไหม
เบสท์ : เคย จะมีหลาย ๆ ความเชื่อตอนอยู่ปีหนึ่ง ผมอยู่หอ มีเรื่องเล่าว่าหอนี้เวลามองไปที่อีกหอหนึ่งตอนเวลานี้ ๆ จะเจอ ยังไงก็เจอ คนส่วนใหญ่ก็จะไม่กล้ามองไป แต่วันนั้นผมก็คิดว่าจริงหรอ ก็เลยออกไปแปรงฟันหลังห้องแล้วก็จ้องสู้ ตอนนั้นก็รู้สึกหวิว ๆ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร ซึ่งลือกันว่าจะเห็นผีผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดตึกลงมา แล้วก็เดินขึ้นไป แล้วก็กระโดดอีก ส่วนตัวก็กลัวผีนะ แต่ยังไม่เคยเจอกับตัว 

การ์ซง : สยามฯ มีมุมดาร์กๆ อยู่เหมือนกัน เบสท์เคยรู้จักสยามฯ ในมุมนั้นไหม
เบสท์ : ด้วยความเป็นวัยรุ่นจะพยายามขจัดอะไรที่เป็น กรอบทิ้ง ชอบอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว หมายถึงพื้นที่ส่วนตัวในที่โล่งแจ้ง หมายถึงในสยามฯ เป็นที่โล่งแจ้งก็จริง แต่เราก็จะพยายามหาที่ส่วนตัวให้กับตัวเองในพื้นที่เหล่านั้น ผมว่าวัยรุ่นเป็นทุกคน อย่างซอยข้างสกา-ล่า เบสท์กับเพื่อนก็ชอบนั่งคุย ดูหญิง เห็นสาวมัธยมใส่คอซองเดินมาก็สะกิดเพื่อนให้ดูว่า "คนนี้น่ารักว่ะ" อีกที่หนึ่ง คือ ตรงที่เคยเป็นตึก Style by Toyota อีกหนึ่งมุม Red Zone คือบริเวณที่จอดรถตรงสยามดิสคัฟเวอรี่ ฝั่งสีแดงบนกำแพงจะเขียนว่า 'Red Zone' เป็นมุมที่เด็กวัยรุ่นที่ไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไรชอบไปนั่งกัน แล้วก็ที่เรียนพิเศษ  D'Avance สาขาสยามฯ ที่อยู่ข้าง Rolex แล้วก็ชั้น 2 โรงหนังสยาม แถวนี้บางทีเดินไปโดนหาเรื่องก็มี เป็นมุมของเด็กมัธยมมาก ๆ โตขึ้นมาเราจะคิดได้ว่าทำแบบนั้นไปทำไม 
     
การ์ซง : การเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อยจริงไหม
เบสท์ : ไม่เหนื่อย เป็นผู้ใหญ่เหนื่อยกว่า แต่อาจจะเหนื่อยเรื่องความคิด ถูกกดดันจากผู้ใหญ่ ต้องทำแบบนี้ อยู่ในกรอบ ทำให้เด็กบางคนเหนื่อยกับสิ่งที่ถูกบังคับ เพราะวัยรุ่นคือการแสวงหา พอถูกบังคับจากผู้ใหญ่ เราจะเหนื่อยที่ต้องทำลายกรอบเหล่านั้น แต่ถ้าเรื่องอื่น วัยรุ่นโคตรสบาย โตขึ้นมาต้องหาเงิน ซึ่งมันยากกว่าเยอะ 

การ์ซง : ตอนเด็กต่อต้านกฎระเบียบข้อไหนที่สุด
เบสท์ : เรื่องตัดผม เป็นเรื่องที่ไม่เมคเซ้นส์มากๆ การไปกินข้าวนอกโรงเรียน ที่ห้ามก็คิดว่าถ้าเราออกไป โรงเรียนอาจจะขาดรายได้หรือเปล่า แต่จริงๆ ก็คือวงจรที่จะเลี้ยงดูคนในนั้น เป็นสิ่งที่เขาต้องทำ อีกมุมที่คิดคือ ถ้าเด็กออกไปแล้วเกิดอะไรขึ้น เขาจะรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งอันนี้มาคิดได้ทีหลัง พอมองย้อนกลับไป ทุกอย่างมันมีเหตุผล คือเป็นการมองคนละมุม 

การ์ซง : ตอนนี้เป็นวัยรุ่นกลาง ๆ แล้ว เข้าใจผู้ใหญ่มากขึ้นไหม 
เบสท์ : มันขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตของแต่ละครอบครัว บางคนอนาล็อก บางคนดิจิตัลมาก ถ้าเราไปยึดติดกับความเป็นอนาล็อกมาก มันก็เหมือนกับตามคนอื่นไม่ทัน แค่เรารู้ว่ามันเป็นอย่างไรก็พอ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจเหตุผลของกันและกัน เรามองดิจิตัลให้มีประโยชน์ มองอนาล็อกด้วยความเข้าใจ สองอย่างนี้อาจจะเข้ากันได้ 


The Sporty Guy
ปลื้ม-ปุริม รัตนเรืองวัฒนา
 

การ์ซง : สำหรับเด็กเชียงใหม่สยามสแควร์เป็นเรื่องไกลตัวไหม
ปลื้ม : สำหรับคนทั่วไปก็ถือว่าไกล แต่ตัวผมเองมากกรุงเทพฯ บ่อยมาก เพราะต้องมาทำงานที่นี่ วันว่างๆ ไม่รู้จะไปไหนก็ไปสยามฯ ผมชอบไปเดินดูเสื้อผ้าที่พารากอน ไปกินข้าว ไปดูหนังบ้าง ส่วนใหญ่จะมากับเพื่อนนักแสดงด้วยกันอย่างพี่เอิร์ธ บางทีก็ไปกับผู้จัดการ รุ่นพี่ที่แสดงเรื่องอื่นด้วยกัน ในมุมมองของผม สยามฯ ก็เหมือนห้างฯ ที่เชียงใหม่แค่ใหญ่กว่า ครบครันกว่า มีร้านอาหารที่เชียงใหม่ไม่มีอย่าง โดนัท Krispy Kreme ถ้ามาต้องมากิน

การ์ซง : เคยรู้จักมุมดาร์กๆ ของสยามฯ บ้างไหม เช่น เด็กตีกัน  อะไรทำนองนี้
ปลื้ม : ไม่รู้เลย ถ้าไม่มาถ่ายเรื่องนี้ก็ไม่รู้เลยครับ 

การ์ซง : บทบาทในเรื่องสยามสแควร์เป็นอย่างไรบ้าง
ปลื้ม : ผมรับบทเป็น 'หมูหวาน' เป็นคนไม่ค่อยกล้าแสดงออก คุยไม่เก่ง โลกส่วนตัวสูง เข้าสังคมไม่เก่ง แต่จะใช้โซเชียล บอกความเป็นตัวตน ไม่ได้เป็นแนวนักเลงคีย์บอร์ดนะครับ จะเป็นเหมือนเด็กเนิร์ดมากกว่า ชอบหาข้อมูลให้ตัวเอง ชอบทำกราฟิก ซึ่งไม่ตรงกับตัวผมเองเลยนะ เพราะผมไม่ค่อยเล่น โซเชียล ถ้าใครตามอยู่จะรู้ว่าไม่อัพเลย อาทิตย์หนึ่งลงรูปหนึ่งในไอจีแค่นั้น เพราะไม่รู้จะลงอะไรดี จะมีส่วนตรงกับหมูหวานอยู่บ้างตรงที่เวลาอยู่กับคนที่ไม่รู้จักก็จะเงียบ แต่ถ้ารู้จักกันแล้วจะคุยเก่ง เราชอบเล่นกีฬา ก็ไปเจอกับคนเยอะ ไม่เก็บตัว ไม่เข้าถึงยาก ชอบออกไปเจอเพื่อน เที่ยว รักอิสระ เรื่องนี้ผมต้องเพิ่มน้ำหนักตอนถ่ายด้วยครับ ตอนแรกทางกองถ่ายให้เพิ่มประมาณ 10 กก. แต่ผมขอแค่ 5 กก. พอ เพราะถ้าเพิ่มน้ำหนักถึง 10 กก. คงถ่ายเรื่องอื่นไม่ได้เลย เพราะตอนนี้ผมกำลังถ่ายซีรีส์ Slam Dance อยู่ด้วย   

การ์ซง : ปกติเป็นคนดูแลตัวเองดีพอสมควรเลย แล้วต้องมาเพิ่มน้ำหนักแบบนี้รู้สึกเครียดไหม
ปลื้ม : ผมเป็นนักกีฬาแบดมินตันอยู่แล้วเลยได้ออกกำลังกายอยู่ตลอด ตั้งแต่เล่นแบดมินตัน ออกกำลังกายด้วยการทำบอดี้เวทเองที่บ้าน ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าฟิตเนส เรื่องเพิ่มน้ำหนักไม่เครียดนะครับ กินเยอะหน่อยก็เพิ่มได้แล้วเดี๋ยวก็ค่อย ๆ ลดเอา เราเพิ่มเอาให้พออยู่ในกล้องแล้วดูอ้วน ๆ บวม ๆ ออกแก้มเท่านั้น

การ์ซง : สมัยอยู่มัธยมฯ ปลื้มคลั่งไคล้ในอะไร ใช่แบดมินตันหรือเปล่า
ปลื้ม : ก็ยังคงเป็นแบดฯ อยู่ครับ เพราะเป็นกีฬาที่ผมทำมาตั้งแต่ยังเด็กมากๆ เพราะตอนเด็กๆ ผมติดเกม Play Station มาก ตื่นนอนมาก็นั่งเล่นตั้งแต่ 8 โมงเช้าไปจนถึง 2 ทุ่ม เล่นเพลินจนข้าวปลาไม่กิน แม่ผมเลยรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้วก็เลยให้ผมไปเล่นกีฬา เพื่อให้ออกห่างจากเกม ตอนแรกก็อิดออด แต่พอไปเล่นไปเล่นมาก็สนุกดี ตอนแรกก็ตีเอาสนุก เล่นพอแค่เราออกห่างจากเกมได้ แต่โค้ชมาบอกว่า อย่าเลิกเล่นให้อยู่ต่อก่อน เพราะโค้ชเริ่มเห็นแวว ผมเลยเปลี่ยนจากตีแบดฯ เพื่อออกกำลังกาย มาเป็นเล่นแบดฯ อย่างจริงจัง ภายในหนึ่งสัปดาห์ผมจะตีแบดฯ 6 วัน หยุดแค่วันจันทร์วันเดียว พอเปลี่ยนมาซ้อมทุกวันก็หนัก ตื่นมาซ้อมแบดฯ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าซ้อมถึง 4 ทุ่ม ตอนแรกเหนื่อยหลังจากนั้นก็ชิน จริงจังถึงขั้นเสพติดเลยก็ว่าได้ ถ้าเปรียบหมูหวานติดคอมฯ ตัวผมก็คงติดแบดฯ ก็แล้วกัน 

การ์ซง : มีอะไรที่สร้างความเครียด หรือความกลัวอยู่ลึกๆ บ้างไหม
ปลื้ม : ช่วงม.3 ผมเครียดเรื่องการสอบเข้า ม.4 แต่แปลกมาก ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมไม่เครียดเลย รู้สึกว่า ตัวเองต้องสอบเข้าได้แน่นอน เพราะถ้ามีความพร้อมยังไงก็ได้ แต่ตอนสอบโควตาผมสอบไม่ติด เพราะเลือกแค่คณะเดียว แล้วทำข้อสอบไม่ทันด้วย ไม่ได้ทำตั้ง 40 ข้อแน่ะ ตอนนั้นผมไม่ได้เช็คว่าเวลาใกล้หมดแล้ว แต่ประกาศผลแล้วไม่มีชื่อตัวเอง ผมก็ไม่ได้เครียดนะ ผมยังไปเที่ยวกับเพื่อนต่อเลย เพราะเรารู้แล้วว่ามันควรจะไปในทิศทางไหนเวลาสอบอีกครั้งหนึ่ง 
พอโตขึ้นก็มีเรื่องที่น่ากลัวเพิ่มขึ้น มีอะไรมากกว่าเรื่องเรียน อย่างเรื่องอบายมุขต่างๆ แต่ผมติดกีฬามากกว่า ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ นานๆ ทีอาจไปกับเพื่อนบ้าง แต่ผมไม่ใช่สายดื่มอยู่แล้ว 

การ์ซง : เรื่องงมงายในสังคมที่รู้สึกว่า ควรหยุดได้แล้ว
ปลื้ม : ขึ้นอยู่กับว่ามันอยู่ในทางที่ดีหรือไม่ดีมากกว่า ถ้าในทางถูกต้อง งมงายแล้วดีขึ้น หมอดูบอกให้ไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำแล้วดีขึ้นก็ควรงมงายต่อไป สมมติหมอทักว่า ช่วงนี้คุณกำลังจะมีอุบัติเหตุ ต้องเสียสตางค์ซื้อนู่นนี่นั่นมาสะเดาะเคราะห์เป็นการสิ้นเปลืองทำก็ไม่ควร แต่ถ้าบอกให้ไปทำประกันอะไรแบบนี้ก็ว่าไปอย่าง ถ้าสิ่งที่ปักใจอยู่มันเป็นประโยชน์กับชีวิตเรา ควรทำแล้วมีประโยชน์ สิ่ง ๆ นั้นมีดีกับเราจริงหรือเปล่า คือต้องมีสติ ควรเชื่อมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ได้ต่อต้าน เพราะการดำเนินชีวิตของมนุษย์เกิดได้จากความเชื่อ ความหวัง คนเราต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 


ติดตามบทสัมภาษณ์อื่น ๆ ได้ที่ ลิปส์การ์ซง ฉบับ 24 

เรื่อง-ภาพ ทีม บก.ลิปส์การ์ซง
เสื้อผ้า Dior Homme , Prada , Louis Vuitton


 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Love Me Like You Do : Ticha & Andreas
วินาทีนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก "ติช่า-กันติชา ชุมมะ" สาวเจ้าของตำแหน่ง The Face Thailand ปีล่าสุด ที่ทั้งสวย เก่ง แถมยังมาวินทุกเรื่องไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องรัก นิตยสาร Lips Garçon ไม่รอช้า รีบติดต่อสาวฮ็อตคนนี้มาขึ้นปกประกบคู่หวานใจ "แอนเดรียส วิก" พร้อมพูดคุยถึงเรื่องราวระหว่างเขาและเธอ ใครอยากดูแฟชั่นหวานเต็มๆ ตาคงต้องหา Lips Garçon มาเก็บไว้ แต่สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องหวานรับวาเลนไทน์ เราแนะนำให้อ่านบทสัมภาษณ์นี้
People
Just Another Story from Writer
"หากไม่ถูกอ่าน มันก็เป็นแค่เศษกระดาษ หนังสือจะมีความสมบูรณ์ทันทีที่มีคนอ่าน" และนวนิยายเล่มแรกในชีวิตของ วีรพร นิติประภา เรื่อง ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ก็คว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือซีไรต์ (S.E.A. Write) ประจำปี 2558 มาครอง ถือเป็นของขวัญส่งท้ายปลายปีที่แล้วสำหรับการทุ่มเทพลังในการเขียนตลอดสามปีของเธอ