The BeatWithin

กรณ์ ณรงค์เดช
CEO KPN Group


คุณเติบโตขึ้นมาในบรรยากาศครอบครัวแบบไหน
ที่บ้านเลี้ยงดูลูกแบบเป็นเพื่อน ตั้งแต่เด็กจนโต ผมไม่เคยถูกตี ตอนไปเรียนเมืองนอก สมัยนั้นยังไม่มีไลน์ ยังไม่มีสไกป์ คุณแม่ก็จะโทรหาลูก ทุกวัน ใกล้ชิดคุยกันเต็มที่ เล่าให้แม่ฟังได้ทุกเรื่อง ซึ่งคุณแม่จะสอนทุกอย่าง ที่บ้านเป็นลูกชายหมดทั้ง 3 คน พออายุ 15-16 ปีแม่จะเรียกมาสอนเรื่อง sex education แล้วที่บ้านจะเปิดโอกาสให้ตัดสินใจเองในทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องการเรียนจนถึงการทำงาน ที่จริงแล้วสมัยเรียน คุณแม่อยากให้ผมเป็นทนาย เพราะคิดว่าหากเรารู้กฎหมายจะไม่มีใครหลอกเราได้ แต่สุดท้ายก็ให้ผมเลือกเอง ซึ่งผมเลือกเรียนบริหารธุรกิจ

นอกจากรายการประกวดร้องเพลงอย่างที่เรารู้กัน เคพีเอ็นยังมีธุรกิจอะไรในมืออีก
ตอนนี้ธุรกิจหลักของเคพีเอ็นแบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ หนึ่ง property ก็คือทำคอนโดมิเนียมขาย สอง education เริ่มมาจากโรงเรียนดนตรี จนปัจจุบันขยายไปเป็นโรงเรียนกวดวิชา สาม entertainment ก็คือรายการประกวดร้องเพลง รวมถึงเป็น content provider ให้กับรายการทีวี สี่ investment คือการลงทุนในส่วนต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อาคารเคพีเอ็น ที่เป็นสำนักงานให้เช่า ร้านชาบูชื่อ คาโกะโนยะ ฯลฯ ส่วนสุดท้ายคือ energy พลังงานลมทดแทน ซึ่งรายได้หลักจะมาจาก 3 ตัวคือ property, education และ energy แต่ตัว entertainment ถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นหน้าเป็นตา เพราะถ้าพูดถึง เคพีเอ็นคนจะรู้จักในด้านนี้มากที่สุด

ในบรรดาพี่น้องคุณแบ่งหน้าที่การทำงานกันอย่างไร
ดึงจุดแข็งของแต่ละคนมาใช้ อย่างพี่คนโต (กฤษณ์ ณรงค์เดช) เป็นคนเก่งเรื่องการมองภาพรวม เขาก็จะดูการลงทุน พี่ชายคนที่สอง (ณพ ณรงค์เดช) เก่งเรื่องคอนเนคชั่นก็จะดูเรื่อง business deal คุยกับผู้ใหญ่ ส่วนผมก็จะมองข้อดีตัวเองในเรื่อง public speaking ผมก็จะดูแลเรื่องคอมมิวนิเคชั่นของกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันชัดเจน

คุณเลยกลายเป็นโลโก้ของเคพีเอ็นไปโดยปริยาย
ใช่ครับ คนก็พูดอย่างนี้เยอะ แต่จริงๆ แล้วผมเป็นคนเดียวในสามพี่น้อง ที่ไม่ได้เริ่มงานที่แรกที่เคพีเอ็น ผมเริ่มจากการทำงานธนาคารมา 2 ปี ซึ่งให้อะไรผมเยอะมาก เพราะผมเริ่มจากระดับล่างจริงๆ ทำหน้าที่ถ่ายเอกสารกับเย็บกระดาษ ซึ่งพอเรามาบริหาร ธุรกิจของตัวเองก็ทำให้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น เหมือนเอาใจเขามาใส่ใจเรา

 

 
แล้วตัวรายการประกวดร้องเพลง คุณเข้ามาดูได้อย่างไร
เข้ามากับดวงครับ สมัยก่อนโปรเจ็กต์นี้จะเป็นคล้ายๆ CSR ขององค์กร เริ่มต้นจากยุค 30 ปีที่แล้ว คนที่ถือพาสปอร์ตไทยมักมีปัญหากับ immigration ของทุกประเทศตลอด เขามักคิดกันว่า ผู้หญิงไทยต้องไปขายตัว ส่วนผู้ชายก็คงไปขายยา คุณแม่จึงอยากทำอะไรสักอย่างให้คนต่างประเทศรู้ว่าคนไทยมีศักยภาพ จนเป็นที่มาของรายการประกวดร้องเพลง ทำเรื่อยมาตั้งแต่ พ.ศ.2526 จนสิบกว่าปีหลัง ทุกอย่างเปลี่ยนไป กระแสของเรียลลิตี้เข้ามา ผมเป็นคนที่ดูรายการเมืองนอกเยอะ ก็ออกไอเดียให้ลองทำนู่นทำนี่ ที่บ้านเลยมองหน้ากันแล้วรู้เลยว่าใครจะเป็นคนลงมือทำ จึงเป็นผมที่ได้รับมอบหมายงานนี้มาดูแล

ความยากง่ายของการสานต่อธุรกิจในฐานะทายาทคืออะไร
พูดตรงๆ ว่าความเป็นทายาทมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทุกวันนี้ ชีวิตของผมมาไกลและง่ายขนาดนี้ ก็เพราะมีใบบุญของคุณพ่อ คุณแม่เป็นใบเบิกทาง แน่นอนเวลานัดคุยธุรกิจพออ้างชื่อท่านทุกอย่างก็ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราเองก็เหมือนโดนตีตราว่า คุณไม่ได้สู้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสืบทอดกิจการ ง่ายกว่าการสร้างขึ้น มาใหม่
เราแค่โชคดีที่เรามีพื้นฐานครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนเต็มที่ พอมีปัญหาก็พร้อมจะโดดเข้ามาช่วย แต่สุดท้ายในเรื่องดีเทล เราก็ต้องไปดีลเอง เพราะครอบครัวไม่ได้อุ้มเราทุกขั้นตอน

คุณเคยต้องเผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง
ถ้าปัจจัยภายนอกก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ อย่างเศรษฐกิจปีนี้ ทุกคนก็เหนื่อยรากเลือด แต่ผมเชื่อว่าในทุกความลำบากต้องมีโอกาสอยู่เสมอ ส่วนอีกเรื่องคือ ตัวเราเอง เพราะแน่นอนว่าต้องมีคนสบประมาทว่าลูกคุณหนูจะเอาจริงหรือเปล่า ตอนทำเคพีเอ็นแรกๆ ยอมรับว่าจิตตกมาก เป็นครั้งแรกที่ชีวิตได้เจอกับนักเลงคีย์บอร์ด (หัวเราะ) ด่าว่าผมเอาศักดิ์ศรีที่พ่อแม่สร้างตลอดชีวิตมาทำพัง ด่าเหมือนเราไปฆ่าคนตาย แต่ข้อดีคือ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ผมพอสมควร

ลงมาดูแลธุรกิจเต็มตัวแบบนี้ ทุกวันนี้คุณตัดสินใจเรื่องงานด้วยตัวคนเดียวหรือเปล่า
ยังคงปรึกษาพี่ๆ อยู่ เพราะผมก็เชื่อว่ายังไงเลือดต้องข้นกว่าน้ำ แน่นอนอยู่ด้วยกันต้องมีตีกันทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายคนที่หวังดีที่สุดคือพี่น้อง ส่วนคุณพ่อจะเป็นสไตล์พูดน้อย จริงๆ แล้วคุณแม่คือคนที่เราคุยได้ทุกเรื่อง แต่คุณแม่เสียไปเมื่อสามปีที่แล้ว ซึ่งช่วงแรกลูกทุกคนเสียศูนย์หมด ขาดที่พึ่งทางใจ เพราะสมัยก่อนไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวเราจะคุยกับคุณแม่ แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังขึ้นไปคุยนะ แม้คุณแม่ไม่อยู่แล้ว ผมก็ยังขึ้นไปคุย

คุณคิดว่าอะไรคือองค์ประกอบสำคัญของการสืบทอดธุรกิจของครอบครัว
ความรัก เพราะถ้าเราทำอะไรด้วยความรัก เราจะให้ใจเกินร้อย เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้สึกว่าเป็นงาน ก่อนนอนก็จะคิด ตื่นมาก็คิด เพราะเรารักแล้วเราอิน ซึ่งถ้าเรามี passion กับงาน โอกาสสำเร็จก็มาครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นเรื่ององค์ประกอบทางธุรกิจ

แล้วตอนนี้มีงานอะไรในมือที่ไม่ได้รัก แต่ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ไหม
ไม่มีครับ เพราะกำจัดไปหมดแล้ว (หัวเราะ)

ถ้าอย่างนั้นยังมีอะไรที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำ
ตอนนี้ยังไม่มี แต่ก็ไม่ปิดกั้นตัวเอง ต้องบอกก่อนว่า ตอนที่ เข้ามาใน เคพีเอ็น กรุ๊ป ใหม่ๆ ผมเริ่มต้นดูแลด้านอสังหาริมทรัพย์ เวลาสัมภาษณ์สื่อผมจะพูดว่า อาชีพทำคอนโดฯ เป็นอาชีพที่ผมรักที่สุดแล้ว ผมทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว จนได้มาทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็รู้สึก เฮ้ย อันนี้เราก็รัก เพราะฉะนั้นเลยได้ข้อคิดว่า อะไรที่ยังไม่เคยลอง อย่าบอกว่าเป็นสิ่งที่เราไม่รัก เพราะเราไม่เคยทำจะไปรู้ได้ยังไง เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้ามีคนมาถามว่า จะทำอะไรในอนาคตไหม คงตอบไม่ได้ แต่ถ้ามีโอกาสเข้ามา ผมก็จะไม่ปิดโอกาสตัวเอง

      
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
THE Real Page-Turner
ทศวรรษที่ผ่านมา นอกจาก น่าน หงษ์วิวัฒน์ ทายาทของสำนักพิมพ์เก่าแก่ภายใต้ชื่อ แสงแดด จะเข้ามาสานต่องานที่รุ่นพ่อแม่ได้สร้างไว้ ในอีกด้านเขายังมีหน้าที่ปรับธุรกิจให้เข้ากับวิถีการเสพข้อมูลของคนยุคใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ต้องอาศัย พลังใจเป็นเครื่องพิสูจน์  
People
In the Real World of a DREAMMAKER
"แอน ทองประสม" นางเอกสาวที่ได้รับการยกย่องจากบรรดาสื่อมวลชนและแฟนละครให้เป็นเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิง ด้วยการวางตัวที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย ในขณะที่ก็มีพัฒนาการทางการแสดงอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้กับการรับหน้าที่ผู้จัดละครซึ่งก้าวเข้าสู่เรื่องที่ 5 ไปแล้ว เรายิ่งรู้สึกว่าเธอคือ \'ตัวจริง\' ในงานที่รัก และไม่เคยคิดเปลี่ยนใจ