THE VOICE to be HEARD

อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ
นักร้องสังกัด Smallroom

หลายคนตกหลุมรักแต่แรกได้ยินเสียงร้องอันแสนเท่ของอิมเมจ- สุธิตา บนเวที The Voice ซีซั่น 3 บางคนเริ่มติดตามเธอเพราะหลงเสน่ห์ "สาวแว่น" ที่เหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนมังงะ สักเรื่อง บางคนชื่นชมในความกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นที่เธอมีอยู่ในตัว ในขณะเดียวกันความกล้าของเธอบางครั้งก็กลายเป็นดาบสองคม ที่ทิ่มแทงตัวเธอเอง กลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่วัยว้าวุ่นที่ก้าวเข้าสู่สปอตไลต์ต้องเรียนรู้และสอบให้ผ่าน ชีวิตของอิมเมจในวันที่เลิกเป็น สาวแว่น ยังคงไม่เลิกร้องเพลง และพยายามพิสูจน์ตัวเองในฐานะศิลปินที่เพิ่งออกซิงเกิ้ล ของตัวเองเป็นซิงเกิ้ลแรกในชีวิต
 
ลิปส์: ตอนนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่บ้าง

อิมเมจ: เรื่องการเรียน กำลังขึ้นชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ แต่ว่าอาจจะไม่ได้จบภายใน 4 ปี เพราะว่าเราทำงานและก็ไม่ได้รีบเรียนด้วย แล้วก็เพิ่งออกซิงเกิ้ล "ใจเย็น" กับ Smallroom เป็นซิงเกิ้ลแรกเลยที่เป็นภาษาไทย
 
ลิปส์: คุณมองตัวเองว่า เป็นคนสวยไหม หรือเคยมีคนชมว่า "สวย" บ้างไหม

อิมเมจ: ถ้าเป็นคนในชีวิตประจำวันนี่ไม่มีใครเคยชมเลย พูดตรงๆ ว่าเรามาไกลมาก เมื่อก่อนเป็นคนอ้วน ช่วงมัธยมปลายเคยหนักที่สุด 53 กก. อาจจะฟังดูไม่เยอะ แต่เราสูงแค่ 158 ซม. พอ เราเตี้ยเราก็เลยดูบวม เวลาอ้วนมันก็จะลงพุง ลงต้นขา แล้วก็ลงหน้า เวลาแต่งตัวก็จะลำบากมาก พอโตขึ้นน้ำหนักเราก็ลงเอง ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ออกกำลังกายน่ะ แต่เราไม่ได้รู้สึกว่าเราดูดีขึ้น
 
ลิปส์: ทำไมถึงเลิกสวมแว่นสายตาแล้วล่ะ

อิมเมจ: เรารู้สึกว่า เราเป็นคนติ๋มๆ มากกว่า พอใส่แว่นก็เลยยิ่งดูติ๋มไปกันใหญ่ คนก็จะชอบทักว่า "หนูเรียนเก่งแน่เลย ได้เกรดเท่าไหร่" แต่จริงๆ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่นมองหรอก มันขึ้นอยู่กับเรามองตัวเองมากกว่า เราจะไม่มั่นใจเวลาเราใส่แว่น เราเลยรู้สึกว่า สายตาสั้นเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งที่ทำให้เรามีอุปสรรคในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ถ้าเราไม่ใส่ทั้งแว่นและคอนแทคเลนส์เลย เราจะมองอะไรไม่ชัดเลย ต้องเพ่งดูเวลาคนเดินผ่านหรือคนทักก็จะไม่รู้ว่าเป็นใคร กลายเป็นคนหยิ่งไปอีก
 
ลิปส์: ดูเหมือนค่อนข้างกังวลเรื่องน้ำหนัก ของตัวเองพอสมควร คิดว่า ผู้หญิงต้องผอมแล้วถึงจะสวยไหม

อิมเมจ: มันขึ้นอยู่กับว่าเรามั่นใจในแบบไหน ถ้าเรารู้สึกว่าปรับปรุงแล้วเราจะมั่นใจกว่าก็ทำ ถ้าเกิดว่าเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วเราสามารถมั่นใจกับมันได้ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีค่ะ โลกนี้จะมีคนประเภทที่ว่า Comfortable in your own skin แล้วเขาก็จะ Comfortable anywhere แต่อย่างเรา เราไม่ใช่คนแบบนั้นเลย เราใช้ชีวิตลำบากมาก เพราะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเลยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราพยายามเรียนรู้และปรับปรุงให้เราสามารถไปถึงจุดที่โอเคขึ้นได้
 
ลิปส์: สิ่งที่ทำให้คุณมั่นใจในตัวเองมากที่สุดอยู่ตรงไหน

อิมเมจ: เสียงค่ะ นึกออกอย่างเดียวเลยคือเสียง คนส่วนใหญ่จะชมเสียงเรามากกว่าหน้าตา แล้วพอได้รับคำชมเยอะมันทำให้เรายิ่งมั่นใจ ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราร้องเพลงเพราะ จนมีคนมาบอกว่าร้องดีนะ มันเริ่มทำให้เรามั่นใจ เราก็เลยลองทำวงดนตรีตอนมัธยม ประกวดร้อง ชนะบ้างแพ้บ้าง แต่ทุกคนจะชมว่าเราร้องดี เราเลยไปสมัคร The Voice เพราะเรารู้ตัวว่า เราไม่ใช่คนสวย หรือมีเสน่ห์ ซึ่งรายการส่วนใหญ่ของบ้านเราต้องการเสียงและเสน่ห์ แต่ The Voice แค่เสียงก็เพียงพอแล้ว
 
ลิปส์: จากประสบการณ์ของคุณคิดว่า รายการแบบ The Voice สามารถทำให้คนดู เริ่มมองเรื่องเสียงก่อนรูปลักษณ์ภายนอกได้ไหม

อิมเมจ: ได้สิ อย่างคนที่อยู่ในรายการ เขาไม่ได้ตัดสินกันที่หน้าตาเลย เวลาคนคอมเม้นต์ ก็จะคอมเม้นต์แค่เรื่องเสียง ไม่ได้พูดถึงเรื่องหน้าตาเลย ส่วนมากทุกคนก็จะดูดีในแบบของตัวเองอยู่แล้ว
 
ลิปส์: จากที่บอกว่าตัวเองมาไกลมาก มันเป็นไปโดยธรรมชาติ หรือเป็นเพราะคุณไปเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตัวเอง

อิมเมจ: มีทั้งสองอย่าง อย่างเรื่องเปลี่ยนตัวเอง เมื่อก่อนนี้ เราเป็นคนตาชั้นเดียว แล้วเราไม่มั่นใจ เพราะเพื่อนชอบถามว่า ง่วงนอนหรือเปล่า เราเลยติดสติกเกอร์ตาสองชั้นทุกวัน เพราะเชื่อตามที่เขาบอกว่า ติดแล้วหนังตาจะขึ้นเป็นสองชั้นเอง แต่สุดท้ายก็ไม่ขึ้น เราเลยพยายามเก็บเงินเองแล้วก็ไปทำศัลยกรรมให้เรารู้สึกชอบตัวเองมากขึ้น ซึ่งเราคิดว่า ถ้าทำอะไรแล้วรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นก็ทำไปเถอะ บนโลกนี้ไม่มีใครอยากทำศัลยกรรมหรอก แต่ที่เขาเลือกทำกัน เพราะว่ามันอาจจะเป็นปัญหา บางครั้งมันไม่ใช่แค่ทำให้ดูดีขึ้น แต่มันทำให้ใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นด้วย
 
ลิปส์: ถ้าเป็นเรื่องนิสัย มีจุดไหนที่คุณรู้สึกชอบนิสัยของเราเองบ้าง

อิมเมจ: เรื่องนิสัยมันสองแง่สองง่ามมากเลย เพราะถ้ามันมีข้อดี มันก็จะเป็นข้อเสีย อย่างเราเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะฉะนั้น เราจะเป็นคนไม่สู้คน พยายามลดการปะทะปากเสียง การทะเลาะ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีเรื่องแบบนี้กับใครเลย มันก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะการเป็นคนยอมคน เราจะไม่ได้ สิ่งที่ต้องการเท่าไร ถึงแม้จะมีเหตุผลซัพพอร์ตก็ตาม แต่มอง อีกด้านมันก็ทำให้เราไม่ต้องไปทะเลาะกับใคร
 
ลิปส์: คุณคิดว่า คำว่า "สวยจากข้างใน" หมายความว่า อย่างไร

อิมเมจ: สำหรับเรา คือ ทุกคนมีด้านดี และด้านที่ไม่ดี การที่ใครสักคนจะสวยจากข้างในเขาจะต้องมีความพยายามเป็น The Best Version ของตัวเอง ไม่เชิงปรับปรุงตัวเอง แต่เขาจะต้องอยู่ในจุดที่เขามั่นใจ ไม่เบียดเบียนใคร และจะต้องมีรังสีความสุขรอบตัวเองจะสามารถส่งต่อความสุขไปยังคนรอบๆ ข้างได้ นี่คือนิยามที่คิดว่าน่าจะใช่ที่สุดสำหรับเรา และก็คือสิ่งที่เราพยายามจะเป็นในทุกวันนี้
 
ลิปส์: การเป็นนักร้องจะช่วยสังคมให้มีความสุขได้อย่างไรบ้าง

อิมเมจ: มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปออกงานร้องเพลง แล้วมีช่วง ต่อแถวถ่ายรูปกับเรา มีคนอยู่คนหนึ่งเดินมาถ่ายรูปแล้วพูดว่า เราทำให้เขาอยากกลับไปเล่นเปียโนอีกครั้งหนึ่ง แล้วเขาก็มี ความสุขมากกว่าที่เคย เราเลยรู้สึกประทับใจมากว่า เราเองก็เป็นแรงบันดาลใจให้ใครสักคนได้เหมือนกัน
 
ลิปส์: ถ้าคุณมีกำลังมากพอ คุณจะช่วยเหลือสังคมในด้านไหน

อิมเมจ: เราอยากช่วยเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาสำคัญมาก ยกตัวอย่าง ถ้าเราไม่ได้เรียนชีวะฯ เลยแล้วไม่รู้เกี่ยวกับ โรคภัยต่างๆ ก็อาจจะแก้ไขกับมันอย่างผิดวิธี การให้การศึกษาจะทำให้ทุกคนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้นในการเอาตัวรอดในสังคมและ ในโลก ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และก็ช่วยพัฒนาไปในหลายๆ เรื่องด้วย อีกเรื่องคือเรื่องจิตวิทยา เราอยากทำให้เรื่องจิตวิทยาเป็นเรื่องที่ยอมรับมากขึ้นในไทย ถ้าเราช่วยเหลือได้ เราอยากจะผลักดันให้ทุกครอบครัวมีนักจิตวิทยาเข้ามาช่วยดูแลเรื่องต่างๆ อย่างเรื่องการมีลูก การไปหาจิตแพทย์ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่จริงๆ แล้วแค่เรานอนไม่หลับแล้วหาสาเหตุไม่ได้ เราก็ควรไปหาไปพบนักจิตวิทยาแล้ว เพราะอาจจะเกิดจากความเครียดสะสมที่เราอาจไม่รู้ อย่างตัวเรา ถ้าเครียดเราจะจำอะไรไม่ได้เลย สมองจะไม่รับอะไรใหม่ๆ การปรึกษานักจิตวิทยา หรือการพบจิตแพทย์มันช่วยบรรเทา เรื่องพวกนี้ได้
 
 
ลิปส์: สังคมที่น่าอยู่ของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร

อิมเมจ: จริงๆ เราว่าสังคมไทยก็ดีน่ะ ช่วยเหลือกัน มีน้ำใจ อย่างเวลาที่มี รถเสียแล้วต้องการความช่วยเหลือก็จะมีคนจอดแล้วลงมาดู ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นข้อดี
 
ลิปส์: มองผู้หญิงอายุ 19 ปีเป็นคนอย่างไร

อิมเมจ: ยังเป็นผู้หญิงที่ยังค้นหา ตัวเองอยู่ แต่ใครเจอก่อนหน้านี้ก็โชคดีไป เรารู้สึกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่วันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวาน ปีนี้ไม่เหมือนปีที่แล้ว เราพัฒนาอยู่เรื่อยๆ เราเคยอ่านเจอว่าเวลาเราถูก explore ด้วยสถานการณ์ใหม่ๆ จะทำให้เรามีมุมมองใหม่ที่จะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้แล้ว ไม่ว่า วัยไหนก็ตามยังจะค้นหาตัวเองอยู่ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงอายุ 19 ก็คงจะเริ่มสนใจเรื่องการดูแลตัวเอง เริ่มสนใจเรื่องสุขภาพ อาหารการกินมากขึ้น
 
ลิปส์: ถ้าเปรียบตัวเองเป็นลิปสติก คุณจะเป็นลิปสติกเฉดสีอะไร

อิมเมจ: น่าจะเป็นสีตุ่นๆ เพราะเรารู้สึกว่ามันไม่ใสหรือออกไปทางเฉดใดเฉดหนึ่ง มันมีความหลากหลาย ซึ่งน่าจะมีอยู่ในตัวของทุกคน
 
 
SHARE THIS :