THE STRIKING ARTIST

แพรว-กวิตา วัฒนะชยังกูร
ศิลปินวิดีโออาร์ต

เธอคือศิลปินหญิงรุ่นใหม่ผู้นำเสนอศิลปะในรูปแบบวิดีโอ โดยใช้ร่างกายและจิตใจของตัวเองเป็นสื่อกลางในการแสดง ไม่ว่าจะเป็น การใช้ร่างกายทำหน้าที่แทนอุปกรณ์ทำงานบ้านเพื่อสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศของผู้หญิง ในสังคมแบบปิตาธิปไตย หรือสวมบทบาทเป็นเครื่องจักรต่างๆ เพื่อบอกเล่าสภาวะความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงาน ผลงานของเธอได้จัดแสดงในหลากหลายประเทศ รวมถึงงานใหญ่อย่าง Venice Art Biennale และเธอคือหนึ่งในศิลปินไทยที่แสดงงานในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale ช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้
 
ลิปส์: งานที่คุณทำมักจะพูดถึงเรื่องผู้หญิง มีผลงานชิ้นไหนเกี่ยวข้องกับความสวย บ้างไหม

แพรว: เรื่องความสวยอยู่ในเลเยอร์หนึ่งของงานที่แพรวทำ ตั้งแต่ซีรีส์งานตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 ถึงปัจจุบันเป็นเรื่องการบริโภคนิยม พูดถึง ความสวยในแง่ของ consumerism ซึ่งมีต้นตอมาจากที่เราเติบโตมาในยุคอุตสาหกรรม ที่พยายามโฆษณาและทำการตลาดโดยสร้าง สิ่งที่ไม่จำเป็นให้จำเป็น และสร้าง perception ของความสวยให้กับเรา เช่น ตอนนี้เราอยากผิวขาวเหมือนสาวเกาหลี ประกอบกับยุค plastic surgery ทุกคนก็ไปทำทุกอย่างเป็นบล็อกเดียวกันหมด อุตสาหกรรมโฆษณาทำให้คนรู้สึกว่าต้องซื้อ ต้องใช้ เพื่อให้ตัวเองเป็นแบบนั้น จนเราถูกครอบงำวิธีคิด และพยายามเติมเต็มความต้องการของตัวเอง เพื่อให้ได้รับการยอมรับ ตาม perception ความสวย และกลายเป็นความต้องการไม่มีวันสิ้นสุด งานแพรวก็จะโยงไปพูดถึงเรื่องแรงงาน ว่าสิ่งที่เราต้องการสร้างผลกระทบอะไรให้แรงงานบ้าง หลายคนอาจรู้สึกว่าฉันอยากเป็นแบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่ฉันทำได้ ฉันอยากสวยก็ซื้อนั่นซื้อนี่ ทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัว แต่ทุกอย่างที่เราใช้และบริโภคคือสิ่งที่มีผลกระทบทั้งนั้น ไม่ว่ากับสิ่งแวดล้อมหรือคนอื่น พอเรามีดีมานด์เยอะ ก็ต้องมีคนมาซัพพลายให้เราเยอะ และคนเหล่านี้ ที่เป็นคนชนชั้นแรงงานเขาไม่ได้มีตัวตนในสังคม เขาต้องทำอะไร กระบวนการนั้นอยู่ในความมืด เราไม่มีทางเห็นเลยว่าแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง เราได้แต่บริโภคโดยไม่รู้เลยว่า มีแรงงานที่เป็นแรงงานทาสด้วยซ้ำ

ลิปส์: ในเมื่อความสวยของคนทั่วไปเป็นไปตามการกำหนดของอุตสาหกรรม แล้ว ผู้หญิงสวยในทัศนคติของคุณเป็นอย่างไร

แพรว: แพรวคิดว่า ความสวยคือการที่เราสามารถค้นหาได้ว่า เราอยู่ตรงไหนในสังคม สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างและพิเศษกว่าคนอื่นคืออะไร เราสามารถพัฒนาตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่งได้อย่างไร เราสามารถทำอะไรให้คนอื่นได้บ้าง เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเราจะพัฒนาตัวเองในจุดที่เราสามารถช่วยเหลือสังคมได้ นี่คือความสวยที่มาจากข้างใน จากที่การทำงานมา แพรวคิดว่า ทุกวันนี้ผู้หญิงเราพยายามปรับเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อให้ได้การยอมรับ เพราะเชื่อว่าเมื่อได้รับการยอมรับแล้วจะมีความสุข แต่การยอมรับส่วนใหญ่เป็นการยอมรับจากรูปลักษณ์ภายนอก เพราะความเก่ง ความฉลาดมันโฆษณาไม่ได้ ขายไม่ได้ เมื่อเราไปหลงระเริงกับสิ่งที่อุตสาหกรรมบอกให้เราบริโภคมากเกินไป เราจะสูญเสียความเป็น ตัวเอง นิยามความสวยไปตามแบบคนอื่นเสียหมด จนอาจถึงจุดที่เราไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง ว่าเราคือใคร ทำอะไร เราต้องการอะไร และยืนอยู่ตรงไหนในสังคม
 
ลิปส์: ความสวยในแบบที่เป็นคุณเป็นอย่างไร

แพรว: ไม่เคยมีใครถามแบบนี้เลย (หัวเราะ) แพรวเป็นคนที่ค่อนข้างมีความมั่นใจในความคิด ของตัวเอง และมีอุดมการณ์และจุดยืนในเรื่องของงาน ที่ต้องการให้บรรลุผลมากที่สุดคือ ความเท่าเทียมกันทางเพศ เป็นกระบอกเสียงให้กับผู้หญิงในสังคมไทย ความสวยของเราอาจเป็นเรื่องความสามารถ เรื่องของใจ เมื่อเราพัฒนาตัวเองแล้ว ก็มีใจในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องของความเก่ง รวย หรือมี ชื่อเสียงอยู่คนเดียว แต่เป็นเรื่องของการนำ สิ่งเหล่านี้ไปช่วยสังคม

ลิปส์: แล้วมีตรงไหนที่คุณคิดว่าเป็นจุดด้อย และอยากปรับปรุงให้ดีขึ้น

แพรว: ส่วนตัวเป็นคนขี้สงสาร อยากจะเปลี่ยนตรงนี้ เพราะบางครั้งกำลังจะทำอะไรเต็มที่ ก็มีเรื่องให้เกิดความสงสารแบบไม่จำเป็น สงสารไปหมดแบบไร้เหตุผล ถ้าปรับเปลี่ยนตรงนี้ให้ตัวเองแกร่งมากขึ้นก็น่าจะดีกว่านี้
 
ลิปส์: ถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมให้น่าอยู่ขึ้น คุณอยากเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไร

แพรว: ความเท่าเทียมทางเพศ เพราะเป็นงานวิจัย ซึ่งน่าจะเป็น lifetime research ที่แพรวทำมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2011 แพรวทำงานเรื่อง gender equality มาตลอด เข้าไปค้นหารากของ gender objectification คือเรื่องการที่ผู้หญิงถูก objectify หรือแม้แต่ผู้หญิง objectify ตัวเองจากสื่อต่างๆ ด้วยซ้ำ นี่คือจุดเริ่มต้นของความไม่เท่าเทียม เพราะเรารู้สึกเราไม่เท่าเทียมเอง รู้สึกว่ายังไม่ดีพอ จึงต้องไล่ตามทุกอย่างเพื่อให้รู้สึกว่าเราดีพอ สุดท้ายเราวิ่งก็ไม่ถึงสักที เพราะอุตสาหกรรมก็มีทริคที่ทำให้เราวิ่งตามเพื่อบริโภคไม่มีวันจบ จุดเริ่มต้นที่สนใจเรื่องนี้คือกลับมาจากออสเตรเลีย แพรวรู้สึกว่ามีความคาดหวังกับผู้หญิงเยอะจัง วัฒนธรรมของเราคือ ผู้หญิงเป็นคุณแม่ ต้องทำงานบ้าน เป็นแม่บ้าน แล้วก็ทำงานด้วย เป็นการทำงานที่คูณสอง จึงทำวิดีโออาร์ตซีรีส์ "Tools" ออกมา ที่ทำให้ตัวผู้หญิงกลายเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน เป็นการเสียดสีว่านี่คือบทบาทของผู้หญิงจริงๆ หรือเปล่า แพรวทำหน้าที่เป็น กระบอกเสียงในเรื่องนี้ และอยากให้งานอาร์ตที่ทำเป็นกิจกรรมทางสังคมได้

ลิปส์: สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในตัวเองคืออะไร

แพรว: การที่สามารถทำงานที่เรารัก และเชื่อว่างานที่เรารักนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ทำเพื่อตัวเอง แพรวภูมิใจที่งานจะสามารถสื่อกับคนดูได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่แพรวอยากจะสื่อถึง แพรวมักจะให้พี่ๆ แม่บ้านที่ก่อนหน้านี้เขาเคยมีอาชีพทอผ้า ทำนา ทำโรงงาน มาก่อนช่วยดูงานให้เสมอ ถ้าพี่ๆ อินกับงานของแพรว แสดงว่าแพรวน่าจะเป็นกระบอกเสียงที่ทำให้พวกเขามีตัวตนขึ้นมาในสังคมที่ให้คุณค่าคนด้วยเรื่องตำแหน่งและเงิน บอกให้คนอื่นเห็นคุณค่าของพวกเขา รวมถึงสร้างคุณค่าทางใจให้พวกเขารับรู้ว่า เขามีตัวตนในสายตาเรานะ
 
ลิปส์: คุณอยากบอกอะไรกับตัวเองตอนอายุ 19

แพรว: ตอนอายุ 19 เป็นรอยต่อของชีวิตแพรว เป็นช่วงที่ คุณพ่อ (ดร.อภิวัฒน์ วัฒนะชยังกูร) เสีย แล้วแพรวก็เปลี่ยนคณะที่เรียนเยอะมาก เพราะไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เราเคยเป็นเด็กที่ทำตามเทรนด์เหมือนกับคนอื่น ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของตัวเอง เพื่อนหรือทุกคนว่าอย่างไรเราก็หมุนไปตามนั้น แต่ก็คงเป็นไปตามวัย มองย้อนกลับไปคือเราไร้สาระมาก คงจะบอกตัวเองตอนนั้นแค่ว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างจะเป็นไปตามวัย ตามประสบการณ์ และทำให้เราโตขึ้นเอง ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรนะ เป็นแบบนั้นแหละ ซึ่งพอโตขึ้นเราก็เลือกได้ว่าเราอยากทำอะไรหรืออยากอยู่กับใคร แพรวรู้สึกว่ายิ่งโตก็ยิ่งชอบตัวเองมากขึ้นค่ะ ลิปส์: ถ้าคุณเป็นลิปสติก สักเฉดสี คุณจะเป็นเฉดสีอะไร (นิ่งคิด) คงไม่ใช่สีแดง แพรวไม่ค่อยแต่งหน้าเท่าไหร่ ถ้าเป็นลิปสติกสีที่ชอบใช้คือ สีนู้ด เพราะว่ามันใกล้เคียงกับความจริงที่สุดแล้ว แค่ไฮไลต์สิ่งที่เราคิดว่าโอเคแล้วให้ดูดีขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่ ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดเท่านั้นก็พอ
 
 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Do for King... William Heinecke
ตลอดช่วงชีวิตของผู้ที่ได้อาศัยอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร ย่อมเคยผ่านพบพระมหากษัตริย์มาเพียงพระองค์เดียว นั่นคือในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่นเดียวกับชาวไทยอีกหลายสิบล้านคน หัวใจของ "วิลเลียม ไฮเน็คกี้" จึงหมองหม่นไม่สร่าง นับตั้งแต่วันที่รับทราบว่าพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่เขารู้จักเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว
People
Music is My Life... CD Guntee
หนุ่มหล่อเสียงดีจากเวที The Star คนนี้ยังคงเป็นที่รักของแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น แม้ว่าวันนี้ "ซีดี-กันต์ธีร์ ปิติธัญ" จะออกมาโลดแล่น ในฐานะนักร้องและนักแสดงฟรีแลนซ์ แต่ด้วยความสามารถและความน่ารัก จึงไม่ น่าแปลกใจว่าทําไมเขายังคงเป็นขวัญใจของใครหลายๆ คน