THE Real Page-Turner

น่าน หงษ์วิวัฒน์
General Manager 
Sangdad Media Group


คุณเติบโตขึ้นมาในบรรยากาศการเลี้ยงดูแบบไหน
ถูกห้อมล้อมด้วยหนังสือ ที่บ้านจะมีหนังสือ เยอะ มีห้องสมุด แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านอื่น ไม่มีนะ เพราะเราไม่เคยเห็นของบ้านอื่น ซึ่งใน ยุคนั้นพ่อแม่ก็ไม่ได้มีเวลามาดูแลอะไรเรามาก มาย เขาก็จะพาเราไปทำงานกับเขา พาเราไปเลี้ยงที่งานหนังสือ ไปจัดบูธไปเห็นกระบวนการทำงาน หรือสมัยก่อนออฟฟิศของคุณแม่จะมีโกดังเล็กๆ ไว้เก็บหนังสือห่อสีน้ำตาลสูงจนชนเพดาน ผมก็ไปปีนเล่นบนกองหนังสือนั้น

แล้วคุณเป็นคนที่รักการอ่านไหม
รักนะ อาจจะไม่ใช่หนอนหนังสืออะไร แต่ก็อ่านหนังสือและอยู่ในกระบวนการของการทำงานสำนักพิมพ์มาตั้งแต่เด็ก แต่ผมโชคร้ายที่ ไปอยู่หน่วยงานสายส่ง (หัวเราะ) มีหน้าที่จัดหนังสือ มัดหนังสือ แล้วก็ไปกับรถขนส่ง เป็นฝ่าย แรงงาน แต่ก็เป็นวิธีการเลี้ยงของคุณแม่ที่ทำให้เรามีประสบการณ์ ได้ฝึกทำงานตั้งแต่เด็ก

คุณเข้ามาดูแลธุรกิจครอบครัวได้อย่างไร
หลังจากที่เรียนจบ ผมไปทำงานวิศวะอยู่ประมาณปีกว่า ซึ่งจริงๆ ที่ไปทำงานด้านวิศวะเพราะเสียดายที่อุตส่าห์เรียนมา แต่พอทำไปสักพักเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ เลยหางานใหม่ ระหว่างนั้นจุดเปลี่ยนคือ คุณพ่อมาถามว่าหางานอยู่ ทำไมไม่มาช่วยงานที่บ้านล่ะ ซึ่งตอนนั้นผมไม่ได้คิดจะ สานต่ออะไร แค่เขาชวนมาทำก็ทำ แต่ไม่ได้คิดว่าจะทำที่นี่ตลอดไปด้วยซ้ำ

คุณเติบโตมาในครอบครัวของคนทำหนังสือ แต่อะไรคือเหตุผลที่เลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ 
เพราะตอนนั้นผมเลือกตามความถนัด ผมถนัดเลขกับวิทยาศาสตร์ ตัดช้อยส์เรียนหมอและ สถาปัตย์ไป เพราะไม่เหมาะ เลยมาลงตัวที่วิศวะ ถึงแม้ผมจะโตมากับสำนักพิมพ์ แต่สำนักพิมพ์ก็มีงานหลายพาร์ท อย่างพี่ชายของผม (ตุลย์ หงษ์วิวัฒน์) เขาชอบทางด้านศิลปะ กราฟิกดีไซน์ การออกแบบ เขาก็ไปทางนั้น

 

 
อะไรคือข้อดีข้อเสียของการทำธุรกิจของที่บ้าน
ข้อดีคือ เรื่องอิสระทางความคิด อิสระทางเวลา ที่เราสามารถจัดการตัวเองได้ ข้อเสียคือ ถ้าคุณไม่มีวินัย คุณก็จะดูแลตัวเองและคนอื่นไม่ได้ นอกจากนี้ถ้าพูดถึงเรื่องความสนุกหรือเพื่อนร่วมงาน พอมาอยู่จุดนี้ก็ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนเรา เราต้องวางตัว ผมจำได้เลยตอนที่ ทำงานประจำสนุกมาก สนุกในแง่ที่เป็นพาร์ทหนึ่งขององค์กร เรามีเพื่อน มีสังคม ตอนเย็นไปกินข้าว ไปเล่นกีฬาด้วยกัน แต่ชีวิตเป็น routine ต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขของคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะ เลือกอะไร

ทุกวันนี้คุณมีวิธีคิดแบบวิศวกรไหม
มีครับ เคยมีหลายคนถามผมว่า ถ้าย้อนเวลา ได้จะเลือกเรียนอะไร ผมก็ตอบว่าผมก็จะเรียนวิศวะนี่แหละ เพราะข้อดีของวิศวะคือ เขาปลูกฝัง เรื่องตรรกะและเหตุผลให้กับนักเรียน รวมถึงความสามารถในการดูตัวเลข ซึ่งทำให้เราได้เปรียบในเรื่องการจัดการ

อย่างที่รู้กันว่าช่วงนี้ธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นช่วงขาลง คุณมีวิธีบริหารจัดการธุรกิจอย่างไร
ที่จริงแล้วธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ผมรับผิดชอบเติบโตขึ้นทุกปี หนังสืออาจไม่ใช่สื่อที่หวือหวา แต่ก็เติบโต โชคดีที่หนังสือของแสงแดดมี shelf life ที่ยาว เพราะฉะนั้นยิ่งเราสะสม portfolio ของหนังสือมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะขายดีขึ้นในปีถัดไปก็มากขึ้นเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า 5-6 ปีหลังมันลงฮวบฮาบมาก นับตั้งแต่เรามีสมาร์ทโฟน ทั้งที่คนไม่ได้ อ่านหนังสือบนสมาร์ทโฟน แต่อ่านอย่างอื่น เช่น อ่านเฟซบุ๊ก อ่านไลน์ แล้วคนเรามีเวลาจำกัด จะอ่านหนังสือในปริมาณเท่าเดิมได้ยังไง โดยเฉพาะประเทศไทยที่คนอ่านหนังสือน้อยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนตัวเอง มีโจทย์ที่จะต้องคิด ซึ่งพอดี 6 ปีที่แล้ว น้องสาวฝาแฝดของผม (วรรณแวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์) เรียนจบด้านภาพยนตร์มาพอดี เพราะฉะนั้นเราจึงทำคอนเทนต์อาหารให้เป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต่อไปเราจะไม่เป็น cook book แต่จะเป็น cook content provider หรือคนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของอาหารผ่านช่องทางต่างๆ

 

นอกจากเปลี่ยนช่องทางการสื่อสาร คุณต้องปรับคอนเทนต์ให้เข้ากับโลกยุคใหม่ที่คนอ่านหนังสือน้อยลงอย่างไรบ้าง
เราทำโซเชียลมีเดีย มีการให้สูตรฟรี มีการฟีดวิดีโอบนยูทูบอยู่เรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ทำหนังสือขายด้วย เพราะยังมีกลุ่มที่เสพหนังสืออยู่ ซึ่งส่วนใหญ่คนจะซื้อหนังสือไปสะสม เราเลยต้องทำให้สวยที่สุด และเนื้อหาถูกต้องชัดเจน ตำราอาหารไม่เหมือนนิยายที่คนจะอ่านเพลินๆ มันจะมีความกำกวม เช่น เขียนว่าทอดให้เหลือง ถ้าคนไม่เข้าใจก็ไม่รู้แบบไหนเรียกว่าเหลือง หรือการบอกหน่วยเป็นกรัม คนอาจไม่รู้ว่ากรัมคือปริมาณขนาดไหน เราก็ต้องเทียบเคียงเป็นหน่วยที่เขาเข้าใจ เพื่อให้หนังสือมันฟังก์ชั่นตัวเองได้

คุณมีแผนการจะต่อยอดแสงแดดไปเป็นธุรกิจอื่นๆ อีกไหม
ไม่ครับ ผมรู้สึกว่าวิถีชีวิตของเราชอบทำงานเป็นสำนักพิมพ์ เป็นมีเดีย เป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ ที่เนื้อหาเกี่ยวกับอาหารเป็นสิ่งที่เราชอบแล้ว แต่อาจต้องดูช่องทางในอนาคตว่าคนเสพคอนเทนต์พวกนี้ทางไหนเราค่อยตามไป แต่ผมมีความฝันอย่างหนึ่งคือ อยากทำคอนเทนต์เกี่ยวกับ อาหารไทยให้คนต่างประเทศรู้จัก เพราะเรามีดีเรื่องอาหาร แต่กลับให้ ฝรั่งทำตำราอาหารไทยขาย ถ้ามีโอกาสผมก็อยากทำตรงนี้ครับ
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
The BeatWithin
ชื่อของ กรณ์ ณรงค์เดช เป็นที่รู้จักผ่านรายการประกวดร้องเพลง จนมีนามสกุล ëเคพีเอ็นí ห้อยท้าย ซึ่งแม้กระแสของรายการประกวดร้องเพลง แบบเรียลลิตี้จะแผ่วลง แต่ทายาท เจเนอเรชั่นที่ 3 ของ เคพีเอ็น กรุ๊ป คนนี้ก็ยังสนุกกับงานทุกชิ้นที่อยู่ ในมือ จึงไม่แปลกที่นอกจากงาน สื่อบันเทิงและอสังหาริมทรัพย์ที่ รับผิดชอบอยู่ เขายังเตรียมพื้นที่ เพื่อพร้อมรับความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามา   
People
It Takes Two to Tango : Sunny & Ter
สาระมี (มาก) หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เราเชื่ออย่างหนึ่งว่าเมื่อไหร่ที่สองคนนี้ได้มานั่งคุยกัน สิ่งหนึ่งที่เรามักจะได้รับนั่นก็คือ เสียงหัวเราะ... ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และฉันทวิชช์ ธนะเสวี