THE DAZZLING DUCKLING

นุ๊ก-ฐิตารีย์ เกษร
รองอันดับ 1 Miss Universe Thailand 2018

สาวสวยหน้าคมสไตล์สาวใต้ ที่นอกจากความสวยแล้วเธอยังพ่วงปริญญาด้านแฟชั่นดีไซน์ จากรั้ว มศว ประสานมิตร การันตีความสามารถและเซนส์ด้านแฟชั่นด้วยการลงมือออกแบบชุดราตรีเพื่อใช้ในการประกวดด้วยตนเอง โปรไฟล์ของรองอันดับหนึ่งแห่งเวที Miss Universe Thailand 2018 อย่างนุ๊ก-ฐิตารีย์ เกษร ฟังดูไร้ที่ติ แต่ใครจะรู้ว่า กว่าลูกเป็ดขี้เหร่คนนี้จะกลายเป็นหงส์เธอต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนกว่าจะได้ยืนอยู่บนเวทีประกวด ด้วยความภาคภูมิใจเช่นนี้

ลิปส์: เริ่มรู้ตัวว่า เป็นคนสวยตั้งแต่เมื่อไร

นุ๊ก: นุ๊กไม่เคยคิดว่า ตัวเองเป็นคนสวย ตอนเด็กๆ นุ๊กชอบว่ายน้ำจนตัวดำมาก แล้วก็ผอมมากด้วย ไม่เคยโดนชมว่าหน้าตาน่ารักเลยค่ะ เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะมองว่า ผู้หญิงที่มี ผิวขาว ตัวเล็กๆ จะดูน่ารัก ซึ่งนุ๊กตรงข้ามกับที่ว่ามาทั้งหมดเลย ตอนเด็กเราจะไม่เข้าใจว่าทำไม และมักจะถามตัวเองว่า ทำไมเราไม่เหมือน คนอื่น ทำไมคนอื่นถึงมาขีดจำกัดว่าเราได้แค่นี้ ตอนเข้าประกวดเขาจะมีใบให้เราลองตั้งชื่อเรื่องชีวิตของเรา นุ๊กยังตั้งชื่อว่า "ลูกเป็ดขี้เหร่" เลยค่ะ นุ๊กเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นคือตอนมัธยมที่เริ่มได้ทำกิจกรรมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นนักกีฬา แล้วก็เป็นพิธีกรของโรงเรียน มันเหมือนกับมันไม่ต้องรอให้คนอื่นมาบอกว่า เราสวยแล้ว ทุกอย่างมันเกี่ยวกับตัวเราเองล้วนๆ เลยว่า เรามั่นใจในตัวเองแค่ไหน แล้วเรามองว่า ความสวยคืออะไร นุ๊กเป็นคนที่ชอบพิสูจน์ให้คนที่เคยบอกว่าเราทำไม่ได้เห็นว่าเราทำได้ คำพูดนั้นเหมือนเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาตัวเอง

ลิปส์: การมาประกวด Miss Universe Thailand คือ การทำตามความฝันในวัยเด็กใช่หรือเปล่า

นุ๊ก: ใช่ค่ะ เรามองเห็นภาพผู้หญิงที่ใส่มงกุฎแล้วเราก็นึกอยากเป็นเจ้าหญิงน่ะ นุ๊กเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเกิดหลังเรียนจบแล้ว ถ้านุ๊กไม่มี คนมาชวนไปประกวด นุ๊กก็อยากลงประกวดด้วยตัวเอง เพราะนุ๊กเคยโดนชวนมาเข้าประกวด ตั้งแต่ม.ปลายแล้ว แต่เราก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย บางครั้งถ้าจังหวะเวลายังไม่ใช่ของเราก็คือไม่ใช่ ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นในเวลาที่ถูกต้องด้วย

ลิปส์: ในการ transformation เป็นนางงามของคุณ ขั้นตอนไหนถือเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด

นุ๊ก: การที่เราต้องมาพูดแบบจริงจังค่ะ มันต้องเริ่มจากข้างในเราจริงๆ ค่ะ ตอนแรกนุ๊กเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง เวลาพูดนุ๊กก็จะคิดแล้วคิดอีก เหมือนที่ผ่านมาเรามัวแต่คิดว่า คนอื่นจะมองเราว่าอย่างไร จะพูดถึงเราอย่างไร ไปคิดแทนเขา แล้วมันทำให้เราไม่มั่นใจกับทุกอย่างที่เราพูด ทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากการตั้ง mindset ใหม่ ว่า เราต้องโฟกัสที่ตัวเรานะว่า เรามีจุดมุ่งหมาย เรามีเป้าหมายที่เป็นความฝันของที่เราอยากทำให้สำเร็จ ทุกวันนี้เราก็พัฒนาให้ดีขึ้นซึ่งเป็นผลจากความพยายามของเรา คือนุ๊กเห็นตัวเองแล้วแบบ เมื่อเราเห็นพัฒนาจากวันแรกถึงวันสุดท้ายในการประกวด นุ๊กไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย เพราะเราใส่เต็มหมดแล้ว รู้สึกภูมิใจใน ตัวเองเสียด้วยซ้ำว่า เรามาได้ไกลมาก

ลิปส์: ผ่านการ transformation มาจนถึงวันนี้แล้ว ชอบและไม่ชอบอะไรในตัวเองที่สุด

นุ๊ก: นุ๊กเป็นคนเป็นธรรมชาติมาก เป็นคนที่ยิ้มง่าย เฮฮา และนุ๊กคิดว่า คนอื่นก็สัมผัสได้ว่า เวลาเรายิ้ม เรายิ้มจากใจจริงๆ เพราะฉะนั้นนุ๊กชอบรอยยิ้มของนุ๊ก แต่ยังไม่ชอบเสียงตัวเอง เพราะเสียงเราแหบ คงต้องไปฝึกฝน แก้ไข พัฒนาต่อไปค่ะ

ลิปส์: ผู้หญิงที่สวยในอุดมคติของคุณเป็นอย่างไร

นุ๊ก: ต้องเป็นผู้หญิงที่เก่งค่ะ แล้วก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นได้ มันเป็นเสน่ห์ที่เป็นแรงดึงดูดไม่ใช่เฉพาะกับผู้ชาย แต่ว่าเป็นกับผู้หญิงด้วยกันเหมือนเป็นพลังบวกที่ทำให้ คนอื่นอยากอยู่ใกล้ๆ

ลิปส์: มองว่า เวทีประกวดนางงามทุกวันนี้ มีความหลากหลายในด้านรูปลักษณ์ต่างๆ เพียงพอหรือยัง

นุ๊ก: นุ๊กว่า ตอนนี้เปิดกว้างมาก จากการที่มี transgender เข้ามาประกวดได้ด้วย เพราะในเมื่อทุกคนพูดมาตลอดเวลาว่าทุกเพศเท่าเทียมกัน นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า องค์กร Miss Universe เปิดกว้างจริงๆ นุ๊กคิดว่า คนที่เป็น transgender เขามองว่า เขาเป็นผู้หญิงจริงๆ ไม่ได้มองว่า เขาเป็นคนข้ามเพศ อันที่จริงมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งถ้าไม่มีคนเริ่มก็จะไม่มี การเปิดทางให้กับความหลากหลายในด้านอื่นๆ อีก นุ๊กจึงมองว่า มันเป็นการเริ่มต้นที่ดีค่ะ

ลิปส์: อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมในสังคมในแง่มุมไหนบ้าง

นุ๊ก: ตอนนี้ทุกคนอยู่ในสังคมที่เหมือนถูกตีกรอบว่า ทุกคนจะต้องสวยแบบไหน คิ้วต้องเป็นอย่างนี้ถึงจะสวย จมูกต้องเป็น อย่างนี้ ถึงจะสวย ถ้าทุกคนบนโลกนี้ จมูกเหมือนกัน ตาเหมือนกัน คิ้วเหมือนกัน แล้วอะไรคือความเป็นเราล่ะ ความเป็นเอกลักษณ์ไม่มีแล้ว นุ๊กอยากให้เลิกเอาค่านิยมที่คนอื่นป้อนใส่เรา เปลี่ยนมาเป็นลองมองว่า ตัวเองมีข้อดีอะไรดีกว่าค่ะ

ลิปส์: ในฐานะที่มีตำแหน่งรองอันดับที่ 1 Miss Universe Thailand คุณอยากจะช่วยเหลือสังคมในแง่ไหน เปลี่ยนแปลงสังคมในแง่ไหนบ้าง

นุ๊ก: นุ๊กอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากพัฒนาตัวเอง เพราะเรามองเห็นผลของการที่เราฝึกฝนตัวเองแล้วก็พัฒนาตัวเอง แต่ถ้าเป็นโครงการอะไรสักอย่าง นุ๊กอยากทำเกี่ยวกับ การพัฒนาภูมิปัญญาไทย เพราะนุ๊กเรียนด้านแฟชั่นมา แล้ว thesis ของนุ๊กก็ทำเกี่ยวกับการพัฒนาภูมิปัญญาไทยในรูปแบบของแฟชั่น ระหว่างทำ thesis นุ๊กได้ลงพื้นที่จริง แล้วเรารู้สึกว่า เรามีทุกอย่างที่บรรพบุรุษเราสร้างมาให้แล้ว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศเราจริงๆ นุ๊กก็อยากที่จะพัฒนาต่อไป เหมือนเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศ แล้วก็ทำให้ภูมิปัญญาผ้าไทยต่างๆ มันไม่สูญหายไป อยากเป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจเรื่องนี้ด้วยค่ะ

ลิปส์: ถ้าให้ย้อนไปบอกอะไรกับตัวเองตอนอายุ 19 ปี อยากจะบอกว่าอะไร

นุ๊ก: ทำดีแล้ว เพราะว่าช่วงอายุ 19 ปี เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นช่วงที่เราติดเพื่อน แต่นุ๊กเป็นคนที่ถ้าพ่อแม่บอกว่า ไม่ให้ออกไป ก็คือจะไม่ออกจากบ้าน ไม่ใช่ว่า เราเป็นลูกแหง่นะคะ แต่นุ๊กมองว่า เราไม่รู้ว่าเรามีเขาอยู่ได้อีกกี่ปี เพราะฉะนั้นเราเลือกความสบายใจของเขาดีกว่า ไม่อยากให้เขาต้องเป็นห่วงเรา นุ๊กให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก ในชีวิตเรา เรารักคนอื่นเรารักได้หมดเลย แต่คือ พ่อแม่เป็นคนที่เลี้ยงเรามาดีมากๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องเห็นค่าในตัวเองมากๆ

ลิปส์: ถ้าเปรียบตัวเองเป็นลิปสติกสักหนึ่งเฉดสี คุณจะเป็นสีอะไรดี

นุ๊ก: สีนู้ดค่ะ เป็นสีที่มีความเป็นผู้หญิงที่ดูเรียบง่าย มีความภูมิฐาน แล้วก็อ่อนหวานในเวลาเดียวกัน คือมันไม่ได้แรงจัดจ้าน แต่ดูดีค่ะ
 
 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Charismatic FEMININITY
ตั้งแต่เด็กเนตรดาวหลงใหลเสน่ห์ของการเย็บปักถักร้อยและงานฝีมือ เมื่อรวมกับสายตาที่มีศิลปะและประสบการณ์ที่สั่งสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาพสะท้อนความเป็นเธอก็ยิ่งเด่นชัดทั้งจากสิ่งที่ีสวมใส่ และผลงานที่ออกแบบให้กับแบรนด์ Landmee
People
Everything is illuminated
ปฏิเสธไม่ได้ว่า รวิศ​ หาญอุตสาหะ ใช้ทุกกึ๋นที่มีในตัว ทั้งความขยัน ความฉลาดเฉลียว ความดี และความกล้าหาญ​ ในการปฏิวัติทั้งวัฒนธรรมการทำงานในแบบองค์กรเก่าแก่และรูปลักษณ์ของ ผงหอมศรีจันทร์ ให้คงคุณค่าไว้เพิ่มเติมคือความร่วมสมัยและ ทันยุคมากยิ่งขึ้น