Special Interview

ลิปส์พาไปพูดคุยถึงเบื่องลึกเบื้องหลังกับคุณส้มโอ – หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์ ผู้ออกแบบชุดประจำชาติ Miss Universe Thailand 2016 ที่จะใช่สวมใส่ในการประกวด Miss Universe 2016 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ 

1. ช่วยแนะนำตัว ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร ทำไมถึงได้มาออกแบบชุดประจำชาติในครั้งนี้ได้
          ปัจจุบันเป็นข้าราชการ ตำแหน่งนักวิชาการวัฒนธรรม สังกัดสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรมครับ และกำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาออกแบบเครื่องประดับ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรควบคู่ไปด้วย นอกเหนือจากเวลาราชการก็ทำงานเป็นดีไซเนอร์อิสระ รับจ้างออกแบบเสื้อผ้าต่างๆ ส่วนมากจะเป็นเสื้อผ้าสำหรับการแสดงและงานอีเว้นท์
          ส่วนงานที่เคยรับผิดชอบที่กระทรวงวัฒนธรรมก็จะมี โครงการประกวดกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ โครงการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม (การออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการ
          ได้มาออกแบบชุดประจำชาติในครั้งนี้เพราะส่งผลงานเข้าร่วมในโครงการประกวดออกแบบชุดประจำชาติ "Creative Thai" ประจำปี 2016 และได้รับการตัดสินให้เป็นผลงานที่ชนะเลิศการประกวดในปีนี้ครับ

 

2. มีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องการออกแบบชุดประจำชาติบนเวทีการประกวดนางงามที่หลังๆ ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะกระแสโซเชียลอย่างสูง
          รู้สึกยินดีที่คนให้ความสนใจในเรื่องของชุดประจำชาติมากขึ้นในทุกๆปี โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2015 กับชุด "ตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์" ที่ตนเองเป็นผู้ออกแบบและได้รับรางวัล Best National Costume ในปีที่แล้ว ทำให้หลายคนได้รู้จักกับการประกวดชุดประจำชาติ "Creative Thai" และเห็นว่ามีความสำคัญต่อประเทศในหลายมิติ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาร่วมให้การสนับสนุนมากขึ้นด้วย  ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการออกแบบในวงกว้าง ช่วยให้ผู้คนเกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเหมือนกับว่าเป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอยว่าจะมีชุดประจำชาติแบบใดที่จะได้ไปอวดโฉมในการประกวด Miss Universe คล้ายกับเป็นวาระแห่งชาติไปโดยปริยาย
          ส่วนกระแสโซเชียลที่ให้ความสำคัญกับประเด็นชุดประจำชาติ ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านบวกหรือลบ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้เกิดการประชาสัมพันธ์ถึงโครงการประกวดฯมากขึ้น ช่วยให้ผู้คนได้ใช้ความคิดและจินตนาการไปในตัว ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ

3. มีความคิดเห็นอย่างไรกับชุดประจำชาติบนเวทีนางงาม ที่หลังๆ มักเป็นชุดไปในแนวความคิดสร้างสรรค์ มีความอวองการ์ดและใหญ่โตเวอร์วังอลังการสูง
          ชุดประจำชาติในระยะหลังนี้ คงถือเป็นยุคที่ทั่วโลกให้การจับตามองมากขึ้น เพราะการประกวด Miss Universe เองก็จัดกันมานานแล้ว ที่จะถึงนี้เป็นครั้งที่ 65 ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบของชุดประจำชาติในแต่ละประเทศเริ่มมีความคล้ายคลึงกับของเดิม หรืออาจจะพูดง่ายๆว่าเริ่มน่าเบื่อ ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มเห็นความสำคัญกของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและจัดทำชุดประจำชาติของตนเองเพื่อเข้าแข่งขัน ส่วนตัวเชื่อว่าโครงการประกวดชุดประจำชาติ "Creative Thai" มีส่วนทำให้หลายๆประเทศเกิดความกระตือรือร้นที่จะหาไอเดียหรือแรงบันดาลใจใหม่ๆ มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งหลายประเทศก็สามารถหลุดออกจากกรอบเดิมๆได้ และทำชุดประจำชาติได้อย่างสวยงาม แปลกตา และน่าสนใจ เพราะในฐานะที่ตนเองเป็นนักออกแบบก็มองว่า ชุดของหลายๆประเทศที่สวยๆ โดยเฉพาะในแถบละตินอเมริกา ที่มักจะใช้ขนนกเป็นวัสดุหลักในการตกแต่ง ก็ทำออกมาสวยงามดีในทุกๆปี แต่ก็มองว่ามันคล้ายคลึงกันไปหมด ถ้าเราได้เป็นหนึ่งคณะกรรมการก็คงจะอยากเห็นอะไรที่มันแปลกใหม่บ้าง เพื่อเป็นสีสันของการประกวด ตรงนี้คงทำให้นักออกแบบแต่ละประเทศเริ่มมองหาและหยิบจับเอาเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่สามารถสื่อถึงประเทศของตนเองมาใช้ในการออกแบบมากขึ้น แทนที่จะใช้รูปแบบของชุดประจำชาติในแบบ Traditional อย่างที่เคยทำกันมา

4. แล้วชุดประจำชาติที่คุณส้มโอออกแบบ ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร ได้รับโจทย์มาก่อนหน้านี้หรือไม่อย่างไร แล้วทำไมถึงออกมาในรูปแบบอย่างที่เราได้เห็นนี้
          โครงการ "Creative Thai" ไม่มีโจทย์ในการออกแบบครับ เป็นธีมที่โอเพ่น ซึ่งแต่ละคนก็สามารถไอเดียกันตามความต้องการของตนเองได้ ซึ่งชุด "Jewel of Thailand" ของเราได้รับแรงบันดาลใจจากการที่วันหนึ่งได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการ "งามสมบรมราชินีนาถ" ที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และได้ไปยืนชมวีดิทัศน์เมื่อครั้งทรงเสด็จเยือนยุโรปและอเมริกา มีอยู่ตอนหนึ่งที่ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยและเสด็จดำเนินเคียงคู่กับในหลวง (รัชกาลที่ 9) โดยที่ฉลองพระองค์ชุดไทยนี้เปล่งประกายวิบวับจับตามาก เพราะปักประดับด้วยคริสตัลเม็ดใหญ่ๆทั้งชุด ทำให้เราเกิดความปลาบปลื้มปิติในความงดงามของภาพที่เห็น ที่ประกอบไปด้วยพระสิริโฉมและแสงระยิบระยับที่สะท้อนออกมาจนเราหยุดมองดูไม่ได้ ตั้งแต่วันนั้นก็คิดมาตลอดว่าอยากมีโอกาสได้ออกแบบชุดที่นำแรงบันดาลใจจากความรู้สึกนี้มาใช้
          โดยส่วนตัวก็ติดตามการประกวดนางงามบ้าง แต่ไม่มากนัก (ไม่ได้ crazy มาก) แต่หลังจากได้คลุกคลีกับกองประกวดในปีที่แล้ว ทำให้ปีนี้ตนเองเริ่มสนใจมากขึ้นและเชียร์นางงามที่เราชื่นชอบ ซึ่งปีนี้เชียร์น้องน้ำตาลเพียงคนเดียวตั้งแต่แรก เพราะรู้สึกว่าน้องสวยมาก (โดยเฉพาะจากภาพถ่ายชุดว่ายน้ำ ที่มีการแต่งหน้าในโทน exotic) ในวันตัดสินก็อยู่ในเหตุการณ์เพราะได้ไปใส่ชุดตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ให้น้องแนท ก็เชียร์น้ำตาล และน้องได้เป็น Miss Universe Thailand 2016 หลังจากนั้นทางกองประกวดก็ประกาศรับสมัครผลงานชุดประจำชาติ จริงๆก็ลังเลใจอยู่สักพักว่าจะส่งผลงานไหม เพราะเราเองก็เคยเป็นแชมป์เก่ามาก่อน และชุดก็ได้รางวัลมาแล้ว การส่งประกวดอีกในครั้งนี้ก็ตัดสินใจค่อนข้างยาก มีความกลัวตามปกติว่าถ้าไม่ชนะล่ะ แล้วจะยังไง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะส่งประกวดและก็ประกาศเชิญชวนให้เพื่อนๆที่เคยชนะในปีก่อนๆส่งประกวดกันทุกคน เพราะเราอยากให้มีผลงานดีๆส่งเข้ามากันเยอะๆ เพื่อน้องน้ำตาล แล้วก็ตัดสินใจส่งสเก๊ตช์เป็นชุดไทยศิวาลัยสีทอง (ตามที่เห็นในภาพ) ซึ่งเรามองว่านี่ล่ะเป็นโอกาสที่อาจจะได้ทำชุดนี้ ชุดที่เราอยากทำมานานแล้ว เพราะคิดว่าน้องน้ำตาลมีโครงหน้าและสีผิวในแบบสาวไทยแท้ และที่เคยเห็นภาพน้องไปรำแก้บนในชุดนางรำก็รู้สึกว่าน้องเหมาะกับชุดไทยมากๆ ก็เลยเป็นจุดที่ทำให้ได้มีโอกาสมาทำชุดประจำชาติในปีนี้ครับ
 
5. ความยากในการทำชุดนี้คืออะไร และใช้เวลาทำนานแค่ไหน
          เริ่มทำงานตั้งแต่วันแรกหลังจากวันประกาศผลการประกวดฯ จนถึงคืนวันสุดท้ายก่อนการแถลงข่าวเปิดตัวชุดประจำชาติ ก็คือตั้งแต่ 18 พ.ย. 2559 – 4 ม.ค. 2560 รวมทั้งสิ้น 46 วัน และทำทุกวันจนถึงมืดค่ำ แม้กระทั่งปีใหม่ก็ไม่ได้หยุด คือเป็นการทำงานที่เหนื่อยมากและมีความเครียดพอสมควรกับเรื่องของเวลา ความยากของการทำชุดนี้จึงเป็นการบริหารจัดการงานแต่ละส่วนอย่างไรให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด ซึ่งก็ผ่านมาได้แบบหวุดหวิด ฉิวเฉียดมากๆ จริงๆแล้วถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การฟิตติ้งครั้งแรกจะต้องทำในวันที่ 25 ธ.ค. และครั้งที่สอง วันที่ 28 ธ.ค. แต่กลายเป็น 30 ธ.ค. และ 4 ม.ค. ก่อนวันแถลงข่าวเพียงวันเดียว ซึ่งจะเห็นว่ามันเลทประมาณหนึ่งสัปดาห์

 
          ถ้าจะถามว่าส่วนไหนยากบ้าง มันยากทุกส่วน เพราะเป็นงานที่เราออกแบบและทำขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ได้ใช้วัสดุที่ทำมาสำเร็จรูปเลย (เพราะอยากออกแบบใหม่ทั้งหมดแต่แรก) ตั้งแต่การเลือกผ้ามาใช้ เราก็ต้องย้อมผ้าตาข่ายเองให้ได้สีทองที่ถูกใจ จากนั้นก็เริ่มออกแบบลายผ้า  ซึ่งในลายนั้นก็จะต้องประกอบไปด้วยลายปักจักรระบบคอมพิวเตอร์ ลายเพชรรีด (hot-fixed motif) และลายปักวัสดุต่างๆด้วยมือ ระหว่างที่ทางโรงงานปักจักรคอมพิวเตอร์ทำงานไป อีกฝ่ายก็ทำงานไปพร้อมๆกัน คือ ฝ่ายออกแบบลายเพชรรีด เพราะจะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับลายปักจักร ซึ่งตรงนี้เองที่เราแก้ไขลายเพชรรีดกันเป็นสิบๆรอบ โดยใช้นักออกแบบลายกราฟิกถึง 3 คนที่มาช่วยกันทำ หนึ่งในนั้นคือพี่เก่ง (หรือเจ๊เก่ง) ผู้ชนะเลิศการประกวดออกแบบชุดประจำชาติ ชุด "Shadow of Siam" ในปี 2014 และสุดท้ายเมื่อเราได้ลายที่เราคิดว่าจะใช้ได้แล้ว ก็ยังได้รับการปรับใหม่จากช่างผู้ชำนาญงานของ Union Fashion Accessories อีกครั้ง โดยคุณไพฑูรย์ ผู้บริหารบริษัทก็ได้ให้การสปอนเซอร์กระบวนการนี้ทั้งหมด และเราสรุปใช้เพชรรีดที่มีประกายสีรุ้งเป็นส่วนใหญ่ เพื่อต้องการให้เกิดแสงที่มลังเมลือง เนื่องจากเพชรแบบนี้เมื่อสะท้อนแสงในมุมที่ต่างกันก็จะให้แสงที่ต่างกัน โดยหากมองในมุมตั้งฉากกับชุด เราจะเห็นเป็นสีเหลืองทองอมเขียว ซึ่งช่วยให้สีของชุดดูเป็นสีเหลืองทองมากขึ้นอย่างที่ต้องการ (ทีแรกตั้งใจจะใช้สีคริสตัลทั้งชุด แต่ประเมินร่วมกันกับที่ปรึกษาคือ พี่เกียรติ Emotions Atelier  แล้วคิดว่าเมื่อถ่ายรูปออกมาจะทำให้ชุดเป็นสีขาว จึงปรับมาใช้เป็นสีเหลือบรุ้งในวันสุดท้ายก่อนสั่งผลิต)
          และในขณะเดียวกันนั้นเอง เราก็ออกแบบลายปักที่เป็นลายไทยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งได้คุณหยก ผู้ชนะเลิศการประกวดออกแบบชุดประจำชาติ ในปี 2010 ชุด "สยามไอยรา" ซึ่งเคยชนะการประกวดในเวทีมิสยูนิเวิร์สมาร่วมออกแบบลายไทยในลักษณะลายกราฟิกให้ เพราะเราต้องการใช้เทคนิคการปักดิ้นทองแบบไทยโบราณ เหมือนอย่างงานปักชุดโขน มาเป็นส่วนหนึ่งของชุดนี้ด้วย

 

 
          พอออกแบบเสร็จก็นำลายไปคุยกับครูไก่ สุรัตน์ จงดา และครูโก้ โอฬาร กกโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านงานปักไทย ซึ่งทั้งสองไม่แนะนำให้ปรับลายของเราให้ตรงตามกระบวนลายไทยแท้ๆ แต่มองว่าลายไทยที่เราออกแบบมามีความงามที่เข้ากันกับลายปักผ้าบนชุด และยึดตามลายที่เราออกไปแบบทุกประการ หลังจากนำผ้าที่ปักด้วยจักรคอมพิวเตอร์ไปผ่านกระบวนการติดเพชรรีด (hot-fixed motif) เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็นำมาปักประดับด้วยวัสดุตกแต่งอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพชร/คริสตัลรูปแบบต่างๆ เช่น คริสตัลที่มีตัวเรือน (หนามเตย) คริสตัลสำหรับปักประดับ เลื่อมแบบต่างๆ เลื่อมจาน เลื่อมปล้องอ้อย และลูกปัด โดยคุมสีให้อยู่ในโทนสีทองและสีเพชร และเมื่อผ้าที่รีดเพชรแล้วมาถึง เราก็จัดส่งไปยังช่างปักกว่า 30 คนที่อาสามาช่วยกันปักชุดนี้ จากการคำนวณวัสดุที่ใช้ต่อลาย 1 ยูนิต ทำให้ทราบว่าชุดนี้ใช้คริสตัลประดับ (ตั้งแต่ไซส์เล็กที่สุด 2 มิลลิเมตร ไปจนถึงใซส์ใหญ่ที่สุด) รวมจำนวนกว่า 300,000 เม็ด
 

 
          เมื่อชิ้นงานปักทยอยสำเร็จออกมา  ก็นำชิ้นส่วนต่างๆมายังร้าน Emotions Atelier ซึ่งสนับสนุนการตัดเย็บและดูแลการผลิตทั้งหมด การประกอบเข้าตัวด้วยผ้าแต่ละชิ้นที่ปักมาเต็มผืนนั้นพี่เกียรติยอมรับว่ายากมาก เพราะเรื่องความหนาและน้ำหนักของผ้า ต้องใช้ตีนผีแบบขาข้างเดียวในการเย็บทั้งชุด เราประกอบชุดเสร็จในวันที่ 30 และนัดให้น้องน้ำตาลมาลองชุดในวันที่ 31 และจากนั้นก็นำไปปักเก็บรายละเอียดต่อในคืนวันนั้นเลย ปักไปด้วย เค้าท์ดาวน์กันไปด้วย เค้าท์ดาวน์เสร็จก็ปักต่อไปจนถึงตีสามตีสี่ เป็นอย่างนี้ทุกวันจนถึงวันที่ 4 ม.ค. 2560 เพราะว่าสไบทั้งสองชิ้น (ชิ้นบนและชิ้นประกบด้านล่าง) ยังปักไม่เสร็จ สไบมีความ 244 ซม. ซึ่งยาวพอสมควร
 

 
          ในระหว่างที่ทีมงานทำชุดทำงานไปนั้น ทางทีมงานเครื่องประดับและทีมงานรองเท้าก็ทำงานกันทุกวันเช่นเดียวกัน โชคดีที่ได้รับความเมตตาจาก ท่านอาจารย์ ดร. ธนาธร เจียรกุล คณบดีคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิยาลัยศิลปากร อาจารย์ใหม่ ทัศน์รสชง ศรีกุลกรณ์ หัวหน้าภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ อาจารย์แพร สุภาวี ศิรินคราภรณ์ อาจารย์ชาติชาย คันธิก น้องทศ พลัฏฐ์ จิรพุฒินันท์ และพี่เฟียต อนุศักดิ์ แก้วกระจ่าง ซึ่งเป็นทีมงานจากศิลปากรมาช่วยสนับสนุนและดูการออกแบบและผลิตเครื่องประดับทั้งหมดให้กับชุดนี้ ประกอบด้วย รัดเกล้ายอด ต่างหู สร้อยคอ (ดัดแปลงจากทับทรวง) พาหุรัด (เครื่องประดับต้นแขน) ปั้นเหน่ง (หัวเข็มขัด) สายเข็มขัด และแหวนอีกสองวง
          ในส่วนของเครื่องประดับก็มอบให้น้องทศ ซึ่งเป็น Co-producer ดูแลเกือบทั้งหมด เราก็ได้ให้ไอเดียไปว่าเราอยากได้งานเครื่องประดับที่มีความผสมผสานระหว่างงานแบบไทยแท้กับเส้นสายที่ดูสมัยใหม่ มีกลิ่นอายของ Art Deco เราก็เอาภาพ reference ที่ชอบจากในอดีตและภาพเครื่องประดับในปัจจุบันให้ดูว่าต้องการประมาณนี้นะ ให้เขานำไปทำการบ้านต่อ

 
          จากนั้นเขาก็เริ่มสเก๊ตช์แบบชิ้นส่วนต่างๆ  ยกเว้นรัดเกล้ายอดที่ยังไม่ได้สเก๊ตช์ เพราะยังคิดไม่ออกเหมือนกัน จู่ๆวันนึงก็ได้รับข้อความจากครูบิ๊ก พีรมณฑ์ ชมธวัช ว่าเขามีรัดเกล้ายอดโบราณ ถ้าคิดว่าเป็นประโยชน์ก็ให้เข้าไปศึกษาที่อาภรณ์งามสตูดิโอได้ ทำให้ได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับศิราภรณ์/เครื่องประดับไทยโดยได้ศึกษาจากรัดเกล้ายอดโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 ตอนปลาย อายุกว่า 120 ปี ของคณะละคร Prince Theartre ก่อตั้งโดยพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ซึ่งเป็นยุคที่ศิลปะไทยรับอิทธิพลจากศิลปะ Art Deco จากยุโรปเข้ามา  เราก็เลยได้นำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบรัดเกล้ายอดในครั้งนี้ให้มีความร่วมสมัย ผสมผสานกับงานสลักดุนโบราณแบบช่างสิบหมู่ โดยได้อาจารย์ชาติชาย คันธิก อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ผสมผสานกับงานออกแบบเครื่องประดับด้วยเทคโนโลยีสามมิติ (3D CAD) และใช้การประกอบตัวเรือนด้วยช่างฝีมือที่ทำงานเครื่องประดับเพชรแท้ (fine jewelry) โดยได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ Diamante โดยคุณกัญจน์ ตันสุหัช ในการทำรัดเกล้ายอดชิ้นนี้  ซึ่งรัดเกล้ายอดที่ออกแบบมาใหม่ชิ้นนี้ถือเป็น Masterpiece ของชุดนี้
          ชิ้นที่สองคือ ช้องผมและปิ่นดอกไม้ไหว คือเครื่องประดับที่ใช้ประกอบกับการรวบผมเป็นหางม้าที่บริเวณท้ายทอยประดับให้สวยงาม จึงออกแบบให้สอดคล้องกับรัดเกล้ายอดซึ่งใช้ประดับศีรษะคู่กัน โดยออกแบบใหม่ให้มีความตัดทอนและอิงศิลปะ Art Deco เช่นเดียวกัน ต่างหูออกแบบโดยใช้โครงสร้างของต่างหูแบบไทย แต่นำชิ้นส่วนต่างๆที่ได้ออกแบบไว้สำหรับเครื่องประดับทั้งหมด มาจัดเรียงประกอบเข้ากันใหม่ให้มีความยาวพิเศษคล้ายกับต่างหูของชุดราตรี เพื่อส่งเสริมให้คอของน้องน้ำตาลดูระหงขึ้น

 
          สร้อยคอ เราออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากกรองพระสอของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ  ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งออกแบบโดย Van Cleef & Arpels โดยนำโครงสร้างของลายกรวยเชิงของวัดใหญ่สุวรรณาราม มาใช้เป็นไอเดียในการออกแบบใหม่ พาหุรัดหรือเครื่องประดับต้นแขน ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของสุพรรณหงส์ ประกอบเข้ากับปีก และชิ้นส่วนเครื่องประดับไทยประยุกต์ โดยมีความพิเศษคือ ชิ้นศีรษะและปีกหงส์ใช้เทคนิคการสลักดุนลายแบบโบราณ และมีลูกเล่นที่ปีกหงส์สามารถขยับสั่นไหวได้ ปั้นเหน่ง (หัวเข็มขัด) ออกแบบโดยนำชิ้นส่วนเครื่องประดับที่ออกแบบไว้มาประกอบรวมกันให้มีความงดงามในโครงสร้างของลายประจำยาม และทำให้มีขนาดใหญ่พิเศษเช่นกัน เพชรที่ใช้ทำเครื่องประดับทั้งหมด ได้รับการสนับสนุนจาก Swarovski Gemstones โดยบริษัท Signity Thailand ซึ่งพี่ฉอม นิภาพร ประกอบ และคุณฝ้าย ปรมา จีรดิษฐ์ ให้ความอนุเคราะห์ เราได้ใช้เพชร CZ (Cubic Zirconia) คุณภาพอันดับหนึ่งมีประกายเทียบเท่าเพชรแท้ จำนวนกว่า 5,000 เม็ดในการทำเครื่องประดับทั้งหมด       
          
          ในส่วนของรองเท้า ได้รับการสนับสนุนจากพี่โม Maneesilp Handmade ซึ่งเราได้ตัดรองเท้าทั้งหมด 2 คู่ คือ คู่แรกเป็นรองเท้าต้นแบบ (prototype) สำหรับใช้ฟิตติ้งความพอดีและความสะดวกในการเดินเท่านั้น และคู่ที่สองซึ่งเป็นคู่จริงที่มีการปักประดับด้วยดิ้นทองและเพชร/คริสตัลแบบต่างๆให้สอดรับกับตัวชุด โดยเฉพาะบริเวณส้นรองเท้า เนื่องจากผ้าถุงมีลักษณะเป็นกระโรงสอบ และเราไม่ต้องการผ่าบริเวณหน้านางด้านหน้า จึงตัดสินใจผ่ากลางหลังสูง เพื่อให้บริเวณหน้านางคงรูปดูสวยเสมอขณะก้าวเดิน และเพื่อความสะดวกในการเดินอีกด้วย จึงทำให้เห็นส้นของรองเท้าในขณะเดิน ซึ่งเราสามารถโชว์รายละเอียดบริเวณนั้นได้อีก โดยประยุกต์ลายกรวยเชิงมาใช้ในการประดับรองเท้า

 
          เราทดลองสวมใส่ชุดครั้งสุดท้ายในวันที่ 4 ม.ค. 2560 ซึ่งพบปัญหาบางจุดและเราก็แก้ไขทันทีหลังจากนั้น ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่เราต้องทดลองและวางแผนให้รอบคอบคือการสวมใส่รัดเกล้ายอดซึ่งมีน้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัม และมีมูลค่าสูงมาก ซึ่งในวันฟิตติ้งก็ได้ครูบิ๊กมาช่วยสอนและแนะนำการใส่ที่ถูกวิธี อีกทั้งยังนำช้องผม (วิกผม) ที่เป็นชิ้นเดียวกันกับของคุณอุบล ในละครเรื่องพิศวาส มาให้ยืมใช้อีกด้วย
          ที่เล่ามาให้ฟังทั้งหมดนี้เพื่อต้องการให้เห็นคำตอบของคำถามนี้อย่างชัดเจนว่าความยากของชุดนี้คืออะไร และเราใช้เวลาในการทำงานทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นในระยะเวลาเพียง 46 วัน นับรวมทีมงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชุดนี้กว่า 100 ชีวิต จึงอาจจะตอบได้ว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการบริหารจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ให้สำเร็จทันเวลาของวันแถลงข่าวเปิดตัวชุดประจำชาติครับ
 

 
6. ที่ผ่านๆ มาชุดประจำชาติมักจะเกิดดราม่าในโซเชียลมาโดยตลอด กลัวหรือไม่ว่าจะเกิด ? คิดเห็นอย่างไรกับคำวิจารณ์บ้าง ?
         คำถามนี้ตอบบ่อยมากเมื่อปีที่แล้วตอนชุดตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ ซึ่งปีนี้ก็ตอบเหมือนเดิมว่า ตนเองได้รับรู้เกี่ยวกับคำวิจารณ์บ้าง (ทั้งในแง่บวกและลบ) แต่ก็ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้นที่จะติดตามทั้งหมด เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา คำวิจารณ์ในแง่ลบ เราได้ยินได้ฟังมา ก็วางทันที และถามตัวเองเสมอว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากคำวิจารณ์นั้น คือจะไม่เอาอารมณ์ไปตัดสิน ส่วนคำวิจารณ์ในแง่บวก ก็น้อมรับด้วยความยินดี ปีนี้ดีใจที่มีกระแสที่ดี ได้รับคำชมเชยมาก ส่วนสำคัญเป็นเพราะเรานำรูปแบบชุดไทยพระราชนิยมมาใช้ และเหมือนกับว่าคนไทยทุกคนรอมานานแล้วที่จะได้เห็นชุดไทยพระราชนิยมถูกใช้เป็นชุดประจำในการประกวดนางงามจักรวาล เรื่องคำวิจารณ์ในแง่ลบปีนี้มีน้อยมาก และเอาตรงๆนะ เราไม่แคร์คำวิจารณ์พวกนั้น แต่หากเป็นคำแนะนำจากผู้รู้จริง เราจะฟังและน้อมรับนำไปปรับแก้ไขครับ
 
7. คาดหวังมากน้อยแค่ไหนว่าชุดที่ตนเองออกแบบจะได้รับรางวัลบนเวทีนี้
          หลังจากเห็นชุดบนเวทีในวันแถลงข่าว และเห็นแสงระยิบระยับของชุดที่มันสะท้อนเล่นกับแสงเกินความคาดหมายของเรามากๆ เรารู้สึกว่า มันจบแล้ว ชัยชนะของเราของโจทย์ในการทำงานครั้งนี้มันเกิดขึ้นแล้ว และการที่ผู้คนเป็นจำนวนมากให้ความชื่นชมในชุดนี้ถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มาก รางวัลชนะเลิศชุดประจำชาติยอดเยี่ยมบนเวทีมิสยูนิเวิร์สก็เทียบไม่ได้กับความภูมิใจของคนไทยที่ได้เห็นชุดไทยพระราชนิยมบนเวทีนางงามจักรวาลในครั้งนี้ ส่วนเรื่องจากได้รางวัลหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต เราไม่รู้ อย่าไปคาดหวัง ถ้าหากความตั้งใจ ความทุ่มเท และความงดงามของชุด รวมทั้งศักยภาพของตัวน้องน้ำตาลเอง มันชนะใจคณะกรรมการ เราก็คงจะได้รับความสุขและอิ่มเอิบใจกันอีกครั้งเช่นเดียวกับปีที่แล้ว
 
8. ปกติแล้วเป็นคนชอบแฟชั่นหรือไม่ ชอบงานของใคร ดีไซเนอร์คนไหน หรือแบรนด์อะไร เพราะอะไร ?
          ชอบแฟชั่นครับ แต่ไม่ค่อยได้ออกแบบงานแฟชั่นเท่าไร ส่วนมากจะออกแบบงานในลักษณะ Costume Design หรือเสื้อผ้าสำหรับการแสดง งานอีเว้นต์ หรืองานเฉพาะด้านเป็นหลัก ดีไซเนอร์ชาวต่างชาติที่ชอบก็มีหลายท่าน แต่มันก็เปลี่ยนไปตามอายุของเรานะ คือตอนเป็นเด็กเราก็คลั่งไคล้บางท่าน พอโตขึ้นรสนิยมเราก็เปลี่ยนไป ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ชอบก็มีหลายท่าน เป็นคนที่ค่อนข้าง opened กับการดูงาน คือ งานออกแบบของแต่ละแบรนด์หรือของดีไซเนอร์แต่ละคนมีความงามที่ต่างกัน และเราก็ชอบเสพความงาม และศึกษาวิธีคิดของพวกเขาอยู่เสมอ ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง ก็เช่น Jean Paul Gaultier, Christian Lacroix, Jhon Galliano, Gianfranco Ferre, Valentino ในยุค 80's - 90's, Victor & Rolf, Alexander Wang, Christopher Kane เป็นต้น ชอบดูงานเค้า วิธีการผสมผสานไอเดียลงไปในงาน การคิดเรื่องดีเทลตกแต่งต่างๆ
 
9. หลังจากนี้มีแพลนจะทำอะไรในอนาคต
          หลังจากนี้ตั้งใจจะเรียนปริญญาเอกที่เกี่ยวกับนวัตกรรมการออกแบบ/ศิลปะ หรือไม่ก็เกี่ยวข้องการด้านวัฒนธรรมหรือการพัฒนาที่ยั่งยืน






SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Time to Fly... Ploy Chariyaves
คุยกับ "พลอย จริยะเวช" นักเขียน ศิลปินและดีไซเนอร์ถึง "Envol" ผลงาน coffee table book เล่มแรกที่เจ้าตัวเอ่ยว่า... ไม่มีอารมณ์แบบนี้มานาน พลอยสนุกที่จะทำ มันต่างจากงานที่เคยทำ ความรู้สึกเหมือนกับตอนออกหนังสือเล่มแรกเมื่อหลายปีก่อน
People
50s Still Going Strong
ครั้งหนึ่งในอดีต ต่าย-เพ็ญพักตร์ ​ศิริกุล เคยให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่งไว้อย่างนั้น และจากบทสนทนากับลิปส์ ณ พ.ศ. นี้ คือเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า เธอดำรงชีวิตที่เรียบง่ายอย่างมั่นคงและยั่งยืน สมกับที่เคยลั่นวาจาไว้ได้จริง 
People
SEE HOW KACHA GROWS
เติบโตทางดนตรีอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การกลับมาครั้งล่าสุดของนักร้องนักดนตรีมาดนุ่มอย่าง คชา-นนทนันท์ อัญชุลีประดิษฐ์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเปิดตัวซิงเกิลใหม่ แต่หมายถึงแนวเพลงใหม่ ในลุคใหม่ ที่เกิดการร่วมมือกับแบรนด์สุดเท่ โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้บ้านหลังใหม่อย่าง GMM Grammy