Oriental Charm

จิงจิงเป็นลูกครึ่งไทย-จีน โดยคุณพ่อเป็นคนจีน คุณแม่เป็นคนไทย เป็นลูกคนกลางในบรรดาสามใบเถาของบ้าน และเป็นคนเดียวที่สูงเหมือนพ่อ ปัจจุบันอายุ 19 ปี เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะไปเป็นนางแบบในต่างประเทศให้ได้ตอน อายุ 20 ปี จิงจิงเริ่มถ่ายแบบและเดินแบบใน Seoul Fashion Week ที่ประเทศเกาหลีไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาแปลว่า เธอทำฝันสำเร็จก่อนกำหนดการ 

ตอนนี้จิงจิงใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเกาหลี และกำลังเทรนการเป็นนางแบบมืออาชีพอย่างจริงจัง เธอเริ่มต้นใช้ชีวิตที่โน่นตั้งแต่วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา มีกำหนดระยะเวลา 1 ปีเต็ม ย้อนกลับไปสู่ก้าวแรกของเธอบนเส้นทางซูเปอร์โมเดล เริ่มต้น ขึ้นในวันที่เจ้าตัวอายุ 15 ปีบริบูรณ์ ตอนเช้าไปทำบัตรประชาชน เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็นนางสาว ตกบ่ายก็ไปกรอกใบสมัครเข้าประกวดในเวทีไทยซูเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2012

“น้องจิงจิง เด็ก ม.4 โรงเรียนศรีวิกรม์ คว้าตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดล 2012” สื่อหลายสำนักจั่วหัวเช่นนั้น ในวันที่ฝันของจิงจิงเป็นจริง นอกจากรางวัลชนะเลิศ​ เธอยังคว้ารางวัล Editor’s Choice และรางวัล Glowing and Beautiful Skin มาครอง “ไปประกวดแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่เคยคิดว่าจะชนะ และเป็นครั้งแรกที่เข้าใจคำว่าคู่แข่งชัดเจนที่สุด” 

 

คิดว่าอะไรทำให้ตัวเองได้รางวัลชนะเลิศ?
“คงเพราะเป็นนักเต้นมาก่อน การเต้นทำให้เดินแบบได้สวย และมีท่วงท่าการเดินที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง”
จิงจิงรักการเต้นรำมาก เธอเรียนเต้นอย่างจริงจังที่ Superstar Academy มาตั้งแต่เด็ก และถ้าไม่ได้มาเป็นนางแบบเสียก่อน เธอมั่นใจว่าต้องประกอบอาชีพแดนเซอร์อย่างแน่นอน การเต้นฟรีสไตล์ในแนวฮิปเกิร์ลคือ รูปแบบการเต้นที่จิงจิงโปรดปราน

หลังจากที่ได้รับตำแหน่งไทยซูเปอร์โมเดล จิงจิงก็เซ็นสัญญาเป็นนางแบบสังกัด Kissmodels เริ่มต้นประเดิมถ่ายแบบในเซตบิวตี้กับนิตยสาร LIPS เป็นเล่มแรก ตามมาด้วยผลงานถ่ายแบบ เดินแบบ และแสดงมิวสิกวิดีโอ เช่น เพลง คู่ชีวิต ของวง Cocktail เพลง แพ้ทาง ของวง Labanoon เพลง I’M SORRY (สีดา) ของวง The Rube ฯลฯด้วยงานที่มากขึ้นเรื่อยๆ นี่เองทำให้จิงจิงมีเวลาเรียนน้อยลง และสนุกกับงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนได้ตัดสินใจดร็อปการเรียนที่มหาวิทยาลัย เอแบค ไว้ก่อน แล้วเดินหน้าลุยเรื่องงานเต็มตัว “หนูว่าประสบการณ์สำคัญกว่าความรู้ที่ได้ในห้องเรียน การเรียนในห้องเรียนมีประโยชน์จริง แต่สุดท้ายแล้วเราจะได้เอาไปใช้รึเปล่า” คือความคิดเห็นของจิงจิง 

จากประสบการณ์เดินแบบ ณ Seoul Fashion Week จิงจิงจึงได้ประจักษ์กับตัวว่าเวลาเป็นเงินเป็นทองมีความหมายที่แท้จริง อย่างไร กำหนดการเดินแบบเริ่มต้นเวลา 13.00 น. จิงจิงต้องไปถึงหลังเวทีเวลา 10.00 น. แต่งหน้าทำผมให้เสร็จก่อนเวลา 12.30 น. เพื่อเตรียมซ้อมบนเวที หลังจากเดินแบบจบก็เป็นอันเสร็จพิธี หากกำหนดการไม่เป็นไปตามนั้น เธอจะได้รับค่าเสียเวลาตามมาตรฐานอันควร Sora Choi คือซูเปอร์โมเดลสัญชาติเกาหลี ที่กำลังก้าวสู่เวที ระดับโลกอย่างนิวยอร์ก และเป็นคนเดียวกับที่จิงจิงชื่นชมเป็นพิเศษ และที่งาน SFW นี่เอง ที่จิงจิงได้กระทบไหล่ไอดอลคนสำคัญ ทำเอาหัวใจของนางแบบสาวไทยเต้นตูมตามไม่เป็นจังหวะ

 

เมื่อถามถึงฝันลำดับถัดไปว่าคืออะไร “ไม่ได้อยู่แค่ในเกาหลีแน่นอน หนูอยากเป็นนางแบบที่ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทยรู้จัก แต่ต้อง ระดับโลก”
“ดื้อ ถ้าจะเอาอะไร ต้องเอาให้ได้” จิงจิงนิยามตัวเองไว้แบบนั้น ความเด็ดเดี่ยวของเธอถอดรหัสได้จากประโยคที่เธอบอกแม่ ทันทีที่รู้ตัวว่าได้เซ็นสัญญาเป็นนางแบบที่เกาหลีว่า “ม้า หนูจะไปทำงานที่เกาหลีปีนึงนะ” จากนั้นก็เดินหน้าลุยตามสไตล์สาวมั่นที่เลือกทางเดินชีวิตเองมาแต่ไหนแต่ไร 5 ปีในฐานะนางแบบมืออาชีพ สอนจิงจิงว่า คุณสมบัติการเป็น นางแบบที่ดีนั้น ต้องวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย เคารพหน้าที่ มีกาลเทศะ และกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ 

48 กิโลกรัมคือน้ำหนักตัวที่เธอรู้สึกว่าเหมาะสมที่สุดกับการเป็นนางแบบ ปัจจุบัน ไม่ว่าจะกินมากแค่ไหน จิงจิงก็มีน้ำหนักตัวแค่ 45 กิโลกรัม ซึ่งเธอไม่พอใจ และรู้สึกว่าตัวเองผอมเกินไป ถ้าไม่นับตารางการทำงานที่แน่นจนแทบหาวันหยุดไม่ได้ กับการเจียดเวลาไปออกกำลังกายด้วยการเต้น หากมีเวลาว่างเมื่อไร เธอจะชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวทะเลด้วยกัน จนถึงตอนนี้เธอยังไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเลสักที ไม่เป็นไร คว้าครีมบำรุงผิวกลิ่นมะพร้าวที่ชอบเป็นพิเศษ มาทา ไปก่อนได้แล้วก็ออกไปตากแดด เพื่อให้กระระบายขึ้นบนผิวหน้าบางๆ นาฬิกาชีวิตลงตัวเมื่อไร ค่อยออกไปใช้ชีวิตอิสระในแบบที่จิงจิงตั้งใจ


" ตอนเช้าไปทำบัตรประชาชน เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็นนางสาว ตกบ่ายไปกรอกใบสมัครเข้าประกวดในเวทีไทยซูเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2012 "

เรื่องและภาพ กอง บก.นิตยสารลิปส์
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Learn from the Man's Best Friend
แม้ทุกปี "เตย-ณัชชา เมฆรักษาวานิช" สาวร่างเล็กเจ้าของแบรนด์กระเป๋าภายใต้ชื่อ NASHA MEKRAKSAVANICH จะมีทั้งสิ่งที่อยากทำและสิ่งที่อยากเลิก แต่เธอก็ไม่บีบรัดตัวเองด้วยเงื่อนเวลา ในทางตรงกันข้าม เธอค่อยๆ เรียนรู้และกล่อมเกลาตัวเองด้วยประสบการณ์แบบวันต่อวัน จนสร้างตัวตนที่เปี่ยมเอกลักษณ์ไม่ต่างไปจากกระเป๋าที่เธอดีไซน์
People
Vintage Hunter
ในโอกาสที่ดีไซน์เนอร์เจ้าของแบรนด์ Rubber Killer ซึ่งปกติพำนักอยู่ในเชียงใหม่ เดินทางมาทำงานที่กรุงเทพฯ "สเริงรงค์ วงษ์สวรรค์" จึงถือโอกาสใช้เวลาว่างในบ่ายวันหนึ่ง ออกเดินทางตามหานักงมของเก่าใต้น้ำ เพียงเพื่อจะนั่งคุยกันเรื่องข้าวของโบราณ อีกหนึ่งชีวิตจิตใจที่เจ้าตัวโปรดปราน