My Mom is My Life

น้ำตาแห่งความเศร้าใจไหลรินอาบแก้มคุณตั้ว-กีรติ ชลสิทธิ์ ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อดวงใจบีส ผู้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการแฟชั่นไทย หลังจากที่ล่าสุดคุณแม่วัย 90 ปีได้ไปอยู่ภายใต้การดูแลของคนอื่น
  
คุณแม่เป็นสิ่งเดียวในชีวิตของเขา ชีวิตของคุณตั้วแทบไม่เหลือใครแล้วนอกจากคุณแม่ เพราะคุณพ่อและน้องชายทั้งสองคนได้เสียชีวิตไปแล้ว สืบเนื่องจากอาการป่วยทำให้คุณแม่ของคุณตั้วพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ความจำมาเป็นช่วงๆ และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องนั่งบนรถเข็นเวลาตลอดเวลา

"...ชีวิตของผมในปัจจุบัน ผมไม่อยากเป็นคนว่างงาน ขอทำอะไรให้มีคุณค่ากับตัวเองบ้าง ตื่นนอนมาแล้วควรรู้ว่าวันนี้เราจะทำอะไร ไม่ใช่แค่ตื่นนอนมาเฉยๆ แล้วนั่งรอดื่มกาแฟอย่างเดียว อย่างช่วงที่แม่ผมไม่อยู่สามอาทิตย์นี้ ผมเหมือนกับคนว่างงาน เหมือนตื่นนอนขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ไม่รู้จะไปซื้ออะไรให้แม่ ปกติผมจะชอบซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ แต่งตัวให้แม่ทุกวัน จากสองปีที่ผ่านมา แม่มีเป็นร้อยๆ ชุด

...จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมอยากจะดูแลแม่อย่างจริงจังคือ ตอนที่ผมรู้ว่าแม่ป่วย ผมรีบบึ่งรถไปหาแม่ แม่ยิ้มรอผมอยู่ เข้าไปกอดแม่ บอกแม่ว่าผมขอโทษ สิบปีแล้วนะที่แม่ยังคงรอผมอยู่ ตอนนี้แม่พูดไม่ได้ แต่ผมก็มีเซนส์ที่จะสื่อสารกับแม่ได้ รับรู้อารมณ์และความต้องการของแม่ได้ แม่ผมเริ่มป่วยตั้งแต่ที่พ่อจากไป พ่อเป็นน้ำท่วมในสมอง แม่เริ่มตรอมใจ พ่อกับแม่รักกันมา 50-60 ปี อยู่ดีๆ สามีเสียชีวิต เขาเศร้ามากและตรอมใจไปเรื่อยๆ ผมสงสารคุณแม่ที่สุด 

...อย่างตอนที่จัดงานศพให้น้องชายของผมทั้งสองคน คุณแม่ก็อยู่ในงานศพด้วย แต่แม่ไม่ทราบเลยว่ากำลังอยู่ในงานศพของลูกชายตัวเองถึงสองคน แม่สวัสดีกับทุกคนที่มางานโดยไม่มีอาการเศร้าโศกเสียใจ เหมือนสมองแม่ตอนนั้นว่างเปล่ามาก ไม่ได้รับรู้กับสิ่งที่อยู่ตรงนั้น ผมอยากจะเข้าไปถามแม่ว่า แม่ทราบไหมครับว่านี่เป็นงานศพของต่อและศพตุ้ย มาคิดอีกที อย่าเลย ไม่ถามดีกว่า เดี๋ยวเขาเกิดนึกเรื่องราวในอดีตอะไรออกมา จะเสียใจ เกิดช็อกขึ้นมาเราจะรู้สึกแย่อีก หลังจากวันนั้นเริ่มคิดว่าต่อแต่นี้ไปผมจะเข้ามาดูแลแม่เอง ก่อนหน้านี้แม่ยังอยู่ที่บ้านเก่า หลังที่เคยอยู่กับพ่อ ผมไม่ได้รับแม่มาอยู่ด้วยเพราะคิดว่าแม่จะยังมีความสุขอยู่ถ้ายังอยู่บ้านที่มีกลิ่นอายของพ่ออยู่ ยังมีอะไรเก่าๆ ที่ทำให้เขามีความสุขอยู่ 



...ที่ผ่านมาผมลงภาพในเฟซบุ๊กกับคุณแม่มาโดยตลอด มีคนเข้ามาติดตามและให้กำลังใจมากมาย พอลงไปเรื่อยๆ ก็เกิดความรู้สึกว่าขาดรูปคู่กับแม่ไม่ได้ วันนี้แม่จะใส่เสื้ออะไร แม่หายไปสามสัปดาห์รู้สึกว่าชีวิตเหมือนขาดอะไรไป คนที่เข้ามาดูก็มีความสุขตามไปด้วย เพราะได้เห็นภาพความสุขของแม่ลูกคู่หนึ่ง อย่างบางคนที่เข้ามาดูก็มีจุดมุ่งหมายในการดูที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็เข้ามาดูเรื่องราวชีวิต บางคนก็เข้ามาดูแฟชั่น คุณแม่แต่งตัวสวยทุกวัน ผมชอบแต่งตัวให้คุณแม่  

...มีบางคนบอกว่าการที่ผมลงรูปกับคุณแม่ทุกวันเป็นเหมือนกับการสร้างภาพ ผมย้อนถามกลับไปว่าแล้วทำไมคุณไม่ทำบ้างล่ะครับ เพราะการดูแลแม่เป็นสิ่งประเสริฐสุดในชีวิตของคนเรา ความจริงผมแค่อยากจะมีรูปแม่ที่เหมือนบันทึกเรื่องราวในชีวิตทุกๆ วันมานั่งดู แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว ผมชอบลงรูปกับแม่ทุกๆ วัน ถ้าไม่ทำจะเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง  

...ตอนแรกๆ ไม่นึกว่าจะมีคนฟอลโลว์มากขนาดนี้ แค่เรามีรูปแม่ดูเวลานึกถึงท่าน และผมชอบดูก่อนนอน พอเริ่มลงรูปกับแม่ไปได้สักพักก็มีคนโพสต์ว่าเมื่อก่อนเขาไปหาแม่เดือนละครั้ง สองเดือนครั้ง พอเขาเห็นรูปแม่ผมบ่อยๆ เขาคิดถึงแม่เหลือเกิน เดือนนี้จึงไปหาแม่เกือบทุกอาทิตย์ ทำให้เป็นตัวอย่างให้น้องๆ ได้ทำตาม แค่ทำได้คนเดียวผมก็พอใจแล้วครับ แต่ที่ผมได้อ่านบ่อยที่สุด คืออิจฉาพี่ตั้วมีโอกาสได้ดูแลแม่ แต่เขาไม่มีแม่ให้ดูแลแล้ว ผมทำทุกอย่างเพื่อแสดงความรักต่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นการกราบเท้า กอดแม่ หอมแม่ หาสิ่งเจริญหูเจริญตาทุกๆ อย่างเท่าที่ผมจะหาได้และทำได้ ผมเข็นแม่ไปสูดอากาศในสวน ไปต่างจังหวัด แม่จะยิ้ม ดึงมือผมไปหอมแทนคำขอบใจ แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว

...ไม่มีคำว่าสายที่เราจะเริ่มต้นทำอะไรที่ดีงาม การทำอะไรกับแม่ครั้งแรกยากที่สุด เช่น กอด หอม กราบเท้าแม่ ตอนกราบท่านใหม่ๆ แม่จะโน้มตัวมาดู ผมเข้าใจว่านิสัยคนไทยจะเขิน จะอาย ผมว่าทำเถอะครับ กอด หอม กราบเท้า อาจจะรู้สึกเคอะเขินในครั้งแรก แต่ครั้งต่อๆ ไปสามารถทำได้สบายมาก และผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ปล่อยให้ลูกๆ ปฏิบัติดีต่อท่านเถอะครับ คนเรามีทั้งพ่อและแม่สองคนเท่านั้นนะครับ ทำดีกับท่าน ห่วงใย ใส่ใจท่านก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ 

...ผมเพียงแค่รู้สึกว่าต้องดูแลแม่ให้มีความสุขมากที่สุด เพราะผมเหลือแม่อยู่คนเดียวครับ ความสุขของผมคือการได้แต่งตัวให้กับคุณแม่ด้วยชุดใหม่ๆ ทุกวัน อยากให้คุณแม่ได้อยู่ในบรรยากาศที่ดี มีต้นไม้เยอะๆ อยากมีรถเข็นต่างหาก จะได้เข็นอาหารไปให้กับคุณแม่ทาน อยากทำภาชนะและผ้าเช็ดตัวออกแบบเป็นเซตให้แม่ คือตอนนี้ผมเห็นข้าวของอะไรก็จะนึกถึงแม่หมด อยากให้แม่ได้ใช้ของดีๆ ของสวยๆ งามๆ



...ช่วงที่ผมไม่ได้เจอแม่ ผมเศร้ามาก ไม่กล้าเปิดทีวี ไม่กล้าเปิดสื่ออะไรทั้งสิ้น เหมือนเป็นคนซังกะตาย เหมือนคนไร้จิตวิญญาณ ผมกลัวเป็นโรคซึมเศร้าในระยะยาว เวลาที่ผมได้ดูแลแม่ อยู่กับแม่ จิตใจผมนิ่ง มีความสุข ไม่คิดฟุ้งซ่าน ผมอยากอยู่ข้างๆ แม่ อยากดูแลท่าน ตั้งแต่แม่ไปอยู่กับคนอื่นผมไม่ค่อยมีกะจิตกะใจทำงาน ไม่มีสมาธิจะไปสั่งงานลูกน้อง ไม่ได้เข้าออฟฟิศ พนักงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่ออฟฟิศ ผมก็บอกให้พวกเขาทำงานไป ได้เงินเดือนแน่นอน ขอรับรอง

...ผมไม่ได้คิดสร้างภาพใดๆ ผลจากการที่คนเข้ามาเป็นแฟนเพจเรา หลายๆ คนที่ติดตามเราในเฟซบุ๊กอยากจะไปกราบพ่อกราบแม่บ้าง ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องราวที่ดีมากๆ เพราะคนได้เข้ามาเห็นสิ่งดีๆ ที่เราทำ และพวกเขาก็อยากจะเป็นลูกที่ดีเอาใจใส่ดูแลพ่อแม่บ้าง อย่างการที่ผมชอบแต่งตัวให้แม่ด้วยเสื้อผ้าใหม่ๆ ตลอด ก็มีบางคนมองว่าพี่เป็นคนฟุ้งเฟ้อ ผมมองเป็นศักยภาพที่ผมสามารถทำให้ได้โดยไม่ได้เดือดร้อนตัวผมเอง ผมทำเท่าที่ผมสามารถจะทำได้ ทุกวันนี้ผมยังนึกเสียใจที่ผมน่าจะเข้ามาดูแลแม่ตั้งแต่ตอนที่คุณพ่อเสียชีวิต แม่น่าจะยังแข็งแรงและสุขภาพดีมากกว่านี้ 


...ผมเชื่อว่าถ้าหากเราคิดดี ความดีจะทำให้เราชนะทุกอย่าง ผมเชื่อว่าผมดูแลแม่เป็นอย่างดี และอาการของแม่ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ และการที่แม่อายุได้ 90 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นการให้คุณแม่ เข้าไปตรวจสุขภาพกับคุณหมอปีละครั้งสองครั้งบ้างถือเป็นเรื่องปกติ  ผมเคยเข้าไปถามคนที่ติดตามในเฟซบุ๊กว่า จากเท่าที่สังเกตมา เห็นอาการของแม่ผมดีขึ้นใช่หรือเปล่า ให้พูดความจริงกันมา มีประมาณสามสี่ร้อยคอมเมนต์ที่บอกว่าแม่ดูดีขึ้นเริ่อยๆ และท่านก็แลดูมีความสุขอย่างแท้จริง 

…ในชีวิตนี้ ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว อยากให้คุณแม่กลับมาอยู่ด้วยกับผมเหมือนเดิมดั่งเช่นคืนวันเก่าๆ อยากจะบอกเขาว่าลูกคนนี้คอยแม่อยู่นะครับ ทุกวันนี้ผมนอนไม่ค่อยหลับ ชอบตื่่นตอนตีสามตี่สี่ เข้ามาดูเฟซบุ๊ก เห็นภาพเก่าๆ ที่ถ่ายกับแม่แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว"​



บทสัมภาษณ์ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ ขยับปาก ในนิตยสาร Lips (ปักษ์หลัง เดือนพฤษภาคม 2016)

** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :