Loose Your Ego, Leave a Footprint and Love the World

เมื่อ "ปู ไปรยา" รักตัวเองน้อยลง แล้วโผเข้ากอดโลกทั้งใบ

หากสำรวจสัดส่วนชีวิตและงานของ "ปู-ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก" คุณจะพบว่าเธอทุ่มเทเวลาไปกับการออกกำลังเพื่อดูแลร่างกายและจิตใจ หนักพอๆ กับการเอาใจใส่งานแสดงให้มาตรฐานยังอยู่ในเกณฑ์ดีไม่มีตก ในขณะที่ก็ยังปันเวลาอีกกว่าครึ่งเพื่อทำงานร่วมกับองค์กรเพื่อสังคมทั้งไทยและนานาชาติ ด้วยส่วนผสมที่กลมกล่อมนี้เองทำให้นิยามของคำว่า 'รักตัวเองน้อยลง' ของเธอ คือการหันไปเผื่อแผ่ความรักแด่เพื่อนร่วมโลกให้มากขึ้น

ทำไมคุณถึงชอบทำงานเพื่อสังคม
"เพราะว่าดาราอย่างเรามีกระบอกเสียงที่ดังกว่าคนอื่น เราสามารถขายสินค้าได้ ในเวลาเดียวกันเราก็สามารถพูดให้คนเชื่อและเห็นด้วยในปัญหาของสังคมได้ ปูทำงานเพื่อสังคมมา 3 ปีแล้ว ปูคิดว่าคนเราถ้าจะพบความสำเร็จที่แท้จริง มันไม่ใช่ในหน้าที่การงาน แต่คือการอุทิศตนให้กับสังคมและเพื่อนมนุษย์ คนเราเกิดมาทั้งที เราต้องมีเหตุผล มีจุดมุ่งหมาย และจุดมุ่งหมายไม่ใช่การทำเงินอย่างเดียว เป้าหมายคือการสร้างอะไรให้กับสังคม เหมือนเราได้ leave a footprint ไว้บนโลกใบนี้"

คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้คุณไม่เคยห่างหายจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคมเลย
"คิดว่ามาจาก 2-3 อย่างค่ะ คือ คุณแม่ของปูเป็นคนจังหวัดอ่างทอง ดังนั้น คุณยาย ลุง ป้า น้า อา จึงทำนากันทั้งครอบครัว ตอนเด็กๆ ปูเรียนโรงเรียนอินเตอร์ฯ และทุกปิดเทอมพ่อกับแม่จะส่งปูไปอยู่กับคุณตาคุณยาย นั่นเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เติบโตอยู่กับคนที่ไม่ได้มีโอกาสเท่าเทียมกับเรา ปูได้เห็นกับตาว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยมีกลุ่มคนจำนวนมากที่ไม่ได้โชคดีเหมือนเรา เลยเป็นสิ่งที่ฝังใจมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร จนกระทั่งปูได้ไปเรียนต่อ ได้เพิ่มพูนการศึกษาให้กับตัวเอง ได้อยู่กับอะไรที่ไม่ได้เกี่ยวกับวงการบันเทิง ไม่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าโลกมีอะไรอีกตั้งเยอะแยะ หลังจากเรียนจบกลับมาปูก็เริ่มคิดแล้วว่า เฮ้ย ถ้าฉันขายของได้ ในเวลาเดียวกันฉันก็สามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ ช่วยเหลือคนอื่นได้สิ 
...ปูเคยอ่านหนังสือ Tuesdays with Morrie เขียนโดย Mitch Albom เป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับครูคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรค ALS จนทำให้เขาตระหนักได้ว่าท้ายที่สุดแล้วหน้าที่ของมนุษย์ก็คือการทำประโยชน์ให้กับสังคม ให้กับเพื่อนและคนรอบข้าง อย่างอื่นไม่สำคัญเท่า แล้วปูก็คิดว่าเราคงจะโกหกถ้าเรามองไม่ออก ปูเดินถนนประเทศไทย เรามีห้างสรรพสินค้าตั้งกี่แห่ง จะซื้ออะไรก็ได้ แต่พอเราเดินออกมาปุ๊บ เราก็ได้เห็นคนไม่มีที่อยู่ ไม่มีเงิน ไม่มีข้าวจะกิน นั่นทำให้เห็นว่าสังคมมีการแบ่งแยกที่ชัดเจน และในฐานะกลุ่มคนที่โชคดีกว่าคนอื่น เราก็ควรจะเป็นผู้ให้"

 
การเข้าไปช่วยเหลือวัดพระบาทน้ำพุเป็นโครงการแรกเบิกทางคุณเข้าสู่งานเพื่อสังคมเลยหรือเปล่า
"ใช่ค่ะ เป็นโครงการแรกที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ พอดีไปไหว้พระโดยไม่รู้จักวัดนี้มาก่อน พอได้เข้าไปในวัดและรับรู้เรื่องราวความเป็นมายิ่งชอบมาก ตั้งแต่นั้นมาปูจึงติดต่อ UN (องค์การสหประชาชาติ) โดยอีเมลไปหา UNHCR (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) เพราะตอนนั้นอ่านข่าวเรื่องโรฮิงญาแล้วอยากช่วย"

ทำไมอยากช่วยโรฮิงญา ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เกินตัว
"ใหญ่ค่ะ ซึ่งถ้าปูไม่ได้จริงจังกับงานด้านมนุษยธรรมจริงๆ ปูคงไม่ยอมทำแน่ๆ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนมองไม่เห็นปลายทาง ก็ไม่ต่างกับการรณรงค์ลดโลกร้อนที่ทุกคนมองไม่เห็นปลายทาง แต่ถ้าเราหลับหูหลับตาหันหลังให้ปัญหานี้ ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ช่วงนั้นมีข่าวโรฮิงญากับข่าวซีเรียที่ปูเห็นแล้วรับไม่ได้อย่างรุนแรง จึงอยากช่วย ปูเชื่อว่าทุกรัฐบาล รวมถึงรัฐบาลไทย ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว แต่ในฐานะที่เราเป็นคนที่มีชื่อเสียง เราสามารถเรียกองค์กรอย่างยูเอ็นมาช่วยสนับสนุนอีกแรง ซึ่งก็เป็นข้อดี"

ขั้นตอนการส่งเรื่องไปที่ยูเอ็นยุ่งยากไหม
"ไม่ยากเลย วันรุ่งขึ้นเขาก็ตอบกลับมาเลยค่ะ สิ่งที่ปูส่งไปเป็น essay เนื้อหาเกี่ยวกับว่าเราควรจะแก้ปัญหาอย่างไร เขียนไม่นาน คืนนั้นเห็นข่าวแล้วเครียด อ่านข่าวซีเรียมาหลายวัน พอมาเจอข่าวโรฮิงญาก็ตกใจ เศร้าใจ พอเราเศร้าปุ๊บ อารมณ์เศร้าเลยกลายเป็นความฮึดขึ้นมาว่าอยากช่วย พอเขาตอบกลับมาก็ลุยเลยค่ะ ลุยมา 3 ปีแล้ว อย่างน้อยในปีนี้ประเทศไทยก็มีผู้รับทราบมากขึ้นว่าผู้ลี้ภัยคืออะไร และบุคคลที่เป็นผู้ลี้ภัยต้องการอะไร ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ปูต้องทำ เราระดมทุนได้มากขึ้น raise awareness ให้คนเข้าใจว่าปัญหามีอะไรบ้าง ปูคิดว่ายังไงก็ตาม มนุษย์ควรได้รับความรักความเมตตาจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อีกองค์กรที่ปูทำงานด้วยก็คือ Operation Smile Thailand หรือมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย ที่ให้ความช่วยเหลือด้านศัลยกรรมแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ที่ปูทำมา 3 ปีแล้วเช่นกัน" 

แสดงว่าคุณให้น้ำหนักกับงานส่วนตัวกับงานเพื่อสังคมเท่ากัน
"พอๆ กัน เมื่อก่อนปูเป็นคนที่โฟกัสกับความรัก ต้องการความรัก แต่ตอนนี้ปูเข้าใจแล้วว่า ท้ายที่สุดแล้วปูอาจจะไม่ได้มีครอบครัวหรือมีลูก ความรักของปูอาจจะเป็นความรักที่ปูมีให้สังคม แล้วสังคมคืนกลับมาให้ปูก็ได้ เมื่อก่อนปูไม่เคยคิดแบบนี้เลย คิดแค่ว่าต้องมีลูกเป็นของตัวเอง แต่ช่วงหลังๆ มานี้ปูกลับคิดว่าสมมติถ้าเราไม่ได้มีสามี ไม่ได้มีลูกเป็นของตัวเอง ปูอาจจะมีลูกเป็นพันๆ คนแทนก็ได้ ซึ่งเป็นทัศนคติที่เปลี่ยนไปในตัวปูในปีนี้ เพราะยิ่งทำงานสังคมเลยยิ่งคิดว่า เออ ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่มีก็ไม่มี"

ช่วยเล่าให้เห็นภาพของการทำงานเพื่อสังคมหน่อย สิ่งที่ลงมือทำจริงๆ คืออะไรบ้าง
"ลงพื้นที่ไปหาคน พูดคุยรับฟังปัญหาของพวกเขา เราเป็นกระบอกเสียง เราต้องซึมซับปัญหา แล้วนำมากระจายต่อ และเราก็ต้องมีความเข้าใจด้วยว่า ท้ายที่สุดแล้วเราจะแก้ไขปัญหาไปด้วยกันอย่างไร นี่คือการเรียนรู้ปัญหาตั้งแต่ต้น ซึ่งประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่น่ารักมาก คนไทยเป็นคนที่มีเมตตามากเลยนะคะ แต่อย่างที่บอกว่าในบางครั้งปัญหาในสังคมไม่ได้มีจุดเดียว มันมีหลายจุด อะไรที่เราช่วยได้ เราก็อยากจะช่วย มีวิธีช่วยได้หลายช่องทาง ทั้งบริจาคเงิน บริจาคสิ่งของ บริจาคเวลา"


ได้ชวนเพื่อนดาราด้วยกันให้มาร่วมงานใหญ่นี้ด้วยไหม
"แน่นอน อยากให้ร่วมทุกคน มีหลายองค์กรให้คุณเลือกช่วยหลากหลายมาก ไม่ว่าจะการอนุรักษ์สัตว์ป่า ปลูกต้นไม้ ช่วยน้องหมา น้องแมว ผู้ป่วย เด็กพิการ สนใจเรื่องอะไรก็เข้าไปติดต่อเขาเลย ทุกมูลนิธิพร้อมรับเสมอ แต่ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อช่วยเหลืออะไร เราต้องทุ่มเทกับมัน มันเป็นงานตลอดชีวิต เพราะคนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ปีสองปี เขาอยู่กันเป็น 30-40 ปี เราจะปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้"

ผลงานในวงการของคุณตอนนี้คืออะไร
"กำลังจะเปิดกล้องละครเรื่อง สัมปทานหัวใจ แสดงคู่กับพี่เวียร์ (ศุกลวัฒน์ คณารส) ตอนนี้รับงานทีละเรื่อง เคยถ่ายละครคราวละ 2 เรื่อง แล้วเรายังชอบทำโน่นทำนี่ด้วย เลยรู้สึกว่ามีเวลาไม่พอ เราเกิดมาจากการแสดง เราก็รัก เดินแบบถ่ายแบบก็รักเหมือนกัน การเป็นนักแสดงทำให้เราได้ปลดปล่อย ได้สวมบทบาทต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถ ที่สำคัญคือ เราได้มอบความสุขให้กับคนดู ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก"

ดูเหมือนสิ่งที่คุณเล่ามาทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับการมอบความสุขให้ผู้อื่น
"ปูเป็นคนชอบมอบความสุขให้กับคนอื่น และรู้สึกได้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากในช่วง 4-5 ปีมานี้ ปูเลิกมองว่าตัวเองเป็นจุดสำคัญที่สุดในโลก อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ต้องระวัง เพราะทำให้เราหลงระเริงไปกับทุกอย่างได้ง่าย ดังนั้น อย่ามีกิเลสเยอะ โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญ หมั่นคิดทบทวนอยู่เสมอว่าเรามีทุกอย่างที่ดีกว่าคนอื่นได้เพราะอะไร แล้วเราจะจัดการกับโอกาสนี้อย่างไรเพื่อที่จะคืนให้กับสังคม เพราะอาชีพนี้เราได้จากสังคมนะ คนในสังคมซื้อหนังสือ หนังสือถึงได้จ้างปูมาถ่ายแฟชั่น คนในสังคมเป็นคนซื้อสินค้า เขาถึงได้จ้างเราเป็นพรีเซ็นเตอร์ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน มาได้ก็ไปได้เหมือนกัน เป็นสัจธรรมชีวิต เราเปลี่ยนมันไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ทุกวันดีที่สุดได้"



ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ Cover Story ในนิตยสาร LIPS เดือนธันวาคม 2559
เรียบเรียง : fiefiez S.
เรื่องและภาพ : ทีมลิปส์
แต่งหน้า : วินิจ บุญชัยศรี
ทำผม : วีรภพ ดำทองสุก
เสื้อผ้า : Céline, DVF, H&M, Salvatore Ferragamo 
นาฬิกาและเครื่องประดับทั้งหมด จาก Swarovski


** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
My Mom is My Life
น้ำตาแห่งความเศร้าใจไหลรินอาบแก้มคุณตั้ว-กีรติ ชลสิทธิ์ ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อดวงใจบีส ผู้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการแฟชั่นไทย หลังจากที่ล่าสุดคุณแม่วัย 90 ปีได้ไปอยู่ภายใต้การดูแลของคนอื่น
People
You are My Sonshine
พีท - พีราวัชร์ อัศรววชิรวิท หรือที่เราคุ้นในชื่อ "พีท-พีระ" เจ้าของซิงเกิลใหม่ "ความรักไม่ใช่ทุกสิ่ง" กับบทบาทคุณพ่อของเด็กชาย "ชติณ" เด็กน้อยผู้มาเติมเต็มชีวิตของผู้ชายเสียงนุ่มคนนี้ให้สมบูรณ์และอิ่มไปด้วยความรัก   
People
In Bed with Kaliya Neihuns
สาวหน้าคมเข้มผู้มากับลุคเซ็กซี่นิดๆ คนนี้เธอมากับดวงตาเศร้าหน่อยๆ และ ใบหน้าเรียบเฉยที่ชวนให้ค้นหาว่า เธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นะ แต่พอได้เห็นรอยยิ้มที่มาพร้อมเขี้ยวเสน่ห์ของเธอเท่านั้นแหละ หนุ่มๆ คงอยากเข้าไปทำความรู้จักกันเป็นแถวแล้วใช่ไหมล่ะ ว่าแล้วก็มาขอเคาะประตูห้องนอนเข้าไปนั่งคุยกับลิตาผู้มากับรอยยิ้มน่าอันค้นหากันเลยดีกว่า