Keep on Singing

ชีวิตที่ไม่เคยคิดบอกลาเสียงเพลงของ นันทิดา แก้วบัวสาย

ถ้าจะบอกว่านันทิดา แก้วบัวสาย คือนักร้องคนหนึ่งที่ผ่านวันชื่นคืนสุขของวงการเพลงไทยอย่างครบทุกรส ก็ไม่ผิดจากความจริงแต่อย่างใด เธอแจ้งเกิดราวกับพลุเจิดจรัสบนท้องฟ้าตั้งแต่วันแรกที่ร้องเพลงบนเวทีประกวด เป็นเจ้าของเพลงฮิตที่ไม่เคยเสื่อมความนิยมอย่าง ขอมือเธอหน่อย, เขียนไว้ข้างเตียง, วิมานดิน ฯลฯ มีงานร้องเพลง โชว์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันที่ต้องยอมรับและทำใจกับงานเพลงอัลบั้มคุณภาพที่กลับไม่ดังเปรี้ยงปร้างอย่าง The Theatre ต้องเผชิญกับยุคตกต่ำของวงการเพลงทั้งเทปผี ซีดีเถื่อน ดาวน์โหลดเพลงฟรี ฯลฯ แต่ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้บั่นทอนหัวใจอันแข็งแกร่งของเธอแต่อย่างใด นั่นคงแทนคำตอบได้ชัดเจน ว่าทำไมเธอถึงตอบตกลงทันทีเมื่อวันหนึ่ง ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงระดับตำนาน ยกหูโทรศัพท์เชื้อเชิญให้เธอกลับมาทำอัลบั้มเต็ม ร่วมกับทีมงานยุคบุกเบิกแกรมมี่ด้วยกันอีกครั้ง

“เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว พี่ดี้โทรศัพท์มาหา แล้วบอกว่าพี่มีอะไรที่จะทำให้น้องมีความสุข มาทำเพลงด้วยกันไหม” นันทิดาเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อปีก่อนด้วยแววตาเป็นประกาย

“ตอนนั้นดิฉันกำลังนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล เพราะเพิ่งเกิดอุบัติเหตุล้มบนเวทีคอนเสิร์ต กำลังจมจ่อมอยู่ในโหมดของการต้องจัดการกับอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อและกระดูก จนทำให้ต้องยกเลิกงานโชว์ทั้งหมดที่ติดต่อไว้ตั้งแต่ต้นปียาวไปจนถึงสิ้นปี แต่พอพี่ดี้โทรมาเท่านั้นแหละ แทบจะหายป่วยในทันที รู้สึกเฟรชมาก เราตอบพี่ดี้กลับไปทันทีว่า ว้าว จริงเหรอพี่”

ไม่นานหลังจากนั้น กาประชุมระหว่างนันทิดากับพี่ๆ ทีมงาน ที่เคยกรุยทางด้วยกันมาตั้งแต่ครั้งประกอบร่างอัลบั้ม นันทิดา 27 (2527) จนโด่งดังก็เกิดขึ้น รายนามของขุนพลเพลงที่ประจำการบนโต๊ะประชุมวันนั้น มีทั้ง สีฟ้า, จักราวุธ แสวงผล, กุลวัฒน์ ​พรหมสถิต, อภิไชย เย็นพูนสุข ฯลฯ ที่แต่งเพลงและทำเพลงไว้พร้อมแล้ว รอแค่ความพร้อมของฟร้อนท์แมนที่ยังสาวและสวย จากนั้นก็เริ่มต้นเข้าห้องอัดทันที

“หลังจากประชุมวันนั้นเสร็จอีกสองอาทิตย์ก็เข้าห้องอัดเลย ดิฉันยังถามพี่นิ่ม (สีฟ้า) เลยว่าทำไมเพลงเสร็จไวจัง พี่นิ่มบอกว่าทำงานด้วยใจก็เป็นแบบนี้แหละตู่” ไม่เฉพาะทีมงานเบื้องหลังที่ทำงานด้วยใจจนทุกเพลงในอัลบั้มนี้คลอดออกมาอย่างรวดเร็วเท่านั้น นันทิดายังใช้เวลาในห้องอัดเร็วกว่าที่เคยจนแทบไม่เชื่อตัวเอง


“การทำงานเพลงชุดนี้เต็มไปด้วยความสุขจริงๆ ทุกคนได้กลับมาซนอีกครั้ง ปกติแล้วบรรยากาศการทำงานตั้งแต่ยุคแรกๆ ดิฉันจะไม่ได้เข้าไปนั่งประชุมด้วย ทุกอย่างให้พี่เต๋อตัดสินใจ พี่เต๋อว่ายังไง น้องว่าตามนั้น พี่เต๋อบอกเสมอว่าสูตรการทำเพลงของนันทิดาคือ ทุกเพลงต้องเพราะตั้งแต่บรรทัดแรก ท่อนฮุคก็ต้องเพราะ ความเป็นตัวตนของนันทิดาต้องเป็นแบบนี้ พี่ดี้จึงยังคงคอนเซปต์นั้นไว้เหมือนเดิม แล้วขุนพลเพลงเหล่านี้ทำงานร่วมกับพี่เต๋อมาหลายปี เราเลยมีความรู้สึกเหมือนพี่เต๋อยังอยู่ ใจมันรู้สึกแว้บๆ มันวิ้งๆ มันวูบๆ มันว้าวๆ มันเยอะแยะมากมายไปหมด” นันทิดาหัวเราะสนุกคั่นจังหวะเล่าเรื่อง

ราวกับว่าปี 2017 นี้ ชีวิตของนันทิดาจะเกี่ยวพันกับเลข 7 โดยบังเอิญ เพราะนอกจากเธอจะเป็นศิลปินเบอร์แรกของค่ายเรโทรซิตี้ ที่ใช้ชื่ออัลบั้มชุดใหม่ว่า Nantida’17 (นันทิดา หนึ่งเจ็ด) แล้ว ยังเป็นปีที่เธอมีอายุครบ 57 ปีบริบูรณ์อีกด้วย แต่ขอให้คุณลืมตัวเลขอายุนั้นไปก่อน เพราะสำหรับการทำงานครั้งนี้ นันทิดารู้สึกราวกับว่าได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกหน เหมือนเมื่อครั้งยืนร้องเพลงในห้องอัดเพื่อทำอัลบั้ม นันทิดา 27 ไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะการลอยตัวอยู่เหนือความกังวลทั้งหลาย ที่ว่าตัวเพลงจะขายได้ในยุคนี้รึเปล่า เพลงจะฮิต จะดัง จะโดนใจคนฟังหรือไม่ สำหรับคนดนตรีตัวจริงแล้ว ย่อมไม่มีเรื่องหยุมหยิมเหล่านั้นอยู่ในหัว

“เราไม่ได้ทำงานเพลงชุดนี้เพื่อให้ตลาดชอบทั้งหมด ความตั้งใจของทีมงานที่กลับมาร่วมกันทำงานชุดนี้คือ เพื่อคนที่รอนันทิดา เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป เจอนันทิดาเมื่อไร พวกเขาจะบอกเสมอว่า รอนะคะว่าเมื่อไรพี่ตู่หรือน้องตู่จะมีอัลบั้มเพลงออกมา แค่ให้คนที่ยังรอนันทิดาได้มีความสุขเท่านั้นเอง นักร้องคนเดิมที่วันนี้ชีวิตโตขึ้นกว่าเดิม ร้องเพลงมาสี่สิบปี ก็ยังเป็นนันทิดาคนเดิม ที่มีมุมมองใหม่ๆ ในชีวิตมาเล่าสู่กันฟัง”


คุณสงสัยเหมือนกันหรือเปล่าว่าอะไรทำให้นันทิดาฉุดตัวเองขึ้นมาจากทุกอาการท้อแท้ได้เสมอ คำตอบก็คือ ไม่มีใครช่วยเหลือตัวเองได้ดีเท่าตัวเองอีกแล้ว

“แม้ชีวิตจะต้องเจออะไรหนักหนาบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราก็จัดให้มันบาลานซ์ได้ อยู่ที่ตัวเรา บางทีก็มีท้อบ้าง แต่อย่าให้คำว่าท้ออยู่กับตัวเองนาน เพราะเมื่อท้อปุ๊บ เราจะเกิดอาการไม่อยาก อะไรๆ ก็ไม่อยากทำไปเสียหมด ดังนั้น ท้อได้ แต่อย่าให้เกิดขึ้นบ่อย ซึ่งปกติเมื่อนันทิดาเกิดอาการนี้ปุ๊บ มักคุยกับตัวเอง การคุยกับตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งพอไม่มีอีกหนึ่งเสียง ก็เหมือนคุยตอบตัวเองคนเดียววนอยู่ในอ่าง บางคนเลยตั้งสมญานามให้เราว่า อีเอ๊ะ เพราะพอคิดวนไปวนมาก็เกิดอาการเอ๊ะไปเอ๊ะมา” 

และเพราะเกรงใจคนใกล้ตัว ไม่อยากนำปัญหาสุมอกไปทำให้คนอื่นไม่สบายใจตามไปด้วย ทำให้นอกจากคุยกับตัวเองแล้ว นันทิดาเลือกที่จะคุยกับทั้งพระพุทธเจ้าและพระเจ้า ตามวาระอันเหมาะควร

“ที่จริงดิฉันเป็นพุทธมาครึ่งชีวิต เพิ่งเปลี่ยนเป็นคริสต์ศาสนิกชนได้ 6 ปี ซึ่งสายทางของพระพุทธศาสนาก็ตรงกับสายทางของคริสต์เช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดแล้วปลายทางคืออย่างเดียวกันเป๊ะ ต่างก็ตรงวิธีการปฏิบัติ พุทธศาสนาบอกว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แน่นอน ข้อนี้เรียนรู้จากตัวเองเลย จากการเจ็บป่วย ส่วนในทางคริสต์ก็คือ มีการหนุนใจ ให้กำลังใจ การขอโทษ และการให้อภัยกันในทันที ถือเป็นการแชร์ความรักแก่กัน นอกจากนี้ เวลาเกิดปัญหาอะไรก็จะอธิษฐาน ทั้งเพื่อขอและเพื่อคุยกับพระเจ้าตรงๆ” 

นอกจากงานเพลงอัลบั้มใหม่ที่จะถือเป็นการรีชาร์จพลังชีวิตของ นันทิดา แก้วบัวสาย ที่เป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว ท้ายที่สุด เราอยากรู้ว่าเธอมีเป้าหมายอะไรใหม่ๆ ประจำปีอีกหรือเปล่า

“มีหลายอย่างเลย เช่น ไปสายให้น้อยลง นอนหลับให้ได้โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ นอกนั้นก็เป็นเรื่องของการขอบคุณร่างกายตัวเอง อะไรที่ดีกับตัวเองจะตั้งใจทำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก จะไม่ให้หลายๆ อย่างเข้ามากระทบจิตใจตัวเองมากไปกว่านี้ เพราะบอกกับตัวเองว่า ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ไป ควรทำอะไรให้ตัวเองมีความสุขดีกว่า”




ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ Cover Story ในนิตยสาร LIPS เดือนกุมภาพันธ์ 2560

** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :