In Remembrance of our Beloved King

ก่อนหน้าจะมีชีวิตของตนเองเสียอีกที่ กนก รัตน์วงศ์สกุล ผูกพันหนักแน่นกับ "อ่วงแก" ผ่านดีเอ็นเอความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของบิดาและมารดา ประสาครอบครัวชาวจีนผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็นใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารบนแผ่นดินไทย ทีละเล็กละน้อยที่เขาได้ซึมซับพระราชกรณียกิจ พระบรมราโชวาท ตลอดจนพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ซึ่งส่งให้ยามบ่ายคล้อยของวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เขารู้สึกคล้ายว่าฟ้าพลันดับมืดลงในวินาทีที่ แจ้งใจว่า "อ่วงแก" ที่เขานับถือเมื่อวัยเยาว์ บุคคลผู้เป็น "ยิ่งกว่าพ่อ" ซึ่งเขาจะเคารพรักไปตราบจนชั่วชีวิต เสด็จสู่สวรรคาลัยแน่แล้ว

            กนกเดินทางมาถึงสำนักงานลิปส์ ในชุดสีดำสนิท หากดวงตาแดงช้ำ อย่างคนที่ผ่านการร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ศักดิ์ชัย กาย อวยพรให้เขาผ่านการสัมภาษณ์ ครั้งนี้ไปได้...โดยไม่เศร้าสะเทือนมากนัก กนกพึมพำว่า จะพยายาม แต่ก็เป็นแววตาคู่เดิมนั้น ที่ฟ้องว่า ไม่มีทางที่เขา จะพูดถึง "พ่อ" โดยไม่มีน้ำตา...

          "พอจะคาดการณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 12 ที่ทราบข่าวนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนภารกิจกลับมากรุงเทพฯด่วน มีการปิดถนนหน้าศิริราชเพื่อรอรับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ จนได้อ่านแถลงการณ์สำนักพระราชวัง พระอาการในหลวง ฉบับที่ 38 ว่าคณะแพทย์ต้องใช้เครื่องทดแทนไตเนื่องจากพระโลหิตเป็นกรด รู้แค่นี้ ผมแทบจะทนทำรายการต่อไปไม่ได้" เขาเริ่มต้นการสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ    
          "จนถึงบ่ายวันที่ 13 ตุลาคม นักข่าวรายงาน ว่า ที่ศิริราชเก็บสมุดลงนามถวายพระพรแล้ว หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ทวีตว่าให้รอฟังแถลงการณ์ จากสำนักพระราชวัง กระทั่งนายกฯ อ่านแถลงการณ์ ในหลวงเสด็จสวรรคต เท่านั้นเองผมก็พุ่งตรงไป ที่ศิริราชทันที แม้จะเข้าไปไม่ได้แล้ว แต่ขอให้ได้ ไปเห็นตึก เห็นป้ายชื่อโรงพยาบาลก็ยังดี"   

          เสียงถอนใจหนักดังตามมาหลังคำสุดท้าย นั้น กนกหลับตาขณะพูดว่า "เหมือนฟ้าดับ" เช่นเดียวกับบรรยากาศเศร้าสลัวที่ปกคลุมประเทศไทยจนถึงโมงยามนี้ "นักข่าวบอกว่าก่อนที่จะถูกเชิญให้ออกจากศิริราช ประชาชน ที่ได้ทราบข่าวลงไปร้องไห้ทุรนทุรายกับพื้น ปานจะขาดใจ ไม่มีใครปฐมพยาบาลใคร แทบ ไม่มีคนถ่ายคลิปบันทึกภาพไว้ ทุกคนได้แต่ แหงนมองไปที่ชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ฉะนั้นการร้องไห้ครั้งนั้นจึงยาวนานและไม่มีใครประคองใคร ไร้เรี่ยวแรงจะกอดปลอบใจกัน เพราะทุกคนไม่ไหวด้วยกันทั้งนั้น" 

ย้อนไปก่อนหน้าวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นานหลายปีนัก เด็กชายกนกเรียกขานในหลวงรัชกาลที่ 9 ตามชาวจีนคนอื่นๆ ว่า "อ่วงแก"
          "คนรุ่นพ่อแม่อพยพมาจากซัวเถา สมัยนั้น มีโรคภัยไข้เจ็บระบาดหนัก ถ้าอยู่ต้องตายแน่ สู้ดั้นด้นลงเรือสำเภาจากเมืองจีนมาถึงไทย ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า การเดินทางข้ามทะเล ต้องใช้เวลาหลายเดือน และไม่ใช่ทุกคนที่รอด มาได้ เจอพายุบ้าง เรือล่มบ้าง บาดเจ็บล้มตาย บ้าง แต่เพราะพระบารมีและชื่อเสียงของในหลวง ทำให้คนจีนยอมเสี่ยงตายมาปักหลักที่เมืองไทย และรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณที่พระองค์ทรงอนุญาต ให้อยู่ แล้วให้อยู่อย่างเข้าใจขนบวัฒนธรรมของ ชาวจีน จัดให้อยู่เป็นหมวดหมู่ มีศาลเจ้า มีวัดจีน มีอะไรต่างๆ ที่ทำให้คนจีนรู้สึกเหมือนอยู่บ้านเกิดของตัวเอง" เขาเล่าความผูกพันที่มีต่อ "อ่วงแก" ของคนรุ่นพ่อแม่  

          "แม่ผมมีลูก 6 คน แต่ผมเรียนดีที่สุด แกกัดฟันส่งผมเรียนจนจบปริญญาตรี แต่แม่ ไม่ได้ส่งผมเรียนเพื่อจะให้ผมอยู่สบาย ไม่ได้ต้องการให้เป็นเจ้าคนนายคน แต่ให้เรียนสูงที่สุด เพื่อไปถึงจุดที่จะได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวง แต่กว่า ผมจะเรียนจบมาได้ก็แสนลำบาก ผมเลยคิดว่า จะไม่รับปริญญาเพราะอยากช่วยแม่ประหยัด ไม่ต้องเช่าครุย ไม่ต้องจ้างช่างภาพ แต่พอแม่รู้ เท่านั้นแหละ โกรธอย่างหนัก ถามว่า แล้วที่ส่งให้เรียนมา 4 ปีเพื่ออะไร ผมบอกว่าผมได้ความรู้ พร้อมไปทำงานแล้ว แต่ความรู้สึกของแม่คือ เรียนไม่จบถ้ายังไม่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตร จากในหลวง แม่ไปเรียกอาก๋งอากู๋มาช่วยกันพูดว่า ถ้าผมไม่รับปริญญาจากในหลวง จะตัดแม่ตัดลูก ไม่ต้องทำงานเอาเงินมาให้ ไม่จำเป็น ไม่ต้องการ" หน้าเกลื่อนยิ้มเมื่อพูดถึงแม่ที่เกี่ยวโยงไปถึง พ่อหลวง "อีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2530 แม่ไปผ่าตัดต้อ ที่ศิริราช หมอบอกว่าอาม่าเป็นต้อทั้งสองข้าง แต่ผ่าตัดได้ทีละข้าง จะเลือกข้างไหนก่อน แต่แม่ กลับถามหมอว่า ตาข้างดีของในหลวงท่านคือข้างไหน หมอบอกว่าพระเนตรข้างซ้าย แม่บอกหมอทันทีเลยว่า 'งั้นผ่าตัดตาซ้ายก่อน' แม่มีในหลวงอยู่ในใจตลอดเวลา แต่ไม่ได้แสดงออกบ่อยนัก เพราะทุกวันหมดไปกับการทำมาหากิน แต่เมื่อมีโอกาสคนจีนจะแสดงออกถึงความรักและความจงรักภักดีออกมาโดยอัตโนมัติ"

          ความรู้สึกว่ารักพระองค์ท่านท่วมท้นนี้ กนกวิเคราะห์ตัวเองแล้วก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ว่าเพราะอะไรแน่ "ตั้งแต่วันที่เสด็จสวรรคต ผมร้องไห้ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ มากกว่าตอนที่ ผมเสียพ่อเสียแม่ไปหลายเท่า ผมว่าพระองค์ เป็นยิ่งกว่าพ่อ เป็นเรื่องแปลก เพราะคนไทยหลายสิบล้านคนอย่างผมไม่เคยมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านใกล้ชิด แต่ทำไมกลับรู้สึกผูกพันมากขนาดนี้ มันคงจะมาตามสายเลือดกระมัง เราเกิดเป็นคนไทย เกิดมาในแผ่นดินไทย คุณจะมีดีเอ็นเอที่คิดว่าในหลวงเป็นยิ่งกว่าพ่อ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด" 

          เช่นนี้เอง การสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตทำให้ร่างกายกนกผ่ายผอมลงในชั่วไม่กี่วัน เขาขอ ลางานหนึ่งสัปดาห์เต็ม ด้วยรู้ใจตัวเองดีว่า ไม่อาจทำหน้าที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ได้โดย ไม่เสียน้ำตา และใช้เวลาช่วงลาพักออกไปถวายบังคมพระบรมศพทุกวัน "ในหลวงเคยรับสั่งกับท่านผู้หญิงบุตรี วีรไวทยะ ว่าจะทรง อยู่ถึง 120 ปี คิดว่าจะตรัสเล่น แต่เราคนไทย ได้ฟังแล้วก็สบายใจ เพราะถ้าเลือกได้ ผมขอ ไปก่อนในหลวง และยึดติดคำมั่นว่า พระองค์ จะทรงมีพระชนม์ชีพถึง 120 ปี ยิ่งเราศึกษาพระราชประวัติ ยิ่งรู้สึกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเทพ และเทพ ย่อมไม่มีวันดับสูญ ไม่มีใครกล้าคิดว่าจะมี วันที่ไม่มีในหลวงพระองค์นี้ แต่เมื่อถึงวันที่ พระองค์เสด็จสวรรคตแล้วจริงๆ เราก็ได้แต่ คิดต่อไปว่า ถึงเวลาที่เทพจะเสด็จกลับไป ประทับบนสรวงสรรค์แล้ว เป็นการคิดเพื่อ ปลอบใจตัวเอง" 
 
          ทุกวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี กนกจะคร่ำเคร่งกับการเสิร์ชหารูปภาพและเรื่องราวของพ่อหลวงเพื่อนำมาโพสต์เฉลิมฉลอง วันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม เขาเล่า ให้ฟังว่า นับหมื่นแสนภาพที่ค้นเจอ เป็นภาพ พ่อหลวงเสด็จพระราชดำเนินข้ามแผ่นไม้เล็กๆ ทรงย่ำโคลนเปรอะ ทรงขับรถลุยน้ำที่ท่วมจนเกือบมิดล้อรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง แต่แทบไม่มีภาพแย้มพระสรวลเลย กระทั่งหลัง เสด็จสวรรคต กนกค้นเจอพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 8 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ สามพี่น้องแย้มพระสรวลเต็มที่อย่างเด็กที่ยังไม่ประสากับความทุกข์ยากใดๆ ของชีวิต 

          "เมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วก็ทรงไม่ค่อยได้พระสรวลเท่าไหร่ ด้วยหน้าที่" กนกว่า "บ้านเราประชากรทุกข์ยากจริงๆ ในหลวงทอดพระเนตรภาพความทุกข์ยากมากกว่าเห็นภาพดีๆ  ครั้งหนึ่ง มีนักข่าวต่างประเทศทูลถามว่า ทำไมพระองค์ทรงเคร่งขรึมนัก ในหลวงทรงผายพระหัตถ์ ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าฯ รับสั่งว่า 'พระราชินี คือรอยยิ้มของเรา' อีกครั้งหนึ่งสมเด็จพระเทพ- รัตนราชสุดาฯ พระราชทานสัมภาษณ์ไว้ใน หนังสือในหลวงของเราว่า พระเกษมสำราญของ ในหลวงก็คือ เวลาที่พระองค์ได้เสด็จออกไป พัฒนาประเทศ สองคือเมื่อโครงการของพระองค์สร้างประโยชน์ และสามคือเมื่อพสกนิกรรักกัน"  

          กนกยังตั้งใจมั่นว่าจะทำบางสิ่งเพื่อให้พ่อ ได้ยิ้ม แม้ว่าในเวลานี้พ่อจะทรงสถิตอยู่ ณ ที่ที่ เรามองไม่เห็นพระองค์อีกต่อไป "ผมบอกตัวเองว่าเราจะทำความดีและจะทำตามหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำมาตลอดหลายสิบปีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะทำต่อไปคือ ผมจะให้อภัย ซึ่งเป็นเรื่องยาก ต้องแสดงออกทุกอย่าง ผมจะต้องพูด จะต้องเขียน จะต้องโพสต์ในแบบที่ไม่เหมือนก่อน จะไม่ตำหนิ ไม่จิกกัด ไม่เหน็บแนม ผมพยายามจะทำให้ได้เศษเสี้ยวธุลีหนึ่งของทศพิศราชธรรม ที่ในหลวงทรงปฏิบัติ แต่ก่อนผมเคยคิดประสา นักข่าวว่า ถ้าผมมีบุญได้เข้าเฝ้าฯ สัมภาษณ์ในหลวง เราจะถามอะไร จริงๆ แล้วคงจะถาม ไม่ออกหรอก แต่หากทำได้ผมจะขอให้พระองค์ทรงช่วยชี้แนะให้ประพฤติในหลักทศพิศราชธรรมให้ได้มากที่สุด หรืออาจจะทูลถามว่า พระองค์ทรงครองหลักทศพิศราชธรรมตลอด 70 ปี ได้อย่างไร ผมอยากรู้มาก เพราะผมอ่านกี่รอบต่อกี่รอบก็คิดว่าไม่มีทางทำได้ ผมอยากจะรู้ว่าพระองค์ทรงทำได้อย่างไร ทรงช่วยชี้แนะให้ผมได้ไหม" เขากล่าวด้วยแววตาและน้ำเสียงกระตือรือร้นเหมือนความหวังจุดประกายขึ้นมาว่าจะได้มีโอกาสนั้น

          เขาอาจอยากทูลถามพ่ออีกมากมาย หลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่คิดฝันว่าจะต้อง เอ่ยและไม่มีวันที่จะพูดออกไปได้เลยคือ กล่าวถวายบังคมลาใช่ไหม เขานิ่งไปกับคำถามและไม่อาจเอ่ยคำใด ต่อไปได้อีกครู่ใหญ่ มีเพียงน้ำตาร่วงพรูแทน คำตอบ  

 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Rad Rockers TABASCO
แค่ชื่อวงก็เผ็ดร้อนแล้วสำหรับ TABASCO วงอิเล็กโทรร็อคจัง-หวะมันๆ ชวนให้ขยับแข้งขยับขาวงนี้ กลับมาคราวนี้แซ่บกว่าเดิมด้วย EP 8 เพลงภายใต้ชื่อ \'X\' ที่ไม่ใช่แค่แฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่ แต่ยังเป็นการ Collab กับศิลปินฝีมือฉมังมากมาย 
People
Boy from Venus, Girl from Mars
"ผู้ชายมาจากอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์" ชื่อของหนังสือ How to ว่าด้วยความสัมพันธ์ของชาย-หญิง เล่มนี้ขึ้นแท่น Best Seller ตลอดกาลเล่มนี้ ยังไม่ทันได้เปิดอ่านก็พอเดาออกว่า ผู้ชายย่อมคู่กับความดุดัน หุนหัน ส่วนฝ่ายหญิงย่อมต้องคู่กับความอ่อนหวาน นุ่มนวล แต่พอเราได้คุยกับหนุ่มสาวคู่นี้เท่านั้นแหละ บอกได้เลยว่า Stereotype แบบเดิมๆ ใช่ว่า จะถูกต้องลงล็อคไปเสียทุกอย่าง เพราะบางทีชายหนุ่มอาจจะอ่อนหวานไปจนถึงอ่อนไหวกว่าที่คิด ส่วนหญิงสาวก็อาจจะแข็งแกร่งเกินคาดก็เป็นได้
People
Lips for King by GMM TV Artists
เหล่าศิลปินจาก GMMTV ร่วมแคมเปญแสดงความประทับใจที่มีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมสิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ หน้าปกอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ประทับพระปรมาภิไธย "LIPS SPECIAL PUBLICATION A COLLECTIBLE ISSUE พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ พลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร In Remembrance of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (1927-2016)"