I Believe in Me

แม้แต่คนที่ไม่ได้ติดตาม 'ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์' เราก็ยังเชื่อว่าต้องเคยผ่านตากับชายร่างใหญ่สายตาจิกกัดจากไวรัลวีรกรรมบนรถสุดเฮี้ยนของ 'อีแหนด' ที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนโลกออนไลน์ และนอกจากความฮาบ้าบิ่นที่เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ทั่วเมือง รวมถึงการเป็นผู้นำด้านคำศัพท์ใหม่ๆ อย่าง 'มีความ...' ที่กำลังเป็นกระแสฮิต "ปิงปอง-ธงชัย ทองกันทม" ยังเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้ามือสองที่มี 'อรรถรส' มากที่สุดในตลาดเจเจกรีนขณะนี้

"เริ่มแรกเลยเราไม่ได้สมัครเข้ามาออดิชั่น เพราะเราไม่เคยคิดว่าจะต้องเอาตัวไปเกลือกกลั้ว หลังจากที่เราเคยประกวดเดอะสตาร์ปี 4 มาแล้ว ตอนนั้นเรายังเป็นเด็ก เราคิดว่าเราร้องเพลงได้เพราะกว่าศิลปินหลายๆ คน ซึ่งผิดมาก คิดเอง มโนเอง พอจบจากตรงนั้นเราเลยไม่อยากเอาตัวเองไปจอยกับอะไรพวกนี้แล้ว ถ้าเขาจะเห็น ขอให้เราอยู่ในที่ของเราแล้วเขาเห็นเองเถอะ เรามีทั้งภาระที่ต้องใช้จ่าย มีงานมีการต้องขายของ ถ้าจะให้เราปลีกวิเวกไป เรารู้สึกว่ามันไกลตัวเราจังเลย ทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีก่อน

...เราขายของอยู่เจเจกรีน ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนจะคิดว่ามันไม่ขายแล้วหรือเปล่า เพราะว่าบางทีมาแล้วไม่เจอ ที่มันเป็นอย่างนั้นเพราะเรามีงานต้องรับผิดชอบในความบันเทิง เรามีความเป็นดาวิกา ถ้าไม่มีงานที่ตรงกับวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เราไปแน่นอน ยังรู้สึกอยากกลับไปขายของ คิดถึงเงินลูกค้า คิดถึงการต่อปากต่อคำกับลูกค้า 

...ซึ่งหลังจากเล่นซีรีส์แล้วกลับไปอีกครั้งก็เป็นผลเลย เพราะจากคนที่เคยต้องตะโกนเรียกลูกค้าว่า 'ดูได้ค่ะ เลือกเลยค่ะ' กลับเป็นว่าต้องไล่ 'อย่าบัง! อย่าบังทาง! มันบังนะเห็นไหม! แม่ค้าข้างในเขามาด่า! เขาเดินกันไม่ได้!' คือกลายเป็นว่าถนนมัน คับแคบไปเลย เพราะว่าบางคนก็อยากจะมาเห็น นั่นแหละ คนมาถ่ายรูปเราเยอะมาก เขา อยากเห็นเราเป็นเหมือนในซีรีส์ คือยิ้มแย้ม สนุก สนาน ซึ่งจะบ้ามากถ้านั่งยิ้มตั้งแต่ห้าโมงเย็นจนถึงตีสอง แต่เราก็พยายาม ฐานลูกค้าเดิมก็ยังอุดหนุน ส่วนลูกค้าใหม่ที่มาถ่ายรูปก็จะอุดหนุนเราด้วยความเอ็นดูค่ะ"

'Diary of Tootsies Project Audition' คือโครงการเฟ้นหานักแสดงเข้าร่วม ซีรีส์ และถึงแม้ว่าในวันนั้นปิงปองจะไม่ได้ก้าวไปสมัครเอง แต่โอกาสก็เดินเข้าหาในที่สุด

"การเข้ามาแคสติ้งเกิดจากว่าชาติก่อนเรา บุญหนา บุญเก่าเราเยอะมากจริงๆ ไม่รู้ว่าทำ บุญด้วยอะไร เลยทำให้ชาตินี้มีเพื่อนฝูงเยอะ เพื่อนฝูงเรากระจายตัวไปทั่วทุกหัวระแหง และบริเวณหนึ่งก็ คือไปกระจายตัวอยู่ที่ GDH รุ่นพี่ที่นั่นก็เลยป่าว ประกาศในบริษัทของตัวเองว่าใครรู้จักเพื่อนที่มีคาแร็กเตอร์แบบนี้ เรียกมาแคสต์หน่อย เพื่อนเรา ก็ได้รับรู้ข่าวนั้น ที่มันตรงกับเรา ก็เลยเอาเบอร์ให้ฝ่ายแคสติ้ง แล้วทุกอย่างก็รันเข้าระบบ 

...เราก็เลยดีใจว่าเราอยู่ที่ของเรา เราขายของมีความสนุกสนานของเรา แล้ววันหนึ่งมีคนมาเห็น แล้วโอกาสมันดีจริงๆ คือตรงกับบท เราก็ รู้สึกว่า เอา ลุย ไป ตอนถูกเรียกไปแคสต์ เราเชื่อมั่นว่ายังไงฉันก็ต้องได้วะ พวกเธอเป็นแค่ตัว สำรอง คือรู้สึกว่ามั่นหน้าตัวเองมาก แต่พอเข้าสู่ระบบแล้ว มีการเรียน มีการแสดง มีการเวิร์กช็อปต่างๆ เรารู้เลยว่า เฮ้ย ทุกคนมีสิทธิ์หมด ทุกคนมีศักยภาพ อย่างเดียวในใจ ตอนนั้นคือทำเต็มที่ ให้มันผ่อนคลาย ให้ดูเป็นเรา มากที่สุด วันที่ประกาศผล เซนส์เรารับรู้อย่างเดียวเลยว่าเราไม่ได้ ในสมองคิดสองอย่าง คือหนึ่งเราไม่ได้ กับสองตบไหล่ตัวเองบอกว่าไม่เป็นไร ยังไงภายภาคหน้าต้องมีเรื่องดีๆ แน่นอน วันนั้นก็เลยชิลล์ สบายใจ บอกเพื่อนๆ ว่ามาถึงจุดนี้ได้คือโก้มากแล้วนะ เพราะกะเทยทั้งประเทศไทยเยอะมาก แต่เข้ารอบมา 7 คน แล้วก็มีผู้ชายอีก 2 คน ก็รู้สึกว่าเริ่ดมาก"


 
นับจากซีรีส์ความยาว 13 ตอนเริ่มออกฉาย ก็ค่อยๆ ไต่ระดับความนิยมจากการส่งต่อในโลกออนไลน์ หลายคนที่ไม่ได้ติดตาม รู้จักซีรีส์เรื่องนี้ครั้งแรกผ่านการแชร์เรื่องราว 'แท็กซี่พี่มอลลี่' ก่อนที่ 'อีแหนดขี้ในรถ' จะทำให้ซีรีส์จากเพจ 'บันทึกของตุ๊ด' เรื่องนี้ดังเป็นพลุแตก

"มันจะดังขนาดนี้ไม่ได้ ถ้ามันไม่มีกลุ่มก้อนคนที่ค่อยๆ เต๊าะ เพราะว่ามันสนุกมาก อย่าง ออนแอร์ตอนแรกเราก็พะวงกัน แต่พี่เติ้ลผู้กำกับก็จะบอกว่า ตอนหนึ่งจะยังไม่ค่อยเท่าไหร่ เป็นแค่การปูเรื่อง ยังไม่เดินเรื่องราว แต่พอตอนสองปุ๊บ คนก็เริ่มเก็ตแล้วว่าตัวละครคนนี้เป็นใคร เพราะตัวละครแต่ละตัวมันมีชีวิตอยู่จริงๆ แล้วเป็นชีวิตของเพื่อนจริงๆ คือทุกคนบนโลกมันมีเพื่อนตุ๊ด เกย์ หรือดี้แน่นอน มันปะปนคละคลุ้งกันอยู่ เราเลยจะมีประสบการณ์ชีวิตที่ใกล้เคียงกัน ทุกคนจะบอกเลยว่าแต่ละภาคส่วนของซีรีส์ มันก็คือเรื่องจริงในชีวิตเรา เราเคยเหล่ผู้ชาย เราเคยกินเพื่อนกันเองหรืออะไรอย่างนี้ จนกระทั่งถึงเรื่องจริงที่ทุกคนจะต้องเคยปวดขี้บนทางด่วน มันเลยยิ่งส่ง คราวนี้หน้าหนูกับหน้าพีคเลยอยู่ทุกหัวระแหงเลยค่ะ

...ตอนนั้นซีรีส์ออนแอร์วันเสาร์ ไวรัลมันเริ่มมาประมาณวันอังคาร พุธ พอวันเสาร์ถัดมาไปขายของปุ๊บ ฐานแฟนคลับจากที่เป็นวัยรุ่น วัยกลางคน กลายเป็นลุง ป้า น้า อา คนแก่ คนขายไก่ทอด ลุงขายลูกชิ้น กลายเป็นพูดกันว่า 'เออ ไอ้นี่ไงที่มันอยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่มันอยู่ในมือถือ' มันกลายเป็นถูกแชร์ไปเยอะมาก จนมีคอมเม้นต์หนึ่งบอกว่า พีคกับปิงปองจะรู้สึกยังไง ที่หน้าตัวเองเต็มโลกไปหมดแล้ว คือเราเดินผ่านแผงหนังสือก็เจอ หัวไหนก็เอาไป ขึ้น พูดเปรียบเปรยถึงเรื่องการเมืองก็มี หนูก็เลยแฮปปี้ค่ะ ทุกวงการ ทั้งขายคอลลาเจน ขายน้ำเต้าหู้ หรือกระทั่งวงการขายแห"

เมื่อถามถึงตอนที่ชอบที่สุด ปิงปองบอกกับเราว่าชอบอยู่หลายตอน แต่ตอนที่ชอบเป็นพิเศษ คือฉากเต้นแบทเทิล ที่เธอต้องลงทุน 'เล่นจริงเจ็บจริง' ด้วยการฉีกตะเข็บชุดที่ใส่ให้ขาดเพื่อความสมจริง

"ฉากเต้นแบทเทิล คือการแก้ผ้าของหนู พี่เติ้ลไล่หนูไปถอดกางเกงในหลายรอบมาก แล้วมีผู้ชายร่างกำยำมาเย่อตูดหนูซ้ายขวา ทีละระดับ ตั้งแต่หนึ่งระดับ สองระดับ จนถึงร้อยระดับ เพื่อให้ปริขาดสมจริง แล้วเราก็ต้องเซตให้กล้องถ่ายเฉพาะก้นต่อหน้าคนในกองเกือบครึ่งร้อย แต่ตอนออนแอร์ฉากนี้กลับถูกเซ็นเซอร์ ซึ่งตอนที่ถ่ายเราก็เขิน แต่พอถึงเวลาจริงแล้วโกรธ ว่าทำ ไมถึงไม่นำพาให้เห็นร่องตูดไปเลย ซึ่งตอนนี้กอง เซ็นเซอร์คงฉ่ำกับรูขุมขนในร่องเนื้อผิวก้นหนูกัน ไปแล้ว

...อีกฉากที่ประทับใจคือ ฉากที่โรงพยาบาล ที่เราจะต้องบอกแม่ว่าเราติดเชื้อ HIV คือมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเพื่อนของพี่ช่า แต่ไม่ใช่พี่กอล์ฟ ทีมงานเขาสลับบทให้มันมีความน่าสน ใจ ในใจตอนนั้นทั้งกลัวๆ กล้าๆ เพราะในโลกของเราไม่ได้มีเรื่องซีเรียสอะไรเข้ามาบ่อยนัก แล้วเราก็ไม่คิดว่าจะเล่นได้ แต่พอถึงวันนั้นมันมีสมาธิ ก็เลยเล่นออกมาได้ รู้สึกดีใจ แต่เล่นดีหรือเปล่าไม่รู้นะ ต้องถามคนที่เขาดู"



ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ เอ่ยปาก ในนิตยสาร Lips (ปักษ์แรก เดือนพฤษภาคม 2016)
เรียบเรียง : fiefiez S.


** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Dare to LEAD
"ในช่วงสามสี่ปีนี้เราจะต้องเป็นท็อปเท็นของเอเชียให้ได้" นี่คือประโยคที่ โค้ชซิโก้ - เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง บอกกับลิปส์ และเราเชื่อว่าเขาจะทำมันได้ในการนำพาฟุตบอลทีมชาติไทยไปไกลถึงฝั่งฝันแม้ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหนก็ตาม     
People
Work Hard, Run Harder
เราต่างได้ยินเสียง เห็นหน้าค่าตา และเรียกขานเขาว่าดีเจจนติดปากแม้ "นุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร" จะเลิกเป็นดีเจมานานเกือบปี และผันตัวมาเป็นบุคคลบันเทิงอย่างแท้จริง เพราะงานหลักของเขาตอนนี้คือ การสร้างเสียงหัวเราะและความบันเทิงในรายการโทรทัศน์หลากหลายช่อง ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ชมได้รับความสำราญ เจ้าตัวเองก็เบิกบานกับงานในทุกๆ วัน