Do for King... William Heinecke

ตลอดช่วงชีวิตของผู้ที่ได้อาศัยอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร ย่อมเคยผ่านพบพระมหากษัตริย์มาเพียงพระองค์เดียว นั่นคือในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่นเดียวกับชาวไทยอีกหลายสิบล้านคน หัวใจของ "วิลเลียม ไฮเน็คกี้" จึงหมองหม่นไม่สร่าง นับตั้งแต่วันที่รับทราบว่าพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวที่เขารู้จักเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว

ไมเนอร์ กรุ๊ป ครอบคลุมธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และแบรนด์แฟชั่นมูลค่ามหาศาล ที่ส่งให้เจ้าของอาณาจักรธุรกิจแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีระดับโลก แต่มากไปกว่านั้น คุณวิลเลียมกลับซาบซึ้งกว่า ที่ได้สร้างคนทำงานคุณภาพให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ในความสามารถของคนไทย และเบื้องหลังการ แผ่ขยายอาณาจักรธุรกิจอันมั่นคงในเมืองไทยมาเกือบ 50 ปี คุณวิลเลียมขอยกความดีให้แก่ "พระเจ้าอยู่หัวของคนไทย"

"ครอบครัวของผมเดินทางมาเอเชียตั้งแต่ผมอายุได้ 4-5 ขวบ และย้ายมาอยู่เมืองไทยตอนผมอายุ 13 ปี ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยได้ยินเรื่องราวของในหลวงมาก่อน แต่เมื่อได้มาอยู่ที่นี่ ภาพความทรงจำแรกๆ ที่มีต่อพระองค์ท่านก็คือ ผมเห็นในหลวงอยู่กับประชาชนเสมอ เป็นภาพที่ในหลวงเสด็จไปยังชนบทห่างไกล เพื่อพบปะและรับฟังทุกข์สุขของชาวนา ชาวบ้าน ไปทั่วประเทศ โดยมีหมอ วิศวกร หรือคนทำงานด้านต่างๆ ตามเสด็จไปด้วยเสมอ

...ผมไม่เคยเห็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกที่ยินดีจะลงน้ำ ลุยโคลนไปหาประชาชนแบบในหลวง หรือลงแรง พระวรกายสร้างสิ่งต่างๆ ด้วยพระองค์เองแบบนี้ มาก่อน ผมคิดว่าในหลวงทรงเป็นตัวอย่างของการเป็นผู้นำที่ดี ผมได้เรียนรู้เรื่องการบริหารหลายอย่างจากพระองค์ท่าน คือต้องเดินลงไปสัมผัสกับปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ใช่รับฟังข้อมูลหรือรับ วิธีการแก้ไขมาจากที่ปรึกษา ผมคิดว่านั่นคือหัวใจของการเป็นผู้นำที่ดี


...ผมทำงานอยู่ที่มัลดีฟส์ในวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงการณ์เสด็จสวรรคต เรามีพนักงานชาวไทยอยู่ที่นั่นจำนวนหนึ่ง ตัวผมเองแม้จะเศร้ามาก แต่ต้องพยายามให้กำลังใจพนักงาน ผมอยู่เมืองไทยมากว่า 50 ปี ไม่เคยรู้จักพระมหากษัตริย์พระองค์ใดนอกจากในหลวงภูมิพลพระองค์นี้ สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ก็เช่นกันที่เราต่างก็มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินของรัชกาลที่ 9 ถึงคุณจะรู้ดีว่าพระองค์มีพระชนมายุสูงแล้ว มีพระอาการประชวร หรือแม้กระทั่งว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นอมตะ และตระหนักว่าวันนี้จะมาถึงไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ใครจะเตรียมรับมือกับความสูญเสียเช่นนี้ได้ ผมพยายามตั้งสติและปลอบใจพนักงานคนไทยที่มีอยู่ทั่วโลกของเรา เพื่อจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันให้ได้

…เรายังพยายามเชิญชวนให้ชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทยในช่วงนี้ เพราะส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาดีที่สุด หลายคนกลัวว่าจะมารบกวนการถวายความอาลัยของคนไทยหรือเปล่า แต่ผมอยากให้ชาวต่างชาติได้มาเห็นพลังความรักและความสามัคคีของคนไทยที่มีต่อพ่อหลวงของพวกเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณจะไม่ได้พบเห็นในประเทศใดในโลก เมื่อคนทั้งประเทศพร้อมใจกันสวมชุดดำ นานถึง 100 วัน หรือบางคนยินดีไว้ทุกข์นานเป็นปี และยังเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ ต่อแถวอย่าง เป็นระเบียบเพื่อเข้าไปถวายสักการะพระบรมศพ

…คุณจะเห็นว่ามีคนมากมายที่นำอาหาร น้ำ และสิ่งของต่างๆ มาแจกจ่าย มีคนอาสาเดินเก็บขยะ คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาทำความเคารพในหลวงเป็นครั้งสุดท้าย สิ่งเหล่านี้คุณต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองจึงจะเชื่อ แม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เป็นที่รักคนใดก็ตามเสียชีวิตไป อเมริกาทั้งประเทศก็ไม่เคยเศร้าเสียใจหรือไว้ทุกข์ แม้แต่จะไว้ทุกข์ 1-2 วันผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อน การถวายความอาลัยทั่วประเทศแสดงให้เห็นว่าประชาชนรักในหลวงมากเพียงใด คนไทยคือแบบอย่างที่ดีของการแสดงพลังความรักและความจงรักภักดีที่ยิ่งใหญ่ นี่เป็นคุณสมบัติเด่นที่สุดของคนไทยที่ผมในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็รู้สึกภูมิใจไปด้วยจริงๆ"

ด้วยบทบาทนักธุรกิจที่เดินทางไปทั่วโลก ได้พบเห็นเอกลักษณ์อันหลากหลาย ทั้งทาง การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศต่างๆ มามาก คุณวิลเลียมบอกได้ทันทีว่าเหตุใดเขาจึงเลือกลงหลักปักฐานชีวิตในประเทศไทย

"จริงอยู่ที่เมืองไทยผ่านการผันผวนทาง การเมืองมาหลายครั้ง แต่ผมคิดว่าเป็นเพราะประเทศไทยมีในหลวง ไทยจึงไม่เคยแตกแยกหรือสู้รบจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองแบบในประเทศอื่น แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัว ผู้นำ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังมั่นคงเช่นเดิมอยู่เสมอก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ เหลียวดูเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้สิ แตกต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง เรามีสิ่งที่เพื่อนบ้านเราไม่มี เพราะเรามีในหลวงที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน และช่วยให้ประเทศชาติผ่านวิกฤตต่างๆ มาได้ทุกครั้ง

...ผมมีสัญชาติไทยและบัตรประชาชนไทยนะครับ แต่ในตัวผมก็ยังมีเชื้อสายอเมริกัน ผมไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์หากจะนับตามสายเลือด แต่รุ่นหลานผมมีสายเลือดไทยแล้วครึ่งหนึ่ง ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปของผม จะมีสายเลือดไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงผมจะอยู่เมืองไทยมานานมาก แต่ถึงอย่างไรก็ยัง ถูกมองว่าเป็นชาวต่างชาติ แต่เตือนตัวเองเสมอไม่ให้ลืมว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ได้ อาศัยอยู่ที่นี่ และมีในหลวงเหมือนกับคนไทยทุกคน"



เรียบเรียงจากคอลัมน์ Feature ในนิตยสาร LIPS เดือนธันวาคม 2559


** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Wind Beneath His Wings Noon Siraphun
ไม่เพียงเป็นนักแสดงมากฝีมือเท่านั้น "นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา" ยังสนุกกับอีกหลายบทบาท ทั้งเจ้าของร้านอาหารสุขภาพ จนต่อยอดมาเป็นธุรกิจสลัดและน้ำผักผลไม้เดลิเวอรี่ และในฐานะภรรยาของ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร เธอยังช่วยสามีบริหารธุรกิจ Eco-Friendly จนไปได้สวย ส่วนงานแสดงล่าสุดก็ซีรีส์ไตรภาคเรื่อง \'เชือกวิเศษ\' กับบทบาทที่น่าจะแสดงให้เห็นถึงอีกขั้นพัฒนาการด้านการแสดงของเธอ