Do for King... PenPak Sirikul

หลายคนรู้จัก "ต่าย-เพ็ญพักตร์ ศิริกุล" ในฐานะศิลปินมากความสามารถจากหลากหลายบทบาทที่สร้างชื่อเสียงให้เธอ แต่เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้หญิงสาวยังคงยืนหยัดอยู่ในวงการได้อย่างมั่นคงและยาวนาน นั่นเพราะผู้หญิงคนนี้คือหนึ่งในนักแสดงที่เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท และใช้ความดีชี้นำใจ

"แบบอย่างแห่งความดีที่ดิฉันยึดถือมาตลอดในการใช้ชีวิตคือในหลวง ดิฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด ได้เห็นพระองค์ท่านทางจอทีวีขาวดำ เห็นรูปท่านติดอยู่เต็มบ้าน ตอนยังเล็กไม่รู้หรอกว่าท่านคือใคร ถามปู่ย่าตายายก็ได้รับคำตอบว่าท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระราชา คนต่างจังหวัดบอกว่าท่านเป็นเทวดา ท่านมาช่วยเหลือปวงประชาในทุกแห่งหน ที่ที่ท่านเสด็จไปสมัยก่อนไม่มีถนน เป็นป่าเขา เป็นดินลูกรัง ทุรกันดาร แต่พระองค์ท่านก็เสด็จไปถึง ทรงไปพัฒนา ทรงไปหาประชาชน

…คำสอนของพ่อ สอนให้เราพอเพียง พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีความมัธยัสถ์พอเพียงมากในการใช้ชีวิต ทำให้เราฉุกคิดว่าขนาดพระองค์ที่มีทุกอย่างพร้อมยังทรงประหยัดมัธยัสถ์ ดิฉันว่าความพอเพียงที่ท่านพูดอยู่เสมอเป็นสิ่งที่แต่ละคนจะตีความหมาย แต่ในมุมมองของดิฉัน พอเพียงคือพอเพียงที่ตัวเรา มีความพอดี อะไรที่เกินตัวดิฉันจะไม่ทำ ดิฉันเองขับรถญี่ปุ่นคันเล็กๆ ทุกคนจะบอกว่าทำไมไม่ขับเบนซ์ ดิฉันไม่เห็นความจำเป็น รถแบบนี้ก็พาเราไปทำงานหาเงินได้ การตีความคำว่าพอเพียงของดิฉันเป็นแบบนี้ อะไรที่ฟุ้งเฟ้อเกินตัวก็ไม่ทำ ไม่ใช้

…อีกหนึ่งสิ่งที่ดิฉันซาบซึ้งมากนั่นคือ มูลนิธิพระดาบส เป็นโครงการตามกระแสพระราชดำริเพื่อสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ยังไม่มีอาชีพ ให้ได้รับโอกาสฝึกวิชาชีพและฝึกอบรมคุณธรรม เพื่อออกไปประกอบสัมมาอาชีพ สร้างตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว สังคม ซึ่งตัวดิฉันเองได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือตรงจุดนี้บ้างตามกำลัง คือเรารู้ว่าพระองค์ท่านใช้เงินส่วนพระองค์ตั้งมูลนิธิเหล่านี้ขึ้น แล้วดิฉันเป็นเด็กบ้านนอกที่ไม่ได้เรียนหนังสือสูง จึงมีความตั้งใจอยากจะช่วยเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่เหนื่อย ไม่ได้หนักหนาอะไร จึงแบ่งเงินรายได้ช่วยเหลือตรงส่วนนี้ทุกเดือน มีมากมีน้อยก็จัดสรรไปตามกำลังความสามารถ

…ในฐานะนักแสดง ครั้งหนึ่งดิฉันเคยได้แสดงภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ ตอนนั้นมีผู้กำกับ 9 ท่าน แบ่งกันทำภาพยนตร์ 9 เรื่องเพื่อถวายพระองค์ท่าน ดิฉันได้เล่นเรื่อง มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นเรื่องจริงของผู้หญิงสองคนที่ทำงานอยู่ในมูลนิธินี้ในสมัยที่ประเทศไทยเกิดภัยธรรมชาติ พวกเขาไปทุกที่และคอยช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งของเงินทองสำหรับผู้ประสบภัย คือกำลังใจ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ดิฉันซึมซับในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ทำให้ดิฉันได้ตั้งองค์กรเล็กๆ ชื่อว่า ปิดทองหลังองค์พระปฏิมา แล้วทำเสื้อให้น้องๆ ในทีมใส่ ที่ไหนเดือดร้อนลำบาก อย่างเกิดอุทกภัยเราจะเอาของไปแจกให้ถึงมือ

…ทุกที่ที่ได้ไปมีความประทับใจหมด มีชาวบ้านที่เขาเห็นเสื้อที่พวกเราใส่ก็จะถามว่า มาจากในหลวงเหรอ เราบอกว่าไม่ใช่ค่ะ เรามาช่วยกันเอง แต่เราทำตามรอยพ่อ ทำดีเพื่อพระองค์ อยากให้ทุกคนได้รับความช่วยเหลือ จากที่เราซื้อของนั่งแพ็กของกันทั้งคืน พอเห็นรอยยิ้มของชาวบ้านก็ชื่นใจ เพื่อนๆ ในทีมจะมีพี่นก-สินจัย พี่เหมี่ยว-ปวันรัตน์ พี่อุ๋ม-อาภาสิริ และอีกหลายๆ ท่าน คนไหนไปได้ก็ไป แต่ถ้างานยุ่ง ก็ต่างคนต่างส่งเงินมา สิ่งที่ได้ทำเป็นความรู้สึกที่ดี เป็นความสุขใจ ที่เราได้ทำสิ่งดีๆ ตอบแทนพระองค์ ดิฉันจะคอยติดตามข่าวสารว่าที่ไหนน้ำท่วม แล้วดูว่าท่านส่งความช่วยเหลือไปตรงไหนบ้าง ถ้าท่านส่งไปจังหวัดนี้ อำเภอนี้ เราจะไปอีกอำเภอหนึ่ง ขอตามรอยท่าน เหนื่อยไหม เหนื่อย แต่มีความสุข เคยทำมากที่สุดคือนั่งแพ็กของกัน 2 หมื่นชุด ประกาศในเฟซบุ๊ก และไอจีทุกคนก็มาช่วยกัน พวกเราทำแบบนี้กันมา 10 กว่าปี หน้าหนาวก็เอาของไปแจก คือถ้ารู้ข่าวปุ๊บ ต้องไปทันที"


 
หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเราจะเห็นผู้หญิงคนนี้ เดินทางไปที่หน้าพระบรมมหาราชวังเสมอ ไปนั่งลงนิ่งๆ ไปก้มกราบแทบผืนแผ่นดิน ไปทุกวัน ไปทุกคืน ไปด้วยหัวใจที่จงรักและภักดี

"เพื่อนๆ ถามว่าไปทำไมทุกวัน ดิฉันไม่รู้ รู้แค่อยากจะไป ต้องไป ดิฉันพูดได้แค่นี้ว่าอยากจะไป อยากไปกราบพระองค์ท่าน ถามว่าเหนื่อยไหม ไม่เหนื่อย ทำงานเสร็จก็ไปกราบท่าน ไปอย่างนี้ทุกวัน ขอให้ได้ไป ไปเรื่อยๆ อย่างตอนที่พระองค์ทรงพระประชวร ประทับอยู่ที่ศิริราช ดิฉันก็ไปตอนดึกๆ ไปนั่งทำสติ ทำสมาธิ ไปสวดมนต์ให้ ชั่วโมงสองชั่วโมงก็ขอให้ได้ไป จนมาถึงวันที่ 13 ตุลาคม วันนั้นกองถ่ายละครงด ดิฉันอยู่บ้านไม่ได้ ต้องไปที่ศิริราช ไปแล้วเราได้เห็นภาพคนเฒ่าคนแก่ที่มาจากต่างจังหวัด ที่เขาไม่ได้มีมือถือ ไม่มีเฟซบุ๊ก นั่งพับเพียบพนมมืออยู่นิ่งๆ อธิบายไม่ถูกว่าคือความรู้สึกไหน

…แล้วพอหันไปเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มคนในเมืองที่เขาเห็นข่าวเกาะกระแส ก็เกิดเป็นสองความรู้สึก จริงไม่จริง ใจจะขาด รู้สึกตัวว่าอยู่ตรงนั้นต่อไปไม่ไหวจึงเดินออกมา แล้วมีการประกาศแถลงการณ์พอดี ช็อก ใจสั่น ใจมันหายไปเลย คือเราทำใจมาตลอด ว่าสักวันหนึ่งคงถึงวันนี้ แต่เมื่อถึงจริงๆ ดิฉันว่าทุกคนรับไม่ได้หรอก ดิฉันอยู่ตรงนั้นถึง 5 ทุ่ม ไม่รู้จะทำอย่างไรน้ำตาไหลไม่หยุด จนลูกชายบอกว่าแม่กลับบ้านก่อนแล้วค่อยว่ากัน พอกลับบ้านก็นอนไม่หลับ ตอนเช้าจึงไปสนามหลวงแต่เช้า จนถึงวันนี้ดิฉันก็ยังไปทุกวัน ขอให้ได้ไปกราบท่าน

…ทุกคำที่พ่อสอน เราสามารถน้อมนำมาปรับประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ในทุกๆ เรื่อง จะมากจะน้อย ค่อยๆ ปฏิบัติ ค่อยๆ เพาะปลูกจิตสำนึกที่ดี ที่สำคัญเราเติบโตมาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นสิ่งที่อยากจะฝากถึงเด็กๆ คนรุ่นใหม่ให้ได้ตระหนักรู้ และก้าวเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทนับจากนี้ เชื่อว่าความดีทำได้ไม่ยาก ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ สะสม แล้วความดีจะชี้นำทางให้เราก้าวสู่สิ่งที่ดีงามได้จากวันนี้สู่อนาคต"



เรียบเรียงจากคอลัมน์ Feature ในนิตยสาร LIPS เดือนธันวาคม 2559


** สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้คัดลอกภาพหรือเนื้อหาใดๆ ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากต้องการเผยแพร่กรุณากดปุ่มเพื่อแชร์บทความจากเว็บไซต์ lips-mag.com เท่านั้น **
SHARE THIS :