Diamonds are FOREVER

เมื่อน้ำทิพย์ต้องรับหน้าที่เจียระไนเพชรเม็ดใหม่ๆ ในรายการ The Face Thailand ต่อเนื่องถึง 2 ซีซั่น เราจึงได้เห็นบุคลิกและตัวตนอีกด้านของเธอ ที่เจ้าตัวกลั่นเอาประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 17 ปี กรองออกมาเป็นคำพูดเฉือนคม ที่สร้างสีสันและทำให้ผู้คนจดจำตัวตนใหม่ของเธอ แน่นอนว่า การเป็นเมนเทอร์เป็นเพียงเหลี่ยมมุมหนึ่ง จากอีกหลากหลายด้าน ในชีวิตของ บี-น้ำทิพย์ เธอยังคงรักการเแสดงละคร หลงใหลการได้เดินแบบบนแคทวอล์ก จับไมค์ร้องเพลงได้ในบางวาระสำคัญ และเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นอีกหนึ่งความสามารถของเธอบนจอภาพยนตร์ อะไรทำให้หญิงสาวทำทุกงานได้ดีขนาดนี้ เธอมีกลยุทธ์ในการรักษามาตรฐานการทำงาน มาเล่าสู่กันฟัง

ยากง่ายแค่ไหนกับการเป็นเมนเทอร์ประจำรายการ The Face ต่อเนื่องอีกหนึ่งซีซั่น
ยากค่ะ เพราะต้องเจอกับเมนเทอร์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นบีก็ต้องเล่นอะไรที่ไม่เหมือนเดิม อย่างปีที่แล้วคนจะเห็นว่าบีพูดน้อยต่อยหนัก ซึ่งเราก็เล่นไปตามฟีล อย่างซีซั่นนี้พอ มีคนที่คาแร็กเตอร์คล้ายๆ กับเรา เราก็เปลี่ยนเป็น ถ้าเขาเงียบ เราพูด จะได้มีสีสัน

คุณต้องออกแบบการแสดงในฐานะเมนเทอร์ ด้วยรึเปล่า
ที่จริง ปีนี้แค่อยากให้รายการสนุก และเหมือนคนดูรู้อยู่แล้วล่ะว่ารูปแบบรายการคือ ต้องมีดราม่า เพราะฉะนั้นบีเลยคิดว่าคนน่าจะ เข้าใจง่ายขึ้น ดังนั้นการที่บีจะเล่นหรือพูดอะไรที่แรงขึ้นจากปีที่แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นอะไรที่คนจะรับไม่ได้ เพราะคนรู้อยู่แล้วว่านี่คือเกมที่ต้องใช้ความรุนแรงในคำพูดหรือการจิกกัดกัน

บุคลิกของเมนเทอร์บีติดตัวคุณกลับไปบ้านด้วยไหม
ไม่ติดเลยค่ะ ถ้าเทียบความชิลล์ของงาน บีว่าซีซั่น 2 คิดเยอะกว่า ส่วนซีซั่น 3 ชิลล์กว่าค่ะ

 

มีคอมเมนต์ไหนที่คุณรู้สึกว่ารุนแรงต่อสภาพจิตใจตัวเอง
ปีนี้บีว่าบีโดนน้อยนะ สู้ปีที่แล้วไม่ได้ ปีที่แล้วถึงขั้นด่าพ่อล่อแม่ แต่ปีนี้คือไม่ค่อยมี เหมือนคนเริ่มรู้แล้วว่าถ้าด่ามา บีด่ากลับ โดยเฉพาะคนที่ด่าโดยใช้คำไม่สุภาพ ซึ่งบีก็จะไม่ได้ด่ากลับแบบใช้อารมณ์ แต่อาจจะเป็นคำพูดที่รุนแรงนิดนึง อย่างล่าสุดมีคนส่ง คำว่า คอ วอ ยอ มาในไอจี บีก็เลยบอกว่าเอามาสิ เดี๋ยวจะตัดให้ หมากิน หรือเอายัดปากคนที่ให้ดีไหม อะไรอย่างนี้ แต่ในอารมณ์ ของเราคือแค่แดกดันสนุกๆ เฉยๆ ไม่ได้จะเป็นจะตายอะไร หรือกระวนกระวายว่าเขาด่าแล้วเราจะเครียด ไม่เลย

ถ้าคุณต้องเข้าห้องดำเสียเอง จะพูดไฟต์เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ต่อว่าอะไร 
ก็คงเป็น “แน่จริงพี่ให้หนูอยู่สิ เดี๋ยวจะโชว์ศักยภาพให้ดูว่าหนูเจ๋งแค่ไหน วันนี้หนูอาจจะพลาด แต่วันหน้าหนูไม่พลาดแน่นอน ไม่เชื่อ มาลองดูสักตั้งไหม” จะพูดกับเมนเทอร์อย่างนี้เลย

ในฐานะนางแบบที่อยู่ในวงการมานาน ตอนนี้ถือว่าคุณอยู่ยากขึ้นไหม
ถ้าพูดในแง่อาชีพนางแบบ ก็ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพออายุมากขึ้น รูปร่างก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่ได้สดๆ ซิงๆ หุ่นดีเหมือนเด็กๆ เพราะฉะนั้นเวลาทำงาน เราจึงต้องรักษาความเสมอต้นเสมอปลาย และมีกาลเทศะ ตั้งใจทำงาน ทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดี ที่สุด ไม่ได้ทำงานแบบหยิบโหย่ง และต้องโชว์ศักยภาพให้คนเห็น ให้ได้ว่าเราทำได้

คุณดูแลตัวเองยังไง
ออกกำลังกาย เชื่อว่าตอนทุกคนอายุ 20 ต้องเคยอยากจะไดเอท ซึ่งถ้าอยากลดน้ำหนักลงสัก 2-3 กิโลกรัม แค่ไม่กินข้าว 3-4 วัน น้ำหนักก็ลดแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวนี้ไม่กินมื้อนึงเราจะตาย รู้สึกว่า ไม่ได้ เราต้องกิน แล้วกว่าจะลดน้ำหนักได้สักกิโลนึง ไม่ได้ใช้เวลาแค่ 3-4 วัน แต่เป็นเดือนหรือสองเดือน ต้องวิ่งกี่กิโลเมตรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงต้องดูแลตัวเองมากขึ้น

ระยะหลังมานี้ คุณได้ร้องเพลงบ้างไหม
ร้องเล่นๆ เฉยๆ ค่ะ

ร้องเพลงแบบจริงจังครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
ไม่ได้ร้องเลยค่ะ มีร้องในงาน meeting ให้ แฟนคลับฟังอย่างเดียว

คุณยังรักการร้องเพลงอยู่ไหม
ถ้าให้ร้องก็ร้องได้ค่ะ แต่ก็ต้องมีการฝึกฝน สมมติถ้าเราจะไปออกอีเวนต์ ก็ต้องฝึกเพิ่มเติม

คิดว่าคุณสมบัติอะไรที่ทำให้คุณอยู่ในวงการได้นาน 
สำหรับคนที่ทำอาชีพนี้ บีว่าเก่งอย่างเดียวไม่พอ บีคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้รับโอกาสดีๆ จาก ผู้ใหญ่หลายท่าน อย่างเช่น ต้องขอบคุณ คุณเต้ กันตนา (ปิยะรัฐ​ กัลย์จาฤก) ที่ทำให้เราได้มาเป็นเมนเทอร์ในรายการ เดอะ เฟซ ไทยแลนด์ เพราะทำให้คนได้เห็นตัวตนจริงๆ ของเราในอีก ด้านหนึ่ง ที่คนข้างนอกอาจจะมองเราแค่ผิวเผิน ว่าเราเป็นนางแบบ ร้องเพลงได้ เล่นละครได้ แต่ ไม่ได้รู้จักตัวตนจริงๆ ว่าเราเป็นยังไง รายการนี้ ทำให้คนได้รู้จักวิธีการทำงานของบีมากขึ้นว่า ไม่ว่าจะลงมือทำอะไรก็แล้วแต่ เราเต็มไปด้วยความตั้งใจ 


ติดตามบทสัมภาษณ์อื่นๆ ของบี- น้ำทิพย์ ได้ในนิตยสารลิปส์ ฉบับเดือนเมษายน

เรื่องและภาพ ทีม บก.ลิปส์
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
In Remembrance of our Beloved King
ก่อนหน้าจะมีชีวิตของตนเองเสียอีกที่ กนก รัตน์วงศ์สกุล ผูกพันหนักแน่นกับ "อ่วงแก" ผ่านดีเอ็นเอความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของบิดาและมารดา ประสาครอบครัวชาวจีนผู้หนีร้อนมาพึ่งเย็นใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารบนแผ่นดินไทย ทีละเล็กละน้อยที่เขาได้ซึมซับพระราชกรณียกิจ พระบรมราโชวาท ตลอดจนพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ซึ่งส่งให้ยามบ่ายคล้อยของวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เขารู้สึกคล้ายว่าฟ้าพลันดับมืดลงในวินาทีที่ แจ้งใจว่า "อ่วงแก" ที่เขานับถือเมื่อวัยเยาว์ บุคคลผู้เป็น "ยิ่งกว่าพ่อ" ซึ่งเขาจะเคารพรักไปตราบจนชั่วชีวิต เสด็จสู่สวรรคาลัยแน่แล้ว