Dare to LEAD

"ในช่วงสามสี่ปีนี้เราจะต้องเป็นท็อปเท็นของเอเชียให้ได้" นี่คือประโยคที่ โค้ชซิโก้ - เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง บอกกับลิปส์ และเราเชื่อว่าเขาจะทำมันได้ในการนำพาฟุตบอลทีมชาติไทยไปไกลถึงฝั่งฝันแม้ว่ามันจะยากเย็นแค่ไหนก็ตาม   

 


ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายและมิใช่เหตุบังเอิญใดๆ ทั้งสิ้นที่นักฟุตบอลคนหนึ่งจะสามารถประสบความสำเร็จทั้งในฐานะสุดยอดนักฟุตบอลหมายเลข 13 และการเป็นโค้ชนักฟุตบอลทีมชาติไทยคุณภาพคับแก้วจากหลายรายการแข่งขันที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ยืนยันในความสามารถที่หาตัวจับยากของเขาได้เป็นอย่างดี  ชื่อของ ซิโก้ - เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ขจรขจายไปไกลถึงต่างแดนในฐานะสุดยอดนักเตะและโค้ชทีมชาติไทยมากความสามารถ

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ซิโก้ได้ทำให้แฟนฟุตบอลชาวไทยยินดีปรีดาอีกครั้งเมื่อซิโก้ได้คุมทีมชุดใหญ่และพาทีมเสมออิรัก 2-2 ทำให้สามารถผ่านเข้าสู่รอบที่ 3 ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชียได้สำเร็จด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม


กว่าจะมาถึงวันนี้เขาเคยเป็นหนึ่งในสุดยอดนักเตะมาก่อน โดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) บันทึกว่าซิโก้เป็นผู้ทำประตูสูงสุดให้แก่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่ 70 ประตู จากการลงเล่น 131 นัด โดยนัดสุดท้ายที่ซิโก้ลงเล่นกับทีมชาติไทยชุดใหญ่คือนัดกระชับมิตรที่พบกับสหรัฐ - อาหรับเอมิเรตส์ ที่สนามศุภชลาศัย กรีฑาสถาน-แห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2550 โดยเสมอกันที่ 1-1 และเมื่อซิโก้สามารถยิงประตูได้ เขามักจะแสดงความดีใจด้วยการกระโดดตีลังกา ทำให้บรรดาผู้สื่อข่าวกีฬาเรียกขานเขาว่าจอมตีลังกา

"ผมมองว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นการเกิดจากความร่วมไม้ร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสตาฟฟ์โค้ชที่ทำงานร่วมกันด้วยความอุตสาหะพยายาม น้องๆ นักฟุตบอลในทีม สโมสร แฟนบอลทุกๆ คนล้วนมีความสำคัญ ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ได้หรอก พอทุกคนได้เห็นความสำเร็จ เห็นเหล่าแฟนบอลกรูกันเข้ามาชม มาเชียร์กันเป็นจำนวนมาก ก็เริ่มมีกำลังใจเยอะขึ้น เพราะสมัยก่อนนี้เวลาที่นักฟุตบอลลงสนามแข่ง เราจะนับคนได้เลย ไม่เกินสองสามร้อย หรืออย่างเก่งห้าร้อยคน ส่วนใหญ่จะเป็นญาติๆ ของพวกเขามานั่งดู 

…แต่พอน้องๆ เขาสามารถจะสร้างชื่อเสียงโดยการเป็นแชมป์ที่กีฬาซีเกมส์ แล้วก็ต่อด้วย เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 แล้วก็มาที่บอลโลกรอบคัดเลือก แล้วก็มาซีเกมส์ ครั้งที่สอง มันมีความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แฟนบอลเขาลุ้น มีลุ้นที่จะเชียร์ต่อๆ ไปอีก คือถ้าทีมชาติประสบความสำเร็จเมื่อไหร่ แฟนบอลก็พร้อมที่จะมาให้กำลังใจกันอย่างท่วมท้น"

เส้นทางการเป็นผู้ฝึกสอนของเขาเริ่มฉายแววที่ค่อยๆ ถูกจุดประกายขึ้นทีละเล็กละน้อย เหมือนใครก็ตามที่สามารถเป็นครูสอนคนอื่นได้ แววของเขาก็จะเริ่มฉายออกมาอย่างโดดเด่นเอง เมื่อย้อนไปปี พ.ศ.2549 เขาเริ่มเป็นผู้ฝึกสอนครั้งแรกโดยรับตำแหน่งผู้จัดการทีม สโมสรฟุตบอลฮหว่างอัญซาลาย (ฮอง อันห์ยาลาย) ซึ่งร่วมแข่งขันอยู่กับวี - ลีกของเวียดนาม ขณะที่เขายังเป็นผู้เล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ด้วย เมื่อซิโก้ประกาศยุติอาชีพนักฟุตบอลในปลายปี พ.ศ.2550 เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันฝึกสอนฟุตบอลของกรุงเทพมหานคร และรับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของสโมสรฟุตบอลจุฬาฯ-สินธนา เขาไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านั้น หากแต่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 ซิโก้ย้ายไปเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนให้กับสโมสรฟุตบอลชลบุรี ในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก 2552

ทางเดินแห่งชีวิตของซิโก้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในแวดวงกีฬาย่อมมีแพ้ มีชนะ ไม่มีสิ่งใดที่จะคาดเดาได้เลย หากเมื่อทำทุกอย่างเต็มที่ อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยไป ในครั้งนั้น เมื่อจบฤดูกาลนั้นเขาก็ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถนำสโมสรชนะเลิศในลีก หลังจากนั้นโค้ชคนเก่งผู้นี้ได้กลับไปรับหน้าที่ผู้จัดการทีมให้กับสโมสรฮหว่างอัญซาลายอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2553  


อดีตนักเตะชื่อดังค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ในฐานะผู้ฝึกสอน โดยเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ในปี พ.ศ.2556 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่งตั้งให้ซิโก้เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ก่อนที่จะนำทีมชาติไทยชุด ดังกล่าวลงแข่งขันฟุตบอลนัดกระชับมิตรกับทีมชาติจีน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2556 โดยทีมชาติไทยสามารถเอาชนะทีมชาติจีน ในปลายปีเดียวกันนั้นเอง ซิโก้คุมทีมชาติไทยชุดเดียวกันคว้าเหรียญทองในการแข่งขันฟุตบอลชาย กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่กรุงเนปยีดอของประเทศเมียนมา โดยในการชิงชนะเลิศทีมชาติไทยสามารถเอาชนะอินโดนีเซียไปได้  ต่อมาในการแข่งขันฟุตบอล กีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ.2557 ที่นครอินช็อนของเกาหลีใต้ ซิโก้ใช้ผู้เล่นชุดเดิม ชนะ 5 นัดแรก เสียเพียง 3 ประตู แต่อยู่ใน 2 นัดสุดท้าย ซึ่งแพ้ทั้งหมด จึงได้อันดับ 4 ของการแข่งขัน

ในเดือนธันวาคม ปี 2557 เส้นทางแห่งความสำเร็จของซิโก้ฉายแววโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เมื่อเขาได้รับโอกาสให้คุมทีมชาติไทยชุดใหญ่เป็นครั้งแรก เพื่อลงแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 และคว้าแชมป์ได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 4 ของทีมชาติไทย แมตช์นี้ไม่ธรรมดาเพราะเป็นการกลับมาชนะเลิศรายการนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี โดยนัดชิงชนะเลิศสามารถเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ด้วยประตูรวมสองนัด 4 ประตูต่อ 3  แทบทุกคนยังคงจดจำในเหตุการณ์ช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี เรียกว่าหืดขึ้นคอกันเลยทีเดียวเพราะว่าทางฝ่ายของทีมไทยถูกมาเลเซียยิงนำไปก่อนถึง 3 ลูก แต่แล้วก็สามารถไล่ยิงประตู 3-1 และ 3-2 ในช่วง 7 นาทีสุดท้าย ทำให้ผลคะแนนรวมไทยชนะมาเลเซียไป 4-3 และชัยชนะในการแข่งขันครั้งนี้เองที่ทำให้ซิโก้เป็นคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลอาเซียนมาครองได้สำเร็จ ทั้งในฐานะนักเตะและโค้ช  ในปี พ.ศ.2558 ซิโก้พาทีมชาติไทยชุดเดิมคว้ารางวัลรองชนะเลิศฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 43 โดยนัดสุดท้ายเสมอเกาหลีใต้ 0 ประตูต่อ 0 โดยหลังจบเกมเขาแสดงสปิริตออกมาขอโทษแฟนบอลไทยที่ไม่สามารถคว้าแชมป์คิงส์คัพได้

ต่อมาซิโก้ก็เรียกตัวนักฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ชุดใหม่เข้าแข่งขันฟุตบอลเอเชียเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี 2016 รอบคัดเลือก และผ่านเข้ารอบสุดท้ายในฐานะอันดับ 2 ที่ดีที่สุด
ส่วนในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชียนั้น ไทยยังอยู่ในกลุ่ม F ซึ่งปัจจุบันยังเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม มีคะแนนนำอิรักอยู่ 5 คะแนน ชนะ 4 เสมอ 1 ยังไม่แพ้แม้แต่นัดเดียว เขาอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหตุการณ์ดีๆ ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้สึกภาคภูมิใจ น้อยคนนักที่จะทำได้อย่างเขา นั่นเป็นเพราะว่าซิโก้มีความแน่วแน่ คิดอ่านจะทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเป็นคนมีวินัยอย่างยอดเยี่ยม และในฐานะที่ซิโก้เคยเป็นสุดยอดนักเตะมาก่อน เขาได้เรียนรู้ที่จะนำเอาประสบการณ์ในจุดนั้นมาปรับใช้กับการทำหน้าที่โค้ชได้ชนิดที่เรียกว่าหาตัวจับยาก

"ผมนำเอาสไตล์การเป็นผู้เล่นมาปรับใช้  อย่างแรกที่ต้องมีคือวินัย ผมจะพยายามบอกน้องๆ ในทีมก่อนว่า เราต้องรู้จักหน้าที่ตัวเองก่อน มีวินัยในการฝึกซ้อม มีวินัยในการแข่งขัน มีวินัยทั้งในและนอกสนาม คือว่ามันไม่ใช่แค่ภายในสนามอย่างเดียว แล้วเราก็ต้องฟิตร่างกายและหมั่นฝึกซ้อมอยู่บ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงตอนลงแข่งขัน อย่างเวลาที่เราไปดูการแข่งขันฟุตบอล เราจะเห็นว่าแฟนบอลที่มาคอยเชียร์ คอยให้กำลังใจ มาจากหลากหลายที่ 

…แต่ถ้าเขามาเห็นภาพที่นักบอลเดินเล่นกัน พอถึงนาทีที่ 75 ก็เดินเล่นกันแล้ว สมัยก่อนเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่น้องๆ ชุดนี้ค่อนข้างดี 90 นาทีก็ยังฮึดสู้ ไม่มีหมดแรง ทุกคนตั้งใจมาก หมายความว่าทุกคนใส่ใจเกินร้อย ทุกคนเล่นเต็มที่ ไม่มีคำว่ากั๊ก ไม่ใช่ว่าแมตช์นี้ง่าย เลยเล่นเต็มที่ แมตช์ยากก็ไม่เล่นอะไรเลย แบบนี้ไม่ใช่ ทุกคนเดินเกมกันได้ดีมาก" 

บุคคลใดก็ตามที่ปราศจากเป้าหมายในชีวิต ก็ไม่ต่างอะไรจากเรือที่ขาดหางเสือ ซึ่งหางเสือนี้เองที่จะเป็นอุปกรณ์สำคัญนำพาให้เรือลอยอยู่กลางลำนาวาอย่างมีทิศทาง เรือไม่มีทางรั่ว ไม่จมไปเสียก่อน ระหว่างล่องอยู่ในสายน้ำที่เชี่ยวกราก ตัวของซิโก้เปรียบได้กับหางเสือเรือที่จะนำพาให้นักเตะในทีมชาติไทยมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน เพราะถ้าหากว่าคนเรามีเป้าหมายแล้ว คราวนี้ก็อยู่ที่จิตใจแล้วว่าจะสู้จะมีความมุ่งมั่นได้มากน้อยเพียงใดกัน

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 3 เคยกล่าวไว้ว่า คุณอยากรู้ไหมว่าคุณเป็นใคร ไม่ต้องถามใครหรอก ลองลงมือปฏิบัติ เพราะการกระทำ จะเป็นสิ่งที่ให้คำนิยมตัวตนของคุณได้เอง 


"ผมให้ความสำคัญในการฝึกซ้อม ให้ความจริงจังมาก อีกอย่างหนึ่งคือผมจะทำตัวเป็นแบบอย่างของน้องๆ ในทีม เรากินนอนซ้อมอยู่กับน้องๆ ในทีม เวลาที่มีการแข่งขันเราจะคอยใส่ใจรายละเอียดต่างๆ เราอยู่กันแบบพี่แบบน้อง ไม่ได้คิดว่าเราเป็นโค้ช แต่เราเป็นคนที่คอยสอนน้องๆ เราอยากให้น้องๆ ได้ดี ถามว่าน้องๆ ในทีมมีดื้อบ้างไหม ก็มีดื้อบ้าง แต่ก็เรียกว่าเชื่อฟัง ดื้อในที่นี้หมายความว่าดื้อตามมุก ตามอะไรของเขาไปเรื่อย  …แต่ก็ไม่ใช่แบบว่าสอนยากสอนเย็นอะไร ส่วนตัวแต่ละคนจะมีวินัยของเขาอยู่แล้ว พูดไม่ยาก คือคุยคำเดียวก็รู้เรื่อง ถ้าคุยแล้วไม่ฟังก็จะไม่คุย คนไหนถ้าพูดด้วยแล้วรับฟังเราก็พูดบอกต่อ แต่ถ้าคนไหนพูดแล้วไม่ฟัง ผมก็จะปล่อยผ่านไป แล้วไปสอนคนอื่นดีกว่า ผมจะสอนน้องๆ ในทีมว่าต้องทำให้เต็มที่ เพราะถ้าน้องได้ดีปุ๊บ คำชมก็จะมาหาทันที แต่ถ้าน้องแพ้มา หรือทำได้ไม่เต็มที่ ก็จะมีฟีดแบ็กสะท้อนกลับมาเยอะเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าทำเต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ผลจะออกมาเป็นแพ้หรือชนะ ให้ถือเป็นเรื่องของเกมกีฬาไป ทุกคนทำใจยอมรับได้ แฟนบอลสามารถยอมรับได้

...สำหรับหลักในการคัดเลือกนักเตะนั้นอย่างแรกเลยก็คือต้องเป็นคนเก่ง มีความสามารถ แต่ถ้าจะถามว่าจะต้องเก่งที่สุดหรือเปล่า ก็คงไม่ใช่ครับ คือเขาเรียกว่าต้องมีความกระหายในการจะเล่นฟุตบอล มีความกระหายที่จะมารับใช้ชาติ เวลามาเล่นทีมชาติไทยแล้วผมอยากให้ทุกคนมาแบบมีความกระตือรือร้น แต่บางคนมาในลักษณะที่ว่าอย่างไรก็ต้องติดทีมชาติอยู่ดี ซึ่งผมมองว่าการคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง เมื่อเข้ามาแล้วต้องจริงจัง มาทำแบบเล่นๆ ไม่ได้ เพราะว่าเราทำหน้าที่แทนแฟนฟุตบอลชาวไทยหกสิบกว่าล้านคน ฉะนั้นแล้วพวกเราต้องยอมเหนื่อยแทนคนไทยที่กำลังดู และคอยสนับสนุนให้กำลังใจพวกเราอยู่" 

ซิโก้เกิดที่จังหวัดขอนแก่น เป็นลูกคนสุดท้องจากจำนวนพี่น้อง 3 คน โดยมีพี่สาว 2 คน เขารักกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก เริ่มหัดเล่นฟุตบอลระดับเยาวชนกับสโมสรธนาคารกรุงไทย ขณะที่มีอายุ 16 ปี เคยเข้ารับราชการตำรวจ ก่อนที่จะลาออกมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว เส้นทางแห่งความสำเร็จในอดีตที่ผ่านมานั้น ซิโก้ได้ฝากผลงานการทำประตูไว้มากมายในฐานะศูนย์หน้าในนามทีมชาติและสโมสรต่างๆ ชื่อซิโก้ ที่เป็นชื่อเล่นของเขา มาจากสุดยอดกองกลางทีมชาติบราซิล ซึ่งเขาได้ยกย่องความสามารถของนักเตะผู้นี้เป็นการส่วนตัว   ประสบการณ์ด้านฟุตบอลของซิโก้เรียกว่าโชกโชนทีเดียว เพราะเขาเป็นนักฟุตบอลที่เคยโกอินเตอร์มาแล้ว ประสบการณ์ดีๆ ในต่างแดนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขานำมาปรับใช้ในการสอนน้องๆ ในทีมต่อไป ในอดีตที่ผ่านมาด้วยความที่เป็นนักสู้และไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ พร้อมลองโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเสมอ

เขาเคยได้รับโอกาสเล่นฟุตบอลอาชีพในต่างประเทศครั้งแรกกับทีมเปอร์ลิส ที่ประเทศมาเลเซีย และได้รับเชิญไปทดสอบฝีเท้ากับทีมมิดเดิลสโบรช์ จากลีกของอังกฤษ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตทำงานทำให้ต้องกลับมาอยู่กับทีมเปอร์ลิสอีกครั้ง
ต่อมาไม่นานซิโก้ก็ได้รับโอกาสไปเล่นที่ประเทศอังกฤษอีกรอบกับทีมฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ในปี 2542 ซึ่งเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในลีกอังกฤษ แต่เนื่องด้วยปัญหาสภาพอากาศและการปรับตัวไม่ได้ ทำให้เขาได้ลงเล่นให้กับทีมสำรองอย่างเดียวและไม่ได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่เลยตลอดระยะเวลา 1 ฤดูกาล 

ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงกลับมาเล่นฟุตบอลในไทยอีกครั้งกับทีมราชประชา ซึ่งเขาทำผลงานได้โดดเด่นทีเดียว จนต่อมาทีมสิงคโปร์ อาร์มฟอร์ซ มาดึงตัวเขาไปเล่นที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะย้ายไปสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักทั่วทวีปเอเชียที่ประเทศเวียดนามกับทีมฮอง อันห์ ยาลาย และทำให้เขากลายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนฟุตบอลชาวเวียดนาม กับผลงานการยิงประตูไปทั้งหมด 59 ประตู จากการลงเตะ 75 นัด ในช่วงระหว่างปี 2545 - 2549 ซึ่งถือเป็นทีมสุดท้ายที่เขาลงเล่นในระดับสโมสร รวมถึงการควบตำแหน่งโค้ชและเป็นนักเตะในปีสุดท้ายที่อยู่กับทีมด้วย

จากประสบการณ์ที่กล่าวมา ช่วยต่อยอด ทำให้เขากลายเป็นสุดยอดโค้ชมือทองผู้มากด้วยประสบการณ์ โดยบทบาทการเป็นผู้จัดการทีมชาติไทยของซิโก้สร้างความประทับใจและได้รับเสียงชื่นชมจากคนไทยทั้งประเทศในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา เขามีความสุขในทุกๆ แมตช์การแข่งขัน นั่นเป็นเพราะว่าสุภาพบุรุษคนนี้ทำงานด้วยหัวใจเต็มร้อย และทำเต็มที่ในทุกๆ แมตช์  

"ผมมีความสุขในทุกๆ เกมการแข่งขัน ตลอดระยะเวลาสามปีนี้ และผมเองก็เชื่อครับว่าแฟนฟุตบอลชาวไทยก็น่าจะมีความสุขร่วมด้วยเช่นกัน คงบอกไม่ได้ครับว่าแมตช์ไหนที่ถือว่าเป็นที่สุดของการแข่งขัน ทุกๆ นัดก็เหมือนกับเป็นดราม่า มีลุ้นกันตลอดเวลา บางคนบอกว่าดูนักฟุตบอลชุดนี้แล้วหายใจไม่ค่อยสะดวก เพราะว่ามายิงช่วงท้ายเกมบ้าง หรือหวุดหวิดๆ จวนๆ จะแพ้อยู่แล้ว แต่จู่ๆ ก็สามารถลอยกลับขึ้นมาได้ นาทีที่แปดสิบกว่าๆ หรือเก้าสิบ อะไรทำนองนี้ครับ เพราะฉะนั้นเหมือนกับว่าแฟนฟุตบอลชาวไทยร่วมลุ้นไปกับเราตลอด มีความรู้สึกที่สนุกร่วมกัน" 


ไม่เพียงแต่จะประสบผลสำเร็จในสนามการแข่งขันเท่านั้น แต่ซิโก้ยังเป็นสามีที่ดีของภรรยาและเป็นคุณพ่อที่ดีที่น่าประทับใจของลูกสาว ซิโก้
แต่งงานกับคุณอัสราภา เสนาเมือง (นามสกุลเดิมคือ วุฒิเวทย์) ตั้งแต่ปี 2545 มีลูกสาวทั้งหมด 3 คน คือ อธิชา มุกตาภา และกฤตยา ภาพที่แฟนบอลเห็นกันจนคุ้นตาเป็นอย่างดี คือภาพแห่งความสุขของสมาชิกในครอบครัวเสนาเมืองที่มาให้กำลังใจซิโก้ที่สนามการแข่งขันอยู่บ่อยๆ เมื่อมีครอบครัวแล้วซิโก้ได้แบ่งเวลาดูแลครอบครัวกับภรรยาอย่างไม่บกพร่อง และนับว่าโชคดีมากที่ครอบครัวเข้าใจการทำงานเพื่อประเทศชาติของเขา    


"เราต้องแบ่งภาคกันนะครับ ภรรยาผมดูแลลูกๆ เราก็ไปดูแลน้องๆ นักฟุตบอล ในความเป็นจริงแล้วเราต้องไปกินนอนไปฝึกซ้อมอยู่กับเขาด้วย เราก็บอกกับเขาตามตรงว่า เรามีครอบครัวมีลูกที่ต้องดูแลเช่นกัน เราต้องส่งลูกไปโรงเรียน เพราะฉะนั้นเมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วต้องเต็มที่ ต้องตั้งใจให้มากๆ เพราะว่าถ้าเสียเวลาแล้วไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย ทุกอย่างจะได้รับความเสียหาย เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามารวมตัวกันเราไม่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันนาน มีเวลาไม่กี่วันเอง เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันอย่างคุ้มค่า ก็บอกกับน้องๆ ในทีมแบบนี้ 

…ในทุกเกมการแข่งขันที่ผ่านมาก็ถือว่ากดดันหมด เพียงแต่ว่าเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด สำหรับฟุตบอลแล้ว มีแพ้ มีชนะ มีเสมอ เราทำให้เต็มร้อย ความกดดันนี้เกิดขึ้นตลอดสำหรับคนที่เป็นโค้ช ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหน ทั้งในระดับสโมสร ระดับหน่วยงาน เมื่อไหร่ก็ตามที่เท้าของเราเหยียบลงไปในสนาม ความกดดันก็เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว"

อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมองไม่เห็น หากแต่ว่าเมื่อเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็เท่ากับว่าเรามองเห็นอนาคตที่สดใส มองเห็นแสงสว่างที่กำลังรอเราอยู่ ณ ปลายทางของอุโมงค์ ในฐานะโค้ชทีมชาติไทย สิ่งที่ซิโก้ตั้งใจจะทำให้สำเร็จในก้าวย่างต่อๆ ไปคือ การนำพาให้ทีมชาติไทยติดอยู่ท็อปเท็น
ของเอเชียให้ได้  


"ในฐานะโค้ช ผมอยากจะทำผลงานให้ออกมาดีที่สุด ผมกำหนดแผนไว้เป็นแผนระยะสั้น ระยะกลาง อย่างเมื่อก่อนเรารับผิดชอบงานซีเกมส์ เราก็สามารถนำพาทีมให้ได้แชมป์ซีเกมส์สองสมัย แล้วพอซูซูกิ คัพ ก็ได้เป็นแชมป์อีก คราวนี้เราก็พยายามตั้งเป้าว่าเราจะต้องก้าวผ่านอาเซียน เราต้องไปเป็นระดับท็อปเท็นของเอเชียให้ได้ และในช่วงสองสามปีนี้ เราอยากเห็นทีมชาติไทยโลดแล่นอยู่ในเวทีเอเชีย แล้วก็ผ่านเข้าสู่รอบที่สามของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก แล้วก็เล่นเอเชียนคัพ...ส่วนจะไปฟุตบอลโลกได้หรือไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่ามันต้องมีในสิ่งที่เรียกว่าช่วงเวลาแห่งการเดินทาง แต่อย่างไรก็ตามในช่วงสามสี่ปีนี้ เราจะต้องเป็นท็อปเท็นของเอเชียให้ได้" ซิโก้กล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความมุ่งมั่น

บทสัมภาษณ์จากคอลัมน์ Special Interview ใน LIPS Magazine ปักษ์แรก เมษายน 2559 


 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Diamonds are FOREVER
คงไม่ใช่การกล่าวเกินความจริงแต่อย่างใด หากจะเปรียบ บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ เป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามประดับวงการบันเทิง ค่าที่เธอเพียรทำงานสั่งสมประสบการณ์มาแล้วหลายบทบาท ทั้งนักร้อง นักแสดง และนางแบบ
People
Go Deep & Go Far
16 ปีในเส้นทางสายดนตรี นอกจากจะเสริมสร้างประสบการณ์ให้ทั้ง "บอล-ต่อพงศ์ จันทบุบผา" และ "เมื่อย-ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ" กลายเป็นรุ่นพี่ในวงการเพลง ระยะหลังคนทั้งคู่ยังชัดเจนในตัวตนและความต้องการมากขึ้น ส่งผลให้นอกจากซิงเกิลเพลง ฝน อันเป็นผลผลิตแรกหลังจากห่างหายไป 3 ปี ศักราชใหม่นี้เราคงได้เห็นความเข้มข้นทางดนตรีจากวง Scrubb กันอีกเช่นเคย