Crazy Zazzie Cool!

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังชีวิตสดใสของ แนต-นาตาลี ดูเชียง นางแบบลูกครึ่งไทย-ดัตช์ เจ้าของฉายาเล็กพริกขี้หนู ที่โดดเด่นอยู่บนรันเวย์แฟชั่นมานานกว่า 5 ปี ทั้งยังเป็นเจ้าของธุรกิจบราดีไซน์เก๋ Zazzie (แซสซี่) ที่ขายดิบขายดีจนมีสถานะเป็น hot list ในใจสาวๆ จะไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ หรือหากจะนิยามให้ชัดเจนกว่านั้นคือ เต็มไปด้วยขวากหนามเสียมากกว่า แต่ด้วยทักษะของอดีตบัลเลรีน่า มือสมัครเล่น ที่เธอทั้งขี้เล่นด้วย แล้วก็กล้าหาญด้วย ทำให้นาตาลีไม่รีรอที่จะเขย่งปลายเท้า เพื่อพยุงตัวให้สูงขึ้น แล้วออกแรงกระโดดบ้าง ก้าวสั้นบ้าง ยาวบ้าง เพื่อเลี่ยงหลบนานาอุปสรรค จนมีทุกวันนี้ ได้ในที่สุด
เดี๋ยวจะหาว่าเราอุปมาเกินจริง ลองอ่านบทสัมภาษณ์นี้ดูแล้วจะเห็นภาพหญิงสาวผู้กระโดดข้ามปัญหาต่างๆ แบบยิ้มทั้งน้ำตา ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

“ทำแซสซี่มาได้ 2 ปีแล้วค่ะ ยังคงสนุกกับไอเดียในการออกแบบชุดใหม่ๆ เหมือนตอนเริ่มต้นคิดจะทำโปรเจ็กต์นี้กับซาร่า บอลล์” เราเริ่มต้นอัพเดตถึงการเติบโตของแซสซี่ บราดีไซน์เรียบ แต่เซ็กซี่ ที่มีเอกลักษณ์คือ ไร้โครง อันมีจุดกำเนิดมาจากการตามหาบรา รูปลักษณ์นี้ในท้องตลาดไม่ได้ จึงลงมือลองผิดลองถูกออกแบบ ตัดเย็บ และผลิตเองเสียเลย โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนนางแบบคนสนิท และมีคุณแม่เป็นอีกหนึ่งหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ 

“คุณแม่เป็นคนเริ่มตัดเย็บตัวแรก แล้วก็มาสอนเรา ทดลองทำเองใส่เอง พอเจอแพตเทิร์นที่ดีที่สุดและสวมใส่สบาย ก็ค่อยเริ่มทำขายผ่านอินสตาแกรม ล็อตแรกผลิตแค่แบบละ 10-20 ตัว พอเริ่มมี ยอดคนฟอลโล่มากขึ้น และมีคนกลับมาซื้อซ้ำจึงค่อนข้างมั่นใจได้แล้วว่าแบรนด์เราดี เลยสนุกกับแซสซี่มาจนถึงทุกวันนี้”

“คนเริ่มเอาชุดชั้นในของเราไปใส่ว่ายน้ำ” แนตเล่าพลางทำตาโต “เราบอกว่ามันไม่ใช่ผ้าว่ายน้ำนะ แต่เขากลับบอกว่าใส่ดีมาก ลูกค้าคนอื่นๆ เลยเริ่มถามเข้ามาว่าใส่ว่ายน้ำได้ด้วยเหรอ ทำไมไม่บอก เราก็ได้แต่ตอบว่ามีลูกค้าเอาไปใส่เอง แต่เราไม่แนะนำให้ใส่ว่ายน้ำ หรือถ้าอยากลองดูก็ได้ค่ะ แต่ถ้าพัง เราไม่การันตีนะ จากนั้น เลยปรึกษาซาร่าว่าทำไงดี เราต้องมีตัวเลือกให้เขาแล้วล่ะ เลยทำ swimwear เป็นแพตเทิร์นเดียวกัน แต่ใช้ผ้าที่เหมาะกับการว่ายน้ำ ก็เลยกลายเป็นใส่ว่ายน้ำก็ดี ใส่ออกกำลังกายก็ได้ และใส่ไว้ข้างใน ก็สบายๆ ในตัวเดียวกัน”

ผลตอบรับของสวิมแวร์ในทุกคอลเล็กชั่น ครองหัวใจสาวๆ แซสซี่ได้ดังคาด นาตาลีจึงยิ่งสนุกกับการใส่ไอเดียในการออกแบบเข้าไปใน สวิมแวร์คอลเล็กชั่นล่าสุดประจำฤดูร้อน 2017 นี้ ที่ผสมผสานไว้ซึ่งกลิ่นอายของความวินเทจ เสริมด้วยตัวเลือกใหม่อย่างชุดวันพีช ที่น่าจะมียอดสั่งซื้อถล่มทลายเป็นที่เรียบร้อย
“มีคนเขียนเมสเสจมาเล่าให้ฟังว่า เขาไปเที่ยวทะเลมา มีแต่คนชมว่าชุดสวยมาก เลยกลับมาซื้ออีกสี บางคนก็เขียนรีวิวให้ ก็สนุกดี” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสดใส และแววตาที่เปล่งประกายด้วย ความสุข จนเราอดถามไม่ได้ว่า ตอนนี้เธอสามารถ เรียกตัวเองว่าเป็นดีไซเนอร์ได้หรือยัง 
“นั่นสิ” แนตถามเรากลับ พร้อมหัวเราะร่า “หนูดู สนุกใช่ไหม สนุกนะ สนุกกับการไปเลือกผ้าสวยๆ แล้วซื้อๆๆ จนซาร่าถามว่า แกจะเอาไปทำอะไรเหรอ ก็... ไม่รู้สิ ชอบ (หัวเราะ) ซาร่าจะเป็นคนคอย yes or no เสียมากกว่า ด้วยความที่เราชอบอะไรเหมือนกัน เลยคุยกันง่าย คุณแม่ก็ช่วยด้วยอีกแรง แซสซี่จึงมีความเป็นแฟมิลี่ดีไซน์ ที่ไม่ใช่แค่เราคนเดียวคอยบอก ว่าต้องทำแบบนี้ๆ แต่ทุกคนมีอินพุตร่วมกัน เพราะหนูอาจจะไม่เห็นบางอย่างที่แม่เห็น ซาร่าอาจไม่เห็นบางอย่างที่หนูเห็น เลยช่วยกันคิดและตัดสินใจมาโดยตลอด”

 

จากเคยขายเฉพาะช่องทางออนไลน์ ในตอนนี้ แซสซี่มีวางขายที่ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ และเร็วๆ นี้ที่ ดิ เอ็มโพเรียม ซึ่งความจริงแล้วนาตาลีสามารถขยับขยายแบรนด์ให้โตไปกว่านี้ได้ แต่เพราะเธอให้ความสำคัญกับอาชีพหลักอย่างการเป็นนางแบบมากกว่า “ถ้าเราโฟกัสขายของมาก ก็รับงานได้น้อยลง เราต้องแบ่งเวลาให้เป็นด้วย” เราจึงได้เห็น ‘เล็กพริกขี้หนู’ คนนี้ บนรันเวย์แบบถี่ๆ เหมือนเดิม
“หนูมีอีกฉายาด้วยนะ คนมักจะบอกว่าเราให้ร้อย เดินล้าน” อีกครั้งที่นาตาลีหัวเราะร่วนผสมเรื่องเล่าถึงฉายาเล็กพริกขี้หนูที่ผู้คนในแวดวงแฟชั่นมอบให้เธอ “ด้วยความที่เราตัวเล็ก สูงแค่ 173 เซ็นติเมตร ดังนั้น ฉันจะทำยังไงให้คนจำฉันได้ในมุมมองที่ฉันตัวเล็ก นางแบบบนเวทีมีตั้ง 40 คน ฉันต้องเดินให้ดีที่สุด จนทำให้คนจดจำชื่อ นาตาลี ดูเชียง ตั้งแต่วินาทีนั้นไปจนถึงวันรุ่งขึ้น เขาต้องพูดถึงฉัน ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นได้แค่โนบอดี้ใน 40 หัวที่เดินออกมาจากหลังเวที เราจึงต้องศึกษาวิธีการเดินของนางแบบรุ่นพี่ ทำไมเราถึงยกให้พี่ซินดี้ (สิรินยา เบอร์บริดจ์) เป็นไอดอล ก็เพราะเขาเดินดี ทำไมเขาถึงเดินดี เพราะเขามีอินเนอร์ งั้นเราก็ต้องมีอินเนอร์ ต้องเดินให้มีเอกลักษณ์ของตัวเอง โฟกัสของเราคือ ฉันจะสวยที่สุดในแบบที่ฉันเป็น ถึงฉันจะเป็นนางแบบร่างเล็ก แต่ฉันเดินสวย ฉันจะทำ ให้เสื้อผ้าของดีไซเนอร์ขายได้มากกว่าคนที่สูงแต่เดินไม่สวยให้ได้”

ในขณะที่กำลังเล่าเรื่องอย่างออกรส นาตาลีก็หยิบสมาร์ทโฟนมาเลื่อนหาบางสิ่งบางอย่างให้เราดู “มีจุดที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้ตัวเองอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้น หนูเดินแบบให้แบรนด์ Tutti เขาก็ถามเราตอนไป ฟิตติ้งว่า สามารถสวมรองเท้าบัลเลต์แล้วเดินพอยท์เท้าได้ไหม เราก็บอกว่า ได้ค่ะ เขาก็ยังถามย้ำว่า เดินได้จริงเหรอ ทั้งไปและกลับเลยนะ เราก็ยังยืนยันคำเดิมว่าได้สิ” ว่าพลางเปิดคลิปวิดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ที่เธอเดินพอยท์เท้าในท่วงทีของบัลเลรีน่าผู้สวมชุดแฟชั่นกรุยกราย เรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้หนาหู “ถือเป็นจุดเปิดตัวของคุณนาตาลีนักบัลเลต์ เพราะไม่มีใครรู้มาก่อนว่าหนูเต้นได้ จากนั้นเวลามีงานเดินแบบที่ต้องการการแสดง เช่น เดินๆ ไปแล้วต้องเต้นระบำสแปนิช คนก็จะนึกถึงนาตาลี ดูเชียง”

 

เหตุผลที่นาตาลีสามารถเต้นบัลเลต์ได้ เพราะเธอเคยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักบัลเลต์ จึงสมัครเข้าเรียนที่ Elmhurst School for Dance เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เมื่อครั้งอายุ 15 ปี แต่เรียนอยู่ได้แค่ 1 ปีกับอีก 1 เทอม เธอก็ เริ่มมองเห็นอนาคตรำไรว่าไม่น่าจะเอาดีทางนี้ได้แน่นอน 
“การเป็นนักเต้นที่ดีต้องมีความรักและทุ่มเทมาก ต้องซ้อมหนักวันละ 7-8 ชั่วโมง คุณครูก็เข้มงวดมาก ทั้งดุ ทั้งด่า ใช้วิธีการสอนแบบกดดันเพื่อ ให้นักเรียนแข็งแกร่ง ซึ่งวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับหนู ทำให้ปีแรกสอบได้ที่โหล่ เป็นคนเดียวที่ได้เกรด D เลยคิดว่าตัวเองคงไม่เก่งพอ งั้นขอเสียเวลาแค่ปีเดียวแล้วกัน”

จากนั้น นาตาลีจึงลัดฟ้าไปเรียนต่อจนจบ ไฮสคูลที่เมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย และค้นหาตัวเองจนพบว่ามีความชอบด้านศิลปะและ การแต่งกาย จึงควรศึกษาต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ เธอบินกลับไปเรียนคอร์สเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยที่ประเทศอังกฤษอีก 1 ปี จนจบ Foundation Course ที่นี่เองที่นาตาลีได้เรียนรู้ศาสตร์เบื้องต้นในการออกแบบหลากแขนง ทั้งจิวเวลรี การทำแพตเทิร์น ออกแบบเสื้อผ้าสตรี ฯลฯ จึงยิ่งตอกย้ำความมั่นใจว่า เธอรักและหลงใหลแฟชั่นจริงๆ

หลังจากที่นาตาลีเลือกมหาวิทยาลัยที่จะศึกษาต่อ และสอบเข้าเป็นที่เรียบร้อย เธอก็บินกลับมาเตรียมตัวยังเมืองไทย เพียงเพื่อจะพบว่า คุณพ่อประสบปัญหาทางธุรกิจ จนไม่สามารถส่งเสียเธอได้อีกต่อไป ซ้ำร้าย นาตาลียังต้องสวมบทบาทหัวหน้าครอบครัวแบบไม่ทันตั้งตัว หน้าที่ของอดีตว่าที่นักเรียนแฟชั่นคนนี้ จึงเป็นการรีบ หางานอะไรทำก็ได้ให้เร็วที่สุด เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องพ่อแม่และน้องชายวัยกำลังเรียนอีก 2 คน
“ตอนนั้นหนูอายุแค่ 19 ปี สิ่งที่เจอมันหนักมาก ค่อนข้างดาร์ก งง อึ้ง ได้แต่ร้องไห้” แต่โชคชะตาก็ไม่ทำร้ายเธอจนเกินไป เมื่อมีโมเดลลิ่งสนใจทาบทามเธอเป็นนางแบบในสังกัด ด้วยความที่ในตอนนั้นเธอไม่มีแม้แต่เงินค่าแท็กซี่ในการเดินทาง นาตาลีจึงอาศัยลูกล่อลูกชนในการทำสัญญาพิเศษขอรับเงินเดือน 15,000 บาทกับทางโมเดลลิ่ง และอาศัยเงินจำนวนนี้ดูแลสมาชิกทั้ง 5 คนในครอบครัว ระหว่างนั้นเธอก็ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยกับการตระเวนไปแคสต์งานอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปีเต็ม ก่อนที่จะได้เดินแบบ ถ่ายแบบ ค่อยๆ สร้างความน่าเชื่อถือและบ่มเพาะฝีมือในฐานะนางแบบ รุ่นใหม่ที่เฉิดฉายบนรันเวย์ได้อย่างสง่างาม
“ด้วยความที่ใครๆ ก็บอกว่าเราตัวเตี้ยมาก แต่ตัวเองกลับมั่นใจเพราะมีพื้นฐานการเต้น ฉันก็ต้องทำได้สิ ไม่เห็นจะยากเลย เดินไป เดินกลับ ง่ายจะตาย ซึ่งพอได้ลองทำหนึ่งงาน ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น แต่สิ่งที่หนูจะต้องทำมากไปกว่านั้นคือ พยายามตีสนิททุกคน เมคเฟรนด์ให้เร็วที่สุดภายในหนึ่งปี การบ้านของเราเวลาทำงาน คือ ทำยังไงก็ได้ให้เขาเลือกเรา นึกถึงเรา”


 
ดูเหมือนว่าจุดเริ่มต้นในอาชีพนางแบบของนาตาลี ที่เกิดขึ้นเพราะความจำเป็น ความบังเอิญ จะเข้าทางกับความถนัดของเธอ กลายเป็นความสนุกขึ้นเรื่อยๆ จนเรานึกสงสัยว่าวงการนางแบบ เต็มไปด้วยการแข่งขันดุเดือด มีการขัดแข้งขัดขากัน อย่างที่เรา เคยรับรู้ผ่านเนื้อหาในหนังในละครรึเปล่า
“ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย หนูรู้สึกว่าเป็นวงการที่รักกันมากด้วยซ้ำ ทุกคนอยากให้งานออกมาดีที่สุด โชว์หนึ่งโชว์ก็เหมือนการแสดงชนิดหนึ่ง การขายเสื้อผ้า ก็คือ อิมเมจของแบรนด์ หน้าที่ของนางแบบ คือช่วยดีไซเนอร์ขายของ เลยรู้สึกว่าเวลานางแบบมองหน้ากัน มันมีการช่วยเหลือกันเกิดขึ้น” 

แต่ถึงจะรักมากแค่ไหน นาตาลีก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ว่าอาชีพนางแบบมีวันหมดอายุ และเพราะพื้นฐานของการ มองโลกในแง่จริงมาโดยตลอด ทำให้สิ่งที่นาตาลียึดมั่นเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนในทุกวันนี้คือ ใช้ชีวิตติดดินเหมือนเดิม ไม่โหยหา การครอบครองแบรนด์เนม รีบซื้อบ้านเป็นของตัวเองเพื่อเป็นสินทรัพย์ประกันความมั่นคง (ซึ่งเธอเพิ่งทำสำเร็จไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา) และการสร้างธุรกิจเป็นของตนเองก็ถือเป็นอีกหนึ่งการสร้างรากฐานชีวิตที่ดีเช่นกัน แบรนด์แซสซี่จึงไม่ได้เกิดขึ้นมาแค่เพราะการนึกสนุกของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง 
“หนูสร้างแซสซี่ขึ้นมา เพื่อที่จะดูแลครอบครัว โดยที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเหนื่อยคูณสอง และเพราะแบรนด์นี้เองที่กลายเป็นหลักประกันให้หนูสามารถกู้เงินธนาคารมาซื้อบ้านได้ ตอนนี้หนูกลายเป็นคนกลัวคำว่าจนไปแล้ว และจะไม่กลับไปจนอีกเด็ดขาด ดังนั้น หนูต้องหาวิธีทำยังไงก็ได้ให้ชีวิตตัวเองมีแต่ขาขึ้นอย่างเดียว ไม่มีลงอีกต่อไป” 
แววตาขี้เล่น เสียงหัวเราะสนุกสนานเมื่อตอนเริ่มต้นการพูดคุย แปรเปลี่ยนเป็นออร่าแห่งความมุ่งมั่นจริงจัง ที่เปล่งประกายออกมาจากตัวของนาตาลี ดูเชียง และเราเองก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งความตั้งใจดีนั้นเข้าอย่างจัง


เรื่องและภาพ ทีม บก.ลิปส์
ขอขอบคุณ โรงแรม เคป ดารา รีสอร์ท พัทย
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
THE Real Page-Turner
ทศวรรษที่ผ่านมา นอกจาก น่าน หงษ์วิวัฒน์ ทายาทของสำนักพิมพ์เก่าแก่ภายใต้ชื่อ แสงแดด จะเข้ามาสานต่องานที่รุ่นพ่อแม่ได้สร้างไว้ ในอีกด้านเขายังมีหน้าที่ปรับธุรกิจให้เข้ากับวิถีการเสพข้อมูลของคนยุคใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ต้องอาศัย พลังใจเป็นเครื่องพิสูจน์  
People
Live A Beautiful Life
กว่า 10 ปี ในวงการบันเทิง แต้ว - ณฐพร เตมีรักษ์ ผ่านงานละครเกือบ 20 เรื่อง งานโฆษณา งานมิวสิกวีดีโออีกไม่น้อย ล่าสุดสู่บทบาทแบรนด์แอมบาสเดอร์สกินแคร์ชื่อดังอย่าง Shiseido Thailand เรียกได้ว่างานก็ Lucky in Game ส่วนความรักก็ Lucky in Love แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มีที่มาจากตัวตนที่ชัดเจนของเธอนั่นเอง  
People
Wind Beneath His Wings Noon Siraphun
ไม่เพียงเป็นนักแสดงมากฝีมือเท่านั้น "นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา" ยังสนุกกับอีกหลายบทบาท ทั้งเจ้าของร้านอาหารสุขภาพ จนต่อยอดมาเป็นธุรกิจสลัดและน้ำผักผลไม้เดลิเวอรี่ และในฐานะภรรยาของ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร เธอยังช่วยสามีบริหารธุรกิจ Eco-Friendly จนไปได้สวย ส่วนงานแสดงล่าสุดก็ซีรีส์ไตรภาคเรื่อง \'เชือกวิเศษ\' กับบทบาทที่น่าจะแสดงให้เห็นถึงอีกขั้นพัฒนาการด้านการแสดงของเธอ