1 / 2

Becoming a Father : M_Apinan

อาจพูดได้ว่าจะมีบทบาทใดในชีวิตที่ทำเอานักแสดงชายฝีมือดีคนนี้ตื่นเต้นและยินดีที่สุดได้เท่ากับบทบาทของความเป็นพ่อ เปล่าเลย เราไม่ได้กำลังพูดถึงละครเรื่องไหนของเขา แต่ที่กล่าวนั่นหมายถึงในชีวิตจริงวันนี้ เอ็ม-อภินันท์ ประเสริฐวัฒนกุล คือคุณพ่อของสาวน้อยฝาแฝดวัย 8 เดือน ผู้ที่ทำให้เขาเข้าใจในคำว่าพ่อมากขึ้น ทั้งในฐานะที่เคยเป็นลูกมาก่อน หรือจะในการรับบทเป็นพ่อในโลกของการแสดงก็ตาม 

"ผมรู้สึกเลยว่าเข้าถึงบทพ่อได้มากขึ้น Emotional มาก ดูละครที่เกี่ยวกับพ่อลูก เดี๋ยวก็ร้องไห้ อะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ) ลูกทำให้ข้างในของผมอ่อนโยนขึ้น" คุณพ่อลูกอ่อนยิ้มกว้าง ขณะอุ้มแฝดคนพี่ไว้ที่ตัก

"พี่เอ็มเป็นแฟมิลี่แมนมากค่ะ เขาดูแลครอบครัว และพยายามช่วยดูแลลูกเท่าที่จะทำได้" ภรรยาคนสวย มิลค์-บุสกร ธรรมาวุธ เข้าร่วมวงสนทนา แล้วกล่าวถึงคู่ชีวิตที่เป็นทั้งสามีที่ดีและเป็นพ่อที่น่ารัก

การมาถึงของฝาแฝด ฌารีณและฌานา ไม่เคยเป็นที่คาดคิดของคู่รักคู่นี้มาก่อน เพราะจากที่วางแผนกันไว้ว่าจะมีลูกสักคน หลังจากใช้ชีวิตตามประสาคนรักอย่างเต็มที่แล้วสักหนึ่งปี สุดท้ายก็กลายเป็นว่าสมาชิกใหม่ของบ้านเดินทางมาถึงช้ากว่านั้น แต่เมื่อถึงคราวจะมาที ก็เลือกที่จะมาพร้อมกันเป็นคู่

"งงเลยครับ" คุณพ่อพูดกลั้วหัวเราะ และคุณแม่เองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากนั้น "คือเราตั้งใจว่าหลังจากแต่งงานจะไปเที่ยวกันก่อน แล้วพอถึงเวลาที่รู้สึกว่าพร้อมแล้วล่ะ เราก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แต่รอเป็นปีกว่าลูกก็ยังไม่มา จนไปปรึกษาคุณหมอนั่นล่ะครับ" 

"ตอนที่รู้ว่าท้องแล้วล่ะ มิลค์ดีใจมากค่ะ พออายุครรภ์ได้ 3 เดือน ก็รีบไปฝากท้อง หมอก็ทำการอัลตราซาวด์ แล้วผลปรากฏว่าในท้องมีเด็กอยู่ 2 คน" ความตกใจในวันนั้น กลายเป็นยิ้มของผู้เป็นแม่ในวันที่กำลังนั่งคุยกันอยู่นี้

"วันนั้นผมก็ไปด้วย ตั้งใจว่าอยากไปดูว่าลูกอยู่ดีไหม ติดดีไหม เพราะ 3 เดือนแรกเป็นช่วงที่ต้องระวัง แต่พอฉายภาพขึ้นมา ปึ้ง! มีเม็ดถั่วเขียวสองเม็ดอยู่ในท้องเขา มาได้ยังไงเนี่ย (หัวเราะ) จนสืบไปสืบมาถึงรู้ว่าผมมีเชื้อแฝดจากฝั่งคุณแม่ แต่ก็เป็นเจเนอเรชั่นก่อนหน้านานมากแล้ว ก็เลยนำมาสู่ความวุ่นวายเล็กน้อยในการเตรียมตัว เพราะเขาเป็นแฝดเหมือนที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ต้องดูแลมากกว่าครรภ์ปกติที่เป็นเด็กคนเดียว หรือแม้แต่แฝดจากไข่คนละใบ" 

คุณแม่อธิบายเพิ่มเติมว่า "แม่ที่มีลูกเดี่ยว จะอัลตราซาวด์ตอนอายุครรภ์ 4 เดือน กับ 7 เดือน แต่ของท้องลูกแฝดต้องไปทุกเดือนค่ะ เพื่อดูการเติบโตของเขาสองคนว่าเท่ากันไหม ฉะนั้นเราก็ต้องดูแล บำรุง ทานอาหารเพื่อให้เขาสองคนโตที่สุดเท่าที่จะโตได้ ถ้าอุ้มท้องลูกคนเดียว แม่ทานอะไรเข้าไป สารอาหารก็ไปที่เขาคนเดียว แต่ลูกแฝดเขาต้องแบ่งกัน เราทานอะไรเข้าไป ก็ต้องให้เขาได้เท่าๆ กัน แต่เรื่องนี้ก็ยังเหนือการควบคุมอยู่ดี และต้องทำอย่างไรก็ได้ให้น้ำหนักแรกเกิดของเขาทั้งคู่เกิน 2,000 กรัม จึงจะปลอดภัยและดีต่อเด็ก"

"การมีลูกแฝดยังเสี่ยงกับการคลอดก่อนกำหนดด้วยนะครับ" การไปพบแพทย์พร้อมกับภรรยาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้หนุ่มเอ็มมีข้อมูลลูกแฝดอยู่เต็มกระเป๋า "คือท้องทั่วไปก็ประมาณ 40 สัปดาห์ แต่ลูกแฝดนี่เกิน 35 สัปดาห์ก็ดีแล้ว ระหว่างนั้นเราจึงระวังกันมาตลอด และในที่สุดเขาก็อยู่ในท้องแม่ได้ถึง 37 สัปดาห์ 

…ช่วงที่ใกล้คลอด คุณหมอบอกว่า 37 สัปดาห์แล้วนะ ให้เตรียมตัวได้แล้ว พอเข้าเดือนกันยายน ผมไม่รับงานเลย เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะคลอดเมื่อไร แต่กำหนดที่เราวางไว้ก็คือวันที่ 9 กันยายน แล้วเขาก็มาตรงเวลาจริงๆ"

บรรยากาศและความรู้สึกในห้องผ่าคลอดเมื่อกันยายนปีที่ผ่านมา ยังเป็นภาพที่เอ็ม อภินันท์จำได้แม่น เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห้องนั้นเพื่ออยู่ข้างๆ ภรรยาที่รัก และเพื่อรอต้อนรับเด็กน้อยสองคนที่จะมาสร้างโลกใบใหม่ให้แก่เขา

"ก่อนจะถึงเวลาผ่าคลอดประมาณชั่วโมงกว่า พยาบาลพาคุณแม่ไปอยู่อีกห้องหนึ่งเพื่อบล็อกหลัง แล้วผมก็ต้องไปอยู่อีกห้องเพื่อเปลี่ยนชุดปลอดเชื้อ แล้วต้องรอเป็นชั่วโมงกว่าเลย จนใกล้จะถึงฤกษ์อีกประมาณ 10 นาที พยาบาลก็มาตามเข้าไปในห้องผ่าคลอด สิ่งที่ผมเห็นคือ มิลค์นอนอยู่บนเตียง มีพยาบาลรุมอยู่ที่ท้องเขา 4 คน มีหมอยืนอยู่ตรงหัวเขา 1 คน แล้วก็มีคนเดินไปเดินมาอีก 4-5 คน ผมก็เฮ้ย! อะไรกันเนี่ย! พยาบาลเขาก็บอก เชิญคุณพ่อนั่งใกล้ๆ คุณแม่เลยค่ะ แล้วผมก็ต้องนั่งอยู่ตรงนั้นนะ ห้ามลุกเดิน ผมก็ได้แต่จับมือมิลค์ไว้ 

…สักพัก หมอก็บอกว่าเดี๋ยวคุณแม่จะรู้สึกหน่วงๆ ที่ท้องหน่อยนะ จะหายใจไม่ค่อยออก เพราะว่าหมอต้องดันเด็กออกมา พอหมอพูดจบ ผมก็ได้ยินเสียงร้องแว้ขึ้นมาเลย ผมเห็นหมออุ้มเด็กตัวเหี่ยวๆ ออกมา ส่งให้พยาบาล แล้วพยาบาลก็เอาวางบนกระบะ เช็ดตัวๆ ผมก็ถ่ายรูปลูก แล้วถ่ายกับแม่ เอ้า! อีกคนร้องแว้ออกมาแล้ว ผมก็ถ่ายรูปๆ ทุกอย่างเร็วมาก" คุณพ่อเล่าอย่างรัวเร็ว ให้เท่ากับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องผ่าคลอดนั้น
"หลังจากนั้น คุณแม่ก็ถูกพาไปพักผ่อนอีกห้อง พยาบาลก็พาลูกไป ส่วนผมต้องรีบออกจากห้องคลอด ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความเร็วสูง เพื่อที่จะตามลูกไปที่ห้องที่เป็นเนอร์สเซอรี่ คือไม่อยากให้ลูกคลาดสายตาเลย รอให้พยาบาลเช็ดเนื้อเช็ดตัวลูกให้สะอาด ประมาณ
10-15 นาที ผมถึงเข้าไปดูลูกข้างใน

…วันนั้นผมได้เห็นเด็กน้อยสองคนนอนอยู่ในกระบะเด็ก ผมมองเขาแล้วรู้สึก อืม นี่ลูกเรานะ ผมยืนอยู่ระหว่างกระบะของเขาสองคน เห็นเขาร้องไห้ ผมก็พูดกับเขาทั้งคู่ว่าไม่ต้องร้องนะ ไม่ต้องตกใจ พ่ออยู่ตรงนี้ ผมชอบคุยกับเขาตั้งแต่เขาอยู่ในท้องแล้ว และเขาคงจำเสียงผมได้ แล้วพอผมพูดอย่างนั้น เขาก็เบาเสียงลง

…ตอนนั้นล่ะที่ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นพ่อมากๆ เขาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นเด็กตัวน้อยสองคนที่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่นอนร้องไห้ แต่เรานี่แหละที่เป็นทุกอย่างของเขา เพราะฉะนั้นเราต้องทำทุกวิถีทาง ทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดี และเราเองก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย แล้วตอนที่เข้าไปในห้องนั้นนะ โห! ลูกเราน่ารักที่สุดในโลก (หัวเราะ)"

ฌารีณลืมตาดูโลกก่อนหน้าฌานาเพียงไม่กี่วินาที ด้วยน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์สมบูรณ์ทั้งคู่ ชื่อของสองสาวที่พ่อแม่ตั้งไว้ให้ล่วงหน้าก็ช่างฟังเพราะ ที่เรียกขานได้ง่ายทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 
จะว่าไป เอ็ม อภินันท์ อาจมีภาพจำจากจอโทรทัศน์ว่ามักเล่นเป็นตัวร้าย หรือไม่ก็สวมบทเพลย์บอย แต่ในชีวิตจริง หรือในความเป็นพ่อ เขาจัดอยู่ในขั้วตรงข้าม หญิงสาวคนข้างกายบอกว่าเขาเป็นพ่อที่รักลูกมาก และพยายามจะช่วยคุณแม่ดูแลลูกทุกอย่างเท่าที่คนเป็นพ่อจะช่วยได้ 

"พี่เอ็มอยากจะทำทุกอย่างจริงๆ ค่ะ ทั้งล้างก้นลูก อุ้มกล่อมนอน เขาแทบไม่อยากจะวางลูกเลย ติดลูกมากๆ" 

ผู้ถูกพาดพิงถึงไม่ขอแก้ข่าวแต่อย่างใด กลับกลายเป็นยอมรับโดยดุษฎี "ใช่ ผมติดลูกมาก เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจเลยนะ ว่าทำไมคนที่มีลูกแล้วถึงคุยแต่เรื่องลูกตลอดเวลา แต่พอมีลูกเองแล้ว ผมนี่แหละที่คุยแต่เรื่องลูกทั้งวัน บางวันเราสองคนเหนื่อยมากเลยกับการเลี้ยงลูก ก็ขอออกไปข้างนอกกันบ้าง ให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง แต่พอเราออกไปข้างนอก เราก็คุยกันเรื่องลูกอีกนั่นล่ะ คงเพราะเขาสองคนอยู่ในทุกๆ วินาทีของห้วงความคิดของเราตลอดเวลา

…ผมไปทำงาน ผมก็รู้สึกคิดถึงเขา อยากจะเห็นพัฒนาการเขาทุกวัน ผมติดกล้องไว้ที่บ้านเลย ออกไปทำงานก็ยังเห็นเขาผ่านโทรศัพท์ได้ แล้วพอผมกลับถึงบ้าน เขาแสดงออกเลยว่าดีใจมาก ถ้าผมอุ้มคนหนึ่ง อีกคนก็ต้องให้อุ้มด้วย แต่เราจะเลี้ยงลูกอย่างเท่าเทียมกันทั้งคู่ จะไม่ทำให้คนไหนรู้สึกว่าเขาได้รับความรักจากพ่อแม่น้อยกว่า

…ผมยกตัวอย่าง เช่นถ้าเราป้อนข้าว แล้วคนหนึ่งอิ่มก่อน พี่เลี้ยงพูดว่า โอ้โห! ฌานากินหมดแล้ว อย่างนี้ห้ามพูด หรือเปรียบเทียบเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ได้นะ วันนี้เขาอาจจะยังไม่รู้เรื่อง แต่เราก็ต้องเริ่มตอนนี้เลย เพื่อไม่ให้มีการเปรียบเทียบเกิดขึ้นเมื่อเขาโตพอที่จะรู้เรื่องแล้ว"

บทบาทของพ่อและแม่ที่เพิ่มเข้ามาและบ้านที่ขยายใหญ่ขึ้น ใช่ว่าจะเป็นเหตุให้คู่ชีวิตต้องลดทอนความสำคัญระหว่างกันและกันลง ชายหญิงคู่นี้มองตรงกันว่าครอบครัวจะสมบูรณ์ได้ ทุกความสัมพันธ์ภายในบ้านยิ่งต้องคงความแข็งแรงและแน่นแฟ้นเข้าไว้
"เราคุยกันตั้งแต่แต่งงานแล้วค่ะ ว่าถ้าวันหนึ่งเรามีลูก อย่างไรเราก็ต้องมีเวลาร่วมกันสองคน เพราะอย่าลืมว่าเราก็ยังเป็นคนรักกันอยู่ ไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่อย่างเดียว" 

"ผมมองอย่างนั้นนะ" ฝ่ายชายสนับสนุน "การมีลูกแล้วไม่ใช่ว่าเราจะลืมความสัมพันธ์ของการเป็นคู่รักไปเลย เราจึงมีพี่เลี้ยง หรือให้คุณย่าคุณยายได้เลี้ยงหลานบ้าง แล้วเราสองคนก็ออกไปมีเวลาส่วนตัวของเราบ้าง เพราะครอบครัวจะแข็งแรงสมบูรณ์ได้ ต้องแข็งแรงในทุกด้านครับ เราต้องเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก แล้วเราก็ต้องเป็นคู่ชีวิตที่ดีของกันและกันด้วย" 

ในเรื่องของการแสดง ผู้ชมอาจเป็นผู้ตัดสิน แต่บทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการเป็นทั้งคู่ชีวิตและเป็นทั้งพ่อของอีกสองชีวิต ภายในครอบครัวเดียวกันเท่านั้นจึงจะตัดสินได้ ซึ่งที่ผ่านมา ผลคำตอบออกมาเป็นอย่างไร ย้อนกลับไปอ่านที่คู่รักของเขากล่าวไว้ในข้างต้น ผู้ชมก็คงพอจะได้รู้.
อาจพูดได้ว่าจะมีบทบาทใดในชีวิตที่ทำเอานักแสดงชายฝีมือดีคนนี้ตื่นเต้นและยินดีที่สุดได้เท่ากับบทบาทของความเป็นพ่อ เปล่าเลย เราไม่ได้กำลังพูดถึงละครเรื่องไหนของเขา แต่ที่กล่าวนั่นหมายถึงในชีวิตจริงวันนี้ เอ็ม-อภินันท์ ประเสริฐวัฒนกุล คือคุณพ่อของสาวน้อยฝาแฝดวัย 8 เดือน ผู้ที่ทำให้เขาเข้าใจในคำว่าพ่อมากขึ้น ทั้งในฐานะที่เคยเป็นลูกมาก่อน หรือจะในการรับบทเป็นพ่อในโลกของการแสดงก็ตาม 

"ผมรู้สึกเลยว่าเข้าถึงบทพ่อได้มากขึ้น Emotional มาก ดูละครที่เกี่ยวกับพ่อลูก เดี๋ยวก็ร้องไห้ อะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ) ลูกทำให้ข้างในของผมอ่อนโยนขึ้น" คุณพ่อลูกอ่อนยิ้มกว้าง ขณะอุ้มแฝดคนพี่ไว้ที่ตัก

"พี่เอ็มเป็นแฟมิลี่แมนมากค่ะ เขาดูแลครอบครัว และพยายามช่วยดูแลลูกเท่าที่จะทำได้" ภรรยาคนสวย มิลค์-บุสกร ธรรมาวุธ เข้าร่วมวงสนทนา แล้วกล่าวถึงคู่ชีวิตที่เป็นทั้งสามีที่ดีและเป็นพ่อที่น่ารัก

การมาถึงของฝาแฝด ฌารีณและฌานา ไม่เคยเป็นที่คาดคิดของคู่รักคู่นี้มาก่อน เพราะจากที่วางแผนกันไว้ว่าจะมีลูกสักคน หลังจากใช้ชีวิตตามประสาคนรักอย่างเต็มที่แล้วสักหนึ่งปี สุดท้ายก็กลายเป็นว่าสมาชิกใหม่ของบ้านเดินทางมาถึงช้ากว่านั้น แต่เมื่อถึงคราวจะมาที ก็เลือกที่จะมาพร้อมกันเป็นคู่

"งงเลยครับ" คุณพ่อพูดกลั้วหัวเราะ และคุณแม่เองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากนั้น "คือเราตั้งใจว่าหลังจากแต่งงานจะไปเที่ยวกันก่อน แล้วพอถึงเวลาที่รู้สึกว่าพร้อมแล้วล่ะ เราก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แต่รอเป็นปีกว่าลูกก็ยังไม่มา จนไปปรึกษาคุณหมอนั่นล่ะครับ" 

"ตอนที่รู้ว่าท้องแล้วล่ะ มิลค์ดีใจมากค่ะ พออายุครรภ์ได้ 3 เดือน ก็รีบไปฝากท้อง หมอก็ทำการอัลตราซาวด์ แล้วผลปรากฏว่าในท้องมีเด็กอยู่ 2 คน" ความตกใจในวันนั้น กลายเป็นยิ้มของผู้เป็นแม่ในวันที่กำลังนั่งคุยกันอยู่นี้

"วันนั้นผมก็ไปด้วย ตั้งใจว่าอยากไปดูว่าลูกอยู่ดีไหม ติดดีไหม เพราะ 3 เดือนแรกเป็นช่วงที่ต้องระวัง แต่พอฉายภาพขึ้นมา ปึ้ง! มีเม็ดถั่วเขียวสองเม็ดอยู่ในท้องเขา มาได้ยังไงเนี่ย (หัวเราะ) จนสืบไปสืบมาถึงรู้ว่าผมมีเชื้อแฝดจากฝั่งคุณแม่ แต่ก็เป็นเจเนอเรชั่นก่อนหน้านานมากแล้ว ก็เลยนำมาสู่ความวุ่นวายเล็กน้อยในการเตรียมตัว เพราะเขาเป็นแฝดเหมือนที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ต้องดูแลมากกว่าครรภ์ปกติที่เป็นเด็กคนเดียว หรือแม้แต่แฝดจากไข่คนละใบ" 

คุณแม่อธิบายเพิ่มเติมว่า "แม่ที่มีลูกเดี่ยว จะอัลตราซาวด์ตอนอายุครรภ์ 4 เดือน กับ 7 เดือน แต่ของท้องลูกแฝดต้องไปทุกเดือนค่ะ เพื่อดูการเติบโตของเขาสองคนว่าเท่ากันไหม ฉะนั้นเราก็ต้องดูแล บำรุง ทานอาหารเพื่อให้เขาสองคนโตที่สุดเท่าที่จะโตได้ ถ้าอุ้มท้องลูกคนเดียว แม่ทานอะไรเข้าไป สารอาหารก็ไปที่เขาคนเดียว แต่ลูกแฝดเขาต้องแบ่งกัน เราทานอะไรเข้าไป ก็ต้องให้เขาได้เท่าๆ กัน แต่เรื่องนี้ก็ยังเหนือการควบคุมอยู่ดี และต้องทำอย่างไรก็ได้ให้น้ำหนักแรกเกิดของเขาทั้งคู่เกิน 2,000 กรัม จึงจะปลอดภัยและดีต่อเด็ก"

"การมีลูกแฝดยังเสี่ยงกับการคลอดก่อนกำหนดด้วยนะครับ" การไปพบแพทย์พร้อมกับภรรยาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้หนุ่มเอ็มมีข้อมูลลูกแฝดอยู่เต็มกระเป๋า "คือท้องทั่วไปก็ประมาณ 40 สัปดาห์ แต่ลูกแฝดนี่เกิน 35 สัปดาห์ก็ดีแล้ว ระหว่างนั้นเราจึงระวังกันมาตลอด และในที่สุดเขาก็อยู่ในท้องแม่ได้ถึง 37 สัปดาห์ 

…ช่วงที่ใกล้คลอด คุณหมอบอกว่า 37 สัปดาห์แล้วนะ ให้เตรียมตัวได้แล้ว พอเข้าเดือนกันยายน ผมไม่รับงานเลย เพราะเราไม่รู้ว่าเขาจะคลอดเมื่อไร แต่กำหนดที่เราวางไว้ก็คือวันที่ 9 กันยายน แล้วเขาก็มาตรงเวลาจริงๆ"

บรรยากาศและความรู้สึกในห้องผ่าคลอดเมื่อกันยายนปีที่ผ่านมา ยังเป็นภาพที่เอ็ม อภินันท์จำได้แม่น เขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห้องนั้นเพื่ออยู่ข้างๆ ภรรยาที่รัก และเพื่อรอต้อนรับเด็กน้อยสองคนที่จะมาสร้างโลกใบใหม่ให้แก่เขา

"ก่อนจะถึงเวลาผ่าคลอดประมาณชั่วโมงกว่า พยาบาลพาคุณแม่ไปอยู่อีกห้องหนึ่งเพื่อบล็อกหลัง แล้วผมก็ต้องไปอยู่อีกห้องเพื่อเปลี่ยนชุดปลอดเชื้อ แล้วต้องรอเป็นชั่วโมงกว่าเลย จนใกล้จะถึงฤกษ์อีกประมาณ 10 นาที พยาบาลก็มาตามเข้าไปในห้องผ่าคลอด สิ่งที่ผมเห็นคือ มิลค์นอนอยู่บนเตียง มีพยาบาลรุมอยู่ที่ท้องเขา 4 คน มีหมอยืนอยู่ตรงหัวเขา 1 คน แล้วก็มีคนเดินไปเดินมาอีก 4-5 คน ผมก็เฮ้ย! อะไรกันเนี่ย! พยาบาลเขาก็บอก เชิญคุณพ่อนั่งใกล้ๆ คุณแม่เลยค่ะ แล้วผมก็ต้องนั่งอยู่ตรงนั้นนะ ห้ามลุกเดิน ผมก็ได้แต่จับมือมิลค์ไว้ 

…สักพัก หมอก็บอกว่าเดี๋ยวคุณแม่จะรู้สึกหน่วงๆ ที่ท้องหน่อยนะ จะหายใจไม่ค่อยออก เพราะว่าหมอต้องดันเด็กออกมา พอหมอพูดจบ ผมก็ได้ยินเสียงร้องแว้ขึ้นมาเลย ผมเห็นหมออุ้มเด็กตัวเหี่ยวๆ ออกมา ส่งให้พยาบาล แล้วพยาบาลก็เอาวางบนกระบะ เช็ดตัวๆ ผมก็ถ่ายรูปลูก แล้วถ่ายกับแม่ เอ้า! อีกคนร้องแว้ออกมาแล้ว ผมก็ถ่ายรูปๆ ทุกอย่างเร็วมาก" คุณพ่อเล่าอย่างรัวเร็ว ให้เท่ากับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในห้องผ่าคลอดนั้น
"หลังจากนั้น คุณแม่ก็ถูกพาไปพักผ่อนอีกห้อง พยาบาลก็พาลูกไป ส่วนผมต้องรีบออกจากห้องคลอด ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความเร็วสูง เพื่อที่จะตามลูกไปที่ห้องที่เป็นเนอร์สเซอรี่ คือไม่อยากให้ลูกคลาดสายตาเลย รอให้พยาบาลเช็ดเนื้อเช็ดตัวลูกให้สะอาด ประมาณ
10-15 นาที ผมถึงเข้าไปดูลูกข้างใน

…วันนั้นผมได้เห็นเด็กน้อยสองคนนอนอยู่ในกระบะเด็ก ผมมองเขาแล้วรู้สึก อืม นี่ลูกเรานะ ผมยืนอยู่ระหว่างกระบะของเขาสองคน เห็นเขาร้องไห้ ผมก็พูดกับเขาทั้งคู่ว่าไม่ต้องร้องนะ ไม่ต้องตกใจ พ่ออยู่ตรงนี้ ผมชอบคุยกับเขาตั้งแต่เขาอยู่ในท้องแล้ว และเขาคงจำเสียงผมได้ แล้วพอผมพูดอย่างนั้น เขาก็เบาเสียงลง

…ตอนนั้นล่ะที่ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นพ่อมากๆ เขาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นเด็กตัวน้อยสองคนที่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่นอนร้องไห้ แต่เรานี่แหละที่เป็นทุกอย่างของเขา เพราะฉะนั้นเราต้องทำทุกวิถีทาง ทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีชีวิตที่ดี และเราเองก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย แล้วตอนที่เข้าไปในห้องนั้นนะ โห! ลูกเราน่ารักที่สุดในโลก (หัวเราะ)"

ฌารีณลืมตาดูโลกก่อนหน้าฌานาเพียงไม่กี่วินาที ด้วยน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์สมบูรณ์ทั้งคู่ ชื่อของสองสาวที่พ่อแม่ตั้งไว้ให้ล่วงหน้าก็ช่างฟังเพราะ ที่เรียกขานได้ง่ายทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 
จะว่าไป เอ็ม อภินันท์ อาจมีภาพจำจากจอโทรทัศน์ว่ามักเล่นเป็นตัวร้าย หรือไม่ก็สวมบทเพลย์บอย แต่ในชีวิตจริง หรือในความเป็นพ่อ เขาจัดอยู่ในขั้วตรงข้าม หญิงสาวคนข้างกายบอกว่าเขาเป็นพ่อที่รักลูกมาก และพยายามจะช่วยคุณแม่ดูแลลูกทุกอย่างเท่าที่คนเป็นพ่อจะช่วยได้ 

"พี่เอ็มอยากจะทำทุกอย่างจริงๆ ค่ะ ทั้งล้างก้นลูก อุ้มกล่อมนอน เขาแทบไม่อยากจะวางลูกเลย ติดลูกมากๆ" 

ผู้ถูกพาดพิงถึงไม่ขอแก้ข่าวแต่อย่างใด กลับกลายเป็นยอมรับโดยดุษฎี "ใช่ ผมติดลูกมาก เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจเลยนะ ว่าทำไมคนที่มีลูกแล้วถึงคุยแต่เรื่องลูกตลอดเวลา แต่พอมีลูกเองแล้ว ผมนี่แหละที่คุยแต่เรื่องลูกทั้งวัน บางวันเราสองคนเหนื่อยมากเลยกับการเลี้ยงลูก ก็ขอออกไปข้างนอกกันบ้าง ให้ลูกอยู่กับพี่เลี้ยง แต่พอเราออกไปข้างนอก เราก็คุยกันเรื่องลูกอีกนั่นล่ะ คงเพราะเขาสองคนอยู่ในทุกๆ วินาทีของห้วงความคิดของเราตลอดเวลา

…ผมไปทำงาน ผมก็รู้สึกคิดถึงเขา อยากจะเห็นพัฒนาการเขาทุกวัน ผมติดกล้องไว้ที่บ้านเลย ออกไปทำงานก็ยังเห็นเขาผ่านโทรศัพท์ได้ แล้วพอผมกลับถึงบ้าน เขาแสดงออกเลยว่าดีใจมาก ถ้าผมอุ้มคนหนึ่ง อีกคนก็ต้องให้อุ้มด้วย แต่เราจะเลี้ยงลูกอย่างเท่าเทียมกันทั้งคู่ จะไม่ทำให้คนไหนรู้สึกว่าเขาได้รับความรักจากพ่อแม่น้อยกว่า

…ผมยกตัวอย่าง เช่นถ้าเราป้อนข้าว แล้วคนหนึ่งอิ่มก่อน พี่เลี้ยงพูดว่า โอ้โห! ฌานากินหมดแล้ว อย่างนี้ห้ามพูด หรือเปรียบเทียบเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ได้นะ วันนี้เขาอาจจะยังไม่รู้เรื่อง แต่เราก็ต้องเริ่มตอนนี้เลย เพื่อไม่ให้มีการเปรียบเทียบเกิดขึ้นเมื่อเขาโตพอที่จะรู้เรื่องแล้ว"

บทบาทของพ่อและแม่ที่เพิ่มเข้ามาและบ้านที่ขยายใหญ่ขึ้น ใช่ว่าจะเป็นเหตุให้คู่ชีวิตต้องลดทอนความสำคัญระหว่างกันและกันลง ชายหญิงคู่นี้มองตรงกันว่าครอบครัวจะสมบูรณ์ได้ ทุกความสัมพันธ์ภายในบ้านยิ่งต้องคงความแข็งแรงและแน่นแฟ้นเข้าไว้
"เราคุยกันตั้งแต่แต่งงานแล้วค่ะ ว่าถ้าวันหนึ่งเรามีลูก อย่างไรเราก็ต้องมีเวลาร่วมกันสองคน เพราะอย่าลืมว่าเราก็ยังเป็นคนรักกันอยู่ ไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่อย่างเดียว" 

"ผมมองอย่างนั้นนะ" ฝ่ายชายสนับสนุน "การมีลูกแล้วไม่ใช่ว่าเราจะลืมความสัมพันธ์ของการเป็นคู่รักไปเลย เราจึงมีพี่เลี้ยง หรือให้คุณย่าคุณยายได้เลี้ยงหลานบ้าง แล้วเราสองคนก็ออกไปมีเวลาส่วนตัวของเราบ้าง เพราะครอบครัวจะแข็งแรงสมบูรณ์ได้ ต้องแข็งแรงในทุกด้านครับ เราต้องเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก แล้วเราก็ต้องเป็นคู่ชีวิตที่ดีของกันและกันด้วย" 

ในเรื่องของการแสดง ผู้ชมอาจเป็นผู้ตัดสิน แต่บทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการเป็นทั้งคู่ชีวิตและเป็นทั้งพ่อของอีกสองชีวิต ภายในครอบครัวเดียวกันเท่านั้นจึงจะตัดสินได้ ซึ่งที่ผ่านมา ผลคำตอบออกมาเป็นอย่างไร ย้อนกลับไปอ่านที่คู่รักของเขากล่าวไว้ในข้างต้น ผู้ชมก็คงพอจะได้รู้.
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
LOOKSI.COM The New Fashion Frontier
ด้วยกระแสการบริโภคข้อมูลผ่านโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบัน เป็นที่มา ให้ธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่างเซ็นทรัลกรุ๊ป วางกลยุทธ์เชื่อมต่อการดำเนินธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน และนำไปสู่การผนวกรวมแพลตฟอร์มช้อปปิ้งแฟชั่นออนไลน์อันดับหนึ่งในประเทศไทยอย่าง ZALORA เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อปีที่แล้ว ก่อนเสริมความแข็งแกร่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ภายใ้ต้การบริหารของ เปิ้ล-พรชนก ตันสกุล ประธานเซ็นทรัลกรุ๊ปออนไลน์ จนพร้อม สำหรับเปิดตัวแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ในชื่อใหม่อย่าง LOOKSI.COM ที่มุ่งจะเป็นศูนย์รวมด้านแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย