A Perfect COMBINATION

พิมพ์ชนะ และ พีชนา เอกชัย
PR Director& PR Manager Pimplus PR


นิยามของวลี ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เหมาะกับลูกสาวทั้ง 2 คนของ จีน่า-สนิทพิมพ์ เอกชัย เป็นอย่างยิ่ง ในฐานะคุณแม่ยังสาวที่มีดีกรีพ่วงท้ายหลายสถานะ ไม่ว่าจะเป็น คอลัมนิสต์ ดีไซเนอร์ และเจ้าแม่วงการพีอาร์เมืองไทย สนิทพิมพ์ ได้ปลูกฝังทุกคุณสมบัติในตัวส่งผ่านไปทาง สายเลือดและการเลี้ยงดู ส่งผลให้ เจ็ม-พิมพ์ชนะ ก้าวมากุมบังเหียน พิมพลัส พีอาร์ ​ได้อย่างมืออาชีพในทันทีที่สำเร็จปริญญาโทด้านนี้มาโดยตรง ในขณะที่ เจนิส-พีชนา เอง นอกจากจะเป็นลูกมือคนเก่งของ พี่สาวแล้ว ยังปลุกปั้นแบรนด์เสื้อผ้า PITCHANA ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง สองสาวเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า เพราะมีผู้หญิงทำงานเก่งอย่างคุณแม่เป็นแบบอย่าง พวกเธอจึงโตมา ในแบบที่เทหัวใจให้กับการทำงาน เป็นสำคัญ

ตอนช่วยงานพิมพลัสครั้งแรก คุณทำอะไรบ้าง
เจ็ม : ตอนนั้นเราทั้งคู่ยังเด็กมาก และเป็นช่วงแรกๆ ที่พิมพลัสเริ่มก่อตั้ง จึงมีงานเยอะมาก จำได้ว่าช่วยเอาการ์ดเชิญใส่ซองทีละใบๆ แล้วส่งการ์ดเชิญเหล่านั้นไปให้สื่อมวลชนและแขกเซเลบริตี้ต่างๆ จากนั้น ตอนเรียนก็มาฝึกงานที่พิมพลัสทุกช่วงปิดเทอม งานที่ได้ทำก็เริ่มหลากหลายขึ้น เช่น ช่วยเขียนข่าวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ช่วยทำ PR Strategies ตามที่ได้ เรียนมา
เจนิส : ของเจจะเน้นเกี่ยวกับการช่วยเชิญ แขก เวลาปิดเทอมก็มาทำงานที่ออฟฟิศเหมือน พนักงานคนอื่นๆ เข้างาน 9 โมงเช้า เลิกงาน 6 โมงเย็น พอเรียนจบจึงไม่ได้รู้สึกถึงความ culture shock กับโลกของการทำงานเท่าไร เพราะเราเคยทำมาจนชินแล้ว 

อะไรเป็นอุปสรรคของการเป็นเด็กจบใหม่ แล้วเริ่มงานแรกในฐานะเจ้านาย
เจ็ม : ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรนัก ตอนที่เรียนจบกลับมาใหม่ๆ เจ็มก็ค่อยๆ เรียนรู้จากพี่ๆ ที่ทำงานว่าบรรยากาศในแวดวงพีอาร์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง สื่อเป็นใคร ลูกค้าเป็นใคร ซึ่งเจ็มเอง ได้รับความช่วยเหลือที่ดีจากพี่ๆ มาโดยตลอด เพราะเราเองก็ทำงานกับเขาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว

คุณคิดว่าจุดแข็งของพิมพลัสคืออะไร
เจ็ม : พิมพลัสเป็นเอเจนซี่แรกที่เริ่มเชิญแขกให้กับแบรนด์ ELCA ทั้งหมด หลังจากนั้นเราจึงค่อยๆ สร้างฐานข้อมูลของแขกวีไอพีมาเรื่อยๆ และ tailor-made ตามแบรนด์ต่างๆ เช่น แบรนด์นี้เหมาะกับสาวสวยหวาน เราก็จะมีฐานข้อมูลของแขกแบบนี้ หรือแบรนด์เครื่องสำอางนี้เหมาะกับผู้หญิงลุคแรงๆ เราก็จะคัดเลือกรายชื่อเซเลบริตี้อีกแบบ ซึ่งเราทำแบบนี้ มา 17 ปีแล้ว ฐานข้อมูลของเราจึงค่อนข้างแน่น ส่วนปีนี้เป็นปีที่เรามุ่งเน้นดิจิทัลมีเดียมากกว่าเดิม โดยสัดส่วนระหว่างสื่อดิจิทัลกับสื่อสิ่งพิมพ์ แบ่งเป็น 50/50 เพราะอันที่จริงแล้วสื่อสิ่งพิมพ์ยังมีความสำคัญอยู่มาก เราสามารถนับ media value จากสิ่งพิมพ์ได้เยอะกว่า แต่เพราะสมัยนี้ เวลาลูกค้าจัดงานแล้วต้องการให้ข่าวของเขาขึ้นโชว์เดี๋ยวนั้นเลยทั้งทางอินสตาแกรมหรือ โซเชียลมีเดียต่างๆ เราจึงต้องบาลานซ์ว่าต้อง ลงทั้งพริ้นต์ด้วย และลงออนไลน์ด้วยในสัดส่วน ที่เท่าๆ กัน

ในมุมมองของนักการประชาสัมพันธ์ การทำงานสื่อสารมวลชนยุคนี้มีความยากหรือง่ายอย่างไร
เจ็ม : ไม่ยาก แต่ท้าทาย ว่าเราจะปรับยังไงให้ข่าวของเราออกเร็วขึ้น ซึ่งทีมงานมีส่วนสำคัญ เราต้องช่วยกันทำงานให้เสร็จ ก่อนเวลาที่เราจะต้องส่งข่าว บางทีต้องโพสต์ปุ๊บหลังงานปั๊บ ข่าวจะได้ออกทันเวลา 

 

 
การพีอาร์สำคัญมากน้อยแค่ไหนในแง่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
เจ็ม : พูดถึงพีอาร์ คนอาจจะมองแค่เป็นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ความจริงแล้วครอบคลุมถึงการแบรนดิ้งต่างๆ ทั้ง Brand Awareness และ Branding Message ที่จะสื่อออกไป มันช่วย Shape สิ่งที่อยากจะขาย ถ้าคนไม่รู้ว่าขายอะไร เมสเสจเหล่านั้นก็ไม่สามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ พีอาร์จึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญ 

ในฐานะผู้บริหารรุ่นที่สอง คุณต้องสร้างความแปลกใหม่ให้คนต้องเหลียวมองพิมพลัส เหมือนเมื่อครั้งที่คุณแม่เคยสร้างปรากฏการณ์นั้นไว้อย่างไร
เจ็ม : เนื่องจากคุณแม่สร้างไว้ดีมาก ลูกค้าที่เข้ามาโดยไม่ต้องพิทช์งาน ส่วนมากก็มาเพราะชื่อเสียงของคุณแม่ เราจึงสานต่อด้วยการทำดีให้เท่าคุณแม่ ในความหมายที่ว่าสามารถลงข่าวได้เท่าๆ กัน ดูแลเทคแคร์ลูกค้าในสิ่งที่เขาต้องการได้ เราไม่ได้ล่าช้าในส่วนของเทคโนโลยี ตามยุคสมัยของวงการพีอาร์ เราสามารถทำให้ข่าวต่างๆ ได้ลงสื่อดิจิทัลเยอะมากเลยทีเดียว

เป้าหมายของคุณคืออะไร
เจ็ม : ในระยะสั้นอยากทำให้ดิจิทัลของเราแข็งแรงกว่านี้ ตอนนี้เรารับทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ทำแคมเปญทุกอย่าง เช่น ล่าสุด เรารับทำพีอาร์ให้สมาคมข้าวฯ ทำดิจิทัลแคมเปญโปรโมทให้คนไทยกินข้าวขาว เพราะสมัยนี้คนไทยไม่กินข้าวขาว เนื่องจากกลัวอ้วน ทำให้ข้าวขาวขายได้ไม่ค่อยดีเท่าไร ซึ่งที่จริงแล้วคน ยังไม่ค่อยรู้ว่าข้าวขาวไม่ได้กินแล้วอ้วนอย่างที่คิด ถ้าเรากินใน สัดส่วนที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นต้น ในส่วนของลูกค้าต่างประเทศ พิมพลัสได้ร่วมงานกับยูนิลีเวอร์ต่างประเทศ ซึ่งเขาอยากให้เราลอนช์หลายๆ แคมเปญในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เรา เริ่มอยากขยับขยายทาร์เก็ตของการทำแคมเปญนอกเหนือจากในกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว

 

 
คุณอยากสร้างธุรกิจของตัวเองไหม
เจ็ม : เนื่องจากคุณแม่ทำชุดยูนิฟอร์มให้การบินไทยมาหลายสิบปีแล้ว และตอนนี้เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับเจ็มก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ทำให้เราเริ่มมองธุรกิจรับทำชุดยูนิฟอร์ม ซึ่งมีความต้องการสูง หลายบริษัทอยากแบรนดิ้งชุดให้ พนักงานตัวเอง เจ็มจึงคิดว่าอาจขยายเรื่องโรงงานทำยูนิฟอร์มให้ดีกว่านี้ 
เจนิส : เจเองทำแบรนด์เสื้อผ้าอยู่แล้ว ก็อยากสร้างแบรนด์ตัวเองให้แข็งแรง และก้าวไปสู่ระดับอินเตอร์ให้ได้ เช่นเดียวกับ พิมพลัสที่เราอยากให้โกอินเตอร์เหมือนกัน ในส่วนของแบรนด์ Pitchana เจกำลังจะเริ่มทำแอ็กเซสซอรี่ สปอร์ตแวร์ และสวิม แวร์ เพราะเริ่มมีไอเดียที่อยากทำแล้ว คิดว่าภายในปีนี้ต้องเริ่มลงมือ เพราะเทรนด์ออกกำลังกายกำลังมา และเราเองก็มีทุกอย่างอยู่ในหัวอยู่แล้ว

ในส่วนของการทำงาน คุณแม่ปลูกฝังอะไรให้กับพวกคุณ บ้าง
เจ็ม : แม่สอนเสมอว่าเวลาทำอะไร ทำให้ถูกต้อง ช้าได้แต่ ต้องละเอียดจะได้ทำครั้งเดียว ซึ่งเจ็มทำตามเสมอมา ยกตัวอย่าง การเขียน press release เป็นอะไรที่ต้องละเอียดมาก เช่นเดียวกับการทำพีอาร์แพลน ที่เราต้องช่วยกันดูหลายคนมาก กว่าจะผ่านก๊อปปี้ไรเตอร์ เมเนเจอร์ เจ็ม แล้วไปจบที่คุณแม่ จะเห็นว่า gate มันเยอะมาก จะได้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด ก่อนที่ข่าว นั้นๆ จะถูกเผยแพร่ออกไป เช่นเดียวกับเรื่องของ service mind ที่คุณแม่พูดเสมอว่าเราต้องทำงานให้ลูกค้าให้ดีที่สุด ไม่เกี่ยวกับ บัดเจ็ตว่าน้อยหรือมาก เมื่อคุณเลือกจะทำงานกับพิมพลัสแล้ว งานของคุณจะออกมาดีที่สุด
เจนิส : แม่พูดเสมอเลยว่าถ้าเราจะทำอะไร ให้ลองทำไปก่อน ทำเท่าที่ทำได้ มีแรงแค่ไหนใส่ไปให้เต็มที่
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

People
Push-Jooy : Something About Us
ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่ากระแสการเปิดตัวคบหาดูใจกันระหว่างดีเจหนุ่มสุดฮ็อต "พุฒ-พุฒิชัย เกษตรสิน" และนางเอกสาวรุ่นพี่ "จุ๋ย-วรัทยา นิลคูหา" โหมกระพือความร้อนแรงจนมีกระแสอัพเดตให้อ่านไม่เว้นวัน แม้ช่วงหลังๆ กระแสแอนตี้ของทั้งคู่จะดูซาลงไป ไม่ว่าจะด้วยความเข้าใจ หรือด้วยวัฏจักรของข่าวคราวที่มาและไป แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไร หากคุณยังไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้
People
SAME SAME but DIFFERENT
ดาวดวงใหม่สองสาวฝาแฝด ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในฐานะของโซเชียลไอดอลที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่าสองแสนฟอลโลเวอร์ แต่ยังเป็นลูกสาวสุดรักสุดหวงของอดีตนางแบบคนดัง แต้ม-รุ่งนภา กิตติวัฒน์ เมื่อจังหวะเวลาเป็นใจเราจึงคว้าตัว มิลลี่-คามิลล่า และ นิกกี้ - นิโคล กิตติวัฒน์ มาพูดคุยทำความรู้จักให้มากขึ้น