1 / 2

These Charming Guys

คอลัมน์เอ่ยปากฉบับนี้จึงไม่พลาดที่จะพูดคุย เพื่อนำเรื่องราวและความเป็นตัวตนของหนุ่มขวัญใจแฟนคลับมานำเสนอ เรามีนัดกันที่ค่ายภาพยนตร์ยอดนิยมจีทีเอช ซึ่งเป็นต้นสังกัดและเวทีแจ้งเกิดสำคัญของหนุ่มมาร์ช "ครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสวงการบันเทิงคือช่วงประมาณ ป.4 ตอนนั้นจะมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 'แฟนฉัน' โดยคัดเลือกนักแสดงจากทั่วประเทศ ผมจำได้ว่าพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) และพี่เดียว (วิชชพันธ์ โกจิ๋ว) ออกตามหาเด็กจากโรงเรียนต่างๆ ขณะนั้นผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งเป็นโรงเรียนสมัยมัธยมของพี่ย้ง เขามาที่โรงเรียนและเจอผมในห้องเรียนจึงขอเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่ไป จากนั้นก็ติดต่อให้ผมไปแคสติ้งภาพยนตร์เรื่องแฟนฉันครับ"

แม้จะฉายแววนักแสดงให้ผู้กำกับมากฝีมือเห็นตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา แต่ทว่าด้วยวัยที่ยังเยาว์ ความรู้สึกตื่นเต้นและเขินอายจึงยากจะเอาชนะ ในวันนั้น ด.ช.จุฑาวุฒิ จึงไม่ได้รับบทบาทใดในภาพยนตร์เรื่องดัง อีกทั้งการคัดเลือกนักแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ยังส่งผลให้เขาเกิดความรู้สึกต่อต้านวงการบันเทิงไปเลย "ตอนที่พี่ย้งขอเบอร์ที่บ้าน ผมให้ไปด้วยความเป็นเด็กที่รู้สึกตื่นเต้นเวลามีคนมาเยี่ยมในห้องเรียนก็อยากแสดงตัว แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ซ่าแค่ในห้อง พอไปยืนอยู่หน้ากล้อง เขาสั่งอะไรผมก็ทำไม่ได้ จำได้ว่าวันที่ไปแคสติ้งผมรู้สึกอายมากและร้องไห้กลับบ้านด้วย (หัวเราะ) จากนั้นผมกลัวการทำอะไรแบบนั้นไปเลยครับ"

นั่นคือก้าวแรกที่ยังรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมาร์ชก็ถูกทาบทามให้เข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง "พอ ม.2-3 ก็มีโมเดลลิ่งชวนไปแคสติ้งงานโฆษณาและถ่ายแบบอีก คราวนี้ผมไม่สนใจและปฏิเสธไปเลยครับ เพราะจำฝังใจมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็พยายามคุยผ่านพ่อแม่ ซึ่งแม่อยากให้ผมลองดูจะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ แม่คุยกับผมอยู่นานจนผมร้องไห้ด้วย สุดท้ายผมก็ไปแคสต์แบบเสียไม่ได้ หรือไปบ้างไม่ไปบ้าง และที่ไปก็ทำไม่เต็มที่
ผลคือผมแคสติ้งงานไม่เคยผ่านและเป็นแบบนั้นอยู่ 2-3 ปี จนประมาณ ม.5 ผมรู้สึกว่ากำลังเสียเวลาเปล่าที่ไปแล้วไม่ได้งาน บวกกับเริ่มคุ้นเคยกับการยืนอยู่หน้ากล้องแล้ว จึงลองตั้งใจทำ ก็ได้งานแรกเป็นงานโฆษณาครับ"

เมื่อได้ประเดิมผลงานแรกมาร์ชก็มีความกล้า อันเป็นแรงผลักดันให้เกิดความพยายามและความตั้งใจตามมา กระทั่งมีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในเวลาต่อมา "ผมทำงานมาเรื่อยๆ จน ม.6 ก็หยุดรับงานไปประมาณ 1 ปี เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากสอบเสร็จ วันรุ่งขึ้นผมก็ไปแคสติ้งงาน
ภาพยนตร์เรื่อง 'Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ' ผลงานการกำกับของพี่มะเดี่ยว (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) ผมได้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งหนึ่ง ตอนนั้นผมได้เรียนรู้งานใหม่ๆ ได้ออกไปทำงานกับกองถ่ายใหญ่ๆ และได้เรียนการแสดงเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเป็นการพัฒนาจากเด็กที่ไม่มีพื้นฐานด้านการแสดงมาก่อนเลยครับ" 

หลังจากภาพยนตร์เรื่องแรกผ่านพ้นไป มาร์ชก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และมีกลุ่มแฟนคลับของตัวเอง กระทั่งได้เป็นนักแสดงนำในซีรีส์ฮอร์โมนส์วัยว้าวุุ่น ชื่อของ มาร์ช-จุฑาวุฒิ และนักแสดงคนอื่นๆ ในเรื่องต่างถูกกล่าวถึงและเป็นที่จับตามองจากสื่อต่างๆ ในระยะเวลาเพียงชั่วช้ามคืน  "การได้เป็นหนึ่งในนักแสดงเรื่องฮอร์โมนส์เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไปจริงๆ ซึ่งตอนที่ถ่ายทำนักแสดงและทีมงานทุกคนก็ตั้งใจทำงานกันนะครับ แต่ไม่คิดมาก่อนว่าผลตอบรับจะดีขนาดนี้ จำได้ว่าวันที่ไปออกอีเวนต์ครั้งแรกหลังจากซีรีส์ออนแอร์แล้ว นักแสดงและทีมงานไปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 พอไปถึง ผมรู้สึกช็อกมาก ไม่คิดว่าจะมีคนมารอเจอพวกเราเยอะขนาดนั้น เหมือนมารอชมคอนเสิร์ตเลยครับ และพอนักแสดงแต่ละคนพูด ทุกคนก็เงียบรอฟังอย่างตั้งใจ เหลือเชื่อมากเลยครับ" 

นักแสดงหนุ่มถ่ายทอดบรรยากาศความประทับใจในวันนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเล่าต่อถึงกลุ่มแฟนคลับที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากซีรีส์ดังปรากฏตัว "สำหรับผมฮอร์โมนส์ทำให้มีแฟนคลับเยอะขึ้น เวลาไปงานก็มีคนมาให้กำลังใจและคอยติดตามผลงาน ซึ่งทำให้มุมมองในการทำงานของผมเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนผมแค่ทำงานให้จบ ระหว่างทำงานผมรู้สึกสนุกนะครับ แต่ไม่ได้คิดถึงมุมของคนที่รอดู พอมีกลุ่มแฟนคลับ พวกเขาคือกำลังใจที่สำคัญสำหรับผม เวลาไปทำงานหรือไปกองถ่าย ต่อให้ไม่ได้เจอพวกเขาผมก็รู้ว่ามีคนรอดูผลงานอยู่ ซึ่งเป็นทั้งพลังและกำลังใจที่ทำให้เกิดความตั้งใจในการทำงานมากขึ้น และทุกผลงานที่ผมมีโอกาสได้ทำก็จะพยายามสื่อสารให้พวกเขาทราบว่ากำลังทำอะไรอยู่บ้างครับ

...ผมดีใจที่มีพวกเขาและไม่ได้มองว่าเขาเป็นแฟนคลับ แต่มองว่าเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ผมขอขอบคุณและดีใจที่มีพวกเขา พวกเขาสำคัญสำหรับผมมากในการทำงาน เพราะงานอย่างนี้ผมเป็นผู้ส่งสาร พวกเขาคือผู้รับสาร ถ้าไม่มีพวกเขารอรับสารอยู่ ผมก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ความรัก ความสนใจ ที่พวกเขาให้ผมอยู่ในแบบที่ไม่ต้องการอะไรเป็นสิ่งตอบแทน แค่ได้พูดคุย ผมก็เห็นรอยยิ้มและรู้สึกว่าเขามีความสุขแล้ว ส่วนใหญ่เวลาเจอกันตามงานถ้าไม่ต้องรีบไปที่ไหนต่อ ผมจะอยู่กับพวกเขาครั้งละเป็นชั่วโมงๆเพราะบางคนตั้งใจมาเจอผมจากที่ไกลๆ ผมประทับใจและรู้สึกว่าไม่อยากให้ความตั้งใจของเขาเสียเปล่า นอกจากนี้ผมก็พยายามจัดมีตติ้งปีละ 1-2 ครั้ง ให้เราได้มาเจอกันและบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละคนครับ 

…อีกอย่างที่ผมประทับใจมากคือ การ์ดต่างๆ ที่แฟนคลับมอบให้ ผมอ่านทุกใบและเก็บไว้ทั้งหมด ในอนาคตผมตั้งใจจะกลับมาอ่านอีกครั้งด้วยครับ เพราะข้อความที่พวกเขาเขียนให้แต่ละประโยคมีพลังมากกว่าแค่ตัวหนังสือบนกระดาษ แต่ข้อความต่างๆ เหล่านั้นมีความหมายสำหรับผมมากครับ"

นอกจากซีรีส์ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ทั้งสองซีซั่น มาร์ชมีงานอื่นตามมาอีกเรื่อยๆ ทั้งงานถ่ายแบบนิตยสาร แสดงมิวสิกวิดีโอ เป็นพิธีกรรายการ 'Gang Ment วันวัยวุ่น' ทางช่องจีทีเอชออนแอร์ ได้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง 'ฝากไว้...ในกายเธอ' ซึ่งนักแสดงหนุ่มกล่าวว่ารักและภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้เป็นอย่างยิ่ง จากนั้นมาร์ชก็มีผลงานซีรีส์ 'เพื่อนเฮี้ยน...โรงเรียนหลอน' ตามมาด้วยงานแสดงละครเรื่องแรก 'บัลลังก์เมฆ' ในบท ปกรณ์ ลูกชายคนสุดท้องของคุณแม่ปานรุ้ง สมุทรเทวา ที่ท้าทายความสามารถและเป็นโอกาสการเรียนรู้ครั้งใหม่ทางการแสดงของเขาอีกขั้นหนึ่ง อีกทั้งผลงานที่อยู่ในระหว่างการถ่ายทำขณะนี้คือซีรีส์แนวโรแมนติกคอเมดี้ 'มาลี…เพื่อนรักพลังพิสดาร' โดยจีทีเอช ที่เจ้าตัวถึงกับเอ่ยปากว่าเป็นบทบาททางการแสดงบทหนึ่งที่รอคอยเลยทีเดียว 

จากอากัปกิริยาและคำตอบต่อคำถามเกี่ยวกับการทำงาน สะท้อนให้เห็นว่านับวันทุกผลงานที่นักแสดงหนุ่มตรงหน้ามีโอกาสได้ทำยิ่งเพิ่มความรักในการทำงานในวงการบันเทิงให้แก่เขามากขึ้นทุกที และยังทำให้เข้าใจลักษณะเฉพาะของอาชีพนี้ยิ่งขึ้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาอีกด้วย "ทุกวันนี้ผมยังสนุกและรู้สึกว่างานในวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่ท้าทายอยู่ครับ แต่คิดว่าเมื่อไรที่เริ่มรู้สึกอิ่มตัวผมจะไปเรียนการแสดง เรียนจิตวิทยา หรือเรียนบุคลิกภาพเกี่ยวกับการแสดงเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมการทำงานมากยิ่งขึ้น เพราะผมค้นพบว่าการแสดงไม่เหมือนสูตรเลขที่แค่ท่องจำแล้วนำมาใช้ได้เรื่อยๆ แต่การแสดงใช้แล้วมีวันหมด และไม่ใช่สมบัติที่จะอยู่กับเราไปตลอด ดังนั้น นักแสดงจะต้องเรียนรู้เพื่อนำอาวุธใหม่ๆ มาใช้เพิ่มขึ้น รวมทั้งรักษาอาวุธเก่าที่มีอยู่ในมือไว้ด้วยครับ

…นอกจากนี้ ผมยังสนใจการทำงานเบื้องหลังด้วย เดี๋ยวนี้เวลาไปกองถ่ายผมจะพยายามสอบถามผู้กำกับถึงกระบวนการทำงานต่างๆ อย่างการเขียนบทและการกำกับ เพราะที่ผ่านมาผมทำงานอยู่แต่เบื้องหน้า ไม่ค่อยทราบขั้นตอนการทำงานเบื้องหลัง แต่จากที่ได้สัมผัส ผมคิดว่าเบื้องหลังเป็นงานที่น่าสนใจ และในอนาคตผมอยากจะลองทำโปรดักชันเฮาส์ เพราะคิดว่ากระบวนการในการทำงานน่าสนุกครับ"

ตั้งแต่เข้ามาในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่หนุ่มมาร์ชได้รับนอกเหนือจากความนิยมที่มาในรูปแบบของชื่อเสียงและเงินทอง นั่นคือ ความรับผิดชอบ อันเป็นคุณสมบัติที่บุคคลทุกคนพึงมีในการทำงานใดๆ ก็ตามอย่างมืออาชีพ "งานในวงการบันเทิงสร้างความรับผิดชอบให้ผมมาก จากเมื่อก่อนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตแต่ละวันๆ อยากทำอะไรก็ทำ แต่พอมาทำงานตรงนี้ ซึ่งเป็นงานของคนหมู่มาก และถ้าไม่ทำผลกระทบไม่ได้ตกอยู่ที่ผมคนเดียว แต่กระทบถึงทีมงานทุกคนเหมือนลูกโซ่ ช่วงแรกผมมีไปกองถ่ายสายบ้าง หรืองานไหนไม่อยากทำก็ทำไม่เต็มที่ จนอยู่กับมันนานขึ้น ทำให้เริ่มรู้สึกรักงานนี้ ต่อให้รู้สึกเหนื่อยแค่ไหน พอรู้ว่ามีคนรอรับผลกระทบจากตัวเราอยู่ก็เกิดความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ และอยากทำงานให้ออกมาดีที่สุดครับ" 

นักแสดงหนุ่มสุดฮอตทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรู้สึกต่องานที่รักอย่างเต็มเปี่ยม และแม้จะมีความสุขกับวงการบันเทิงเพียงใด แต่ด้านการเรียนนักศึกษาวัย 22 ปีก็ไม่ละทิ้ง ทั้งที่ที่ผ่านมาจะต้องทำงานและเรียนหนังสือไปพร้อมกันก็ตาม ซึ่งการให้ความสำคัญด้านการเรียนของเขาการันตีได้จากผลการเรียนเฉลี่ยรวมทุกเทอม 3.03 ในชั้นปีที่ 4 และในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้ ภายหลังจากการฝึกงานเสร็จสิ้น เชื่อว่าจะมีหลายคนถือของขวัญ ช่อดอกไม้ และคำอวยพร เพื่อไปร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตหมาดๆ จากภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนนี้อย่างแน่นอน

จากครั้งแรกที่ยืนอยู่หน้ากล้องด้วยความประหม่า และระหว่างทางที่พบเจอกับอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ด้วยกำลังใจที่ได้รับอย่างท่วมท้นจากกลุ่มคนที่รักและชื่นชมผลงาน เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้นักแสดงหนุ่มก้าวมาถึงวันนี้ได้อย่างน่าชื่นชม.  
คอลัมน์เอ่ยปากฉบับนี้จึงไม่พลาดที่จะพูดคุย เพื่อนำเรื่องราวและความเป็นตัวตนของหนุ่มขวัญใจแฟนคลับมานำเสนอ เรามีนัดกันที่ค่ายภาพยนตร์ยอดนิยมจีทีเอช ซึ่งเป็นต้นสังกัดและเวทีแจ้งเกิดสำคัญของหนุ่มมาร์ช "ครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสวงการบันเทิงคือช่วงประมาณ ป.4 ตอนนั้นจะมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 'แฟนฉัน' โดยคัดเลือกนักแสดงจากทั่วประเทศ ผมจำได้ว่าพี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) และพี่เดียว (วิชชพันธ์ โกจิ๋ว) ออกตามหาเด็กจากโรงเรียนต่างๆ ขณะนั้นผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งเป็นโรงเรียนสมัยมัธยมของพี่ย้ง เขามาที่โรงเรียนและเจอผมในห้องเรียนจึงขอเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่ไป จากนั้นก็ติดต่อให้ผมไปแคสติ้งภาพยนตร์เรื่องแฟนฉันครับ"

แม้จะฉายแววนักแสดงให้ผู้กำกับมากฝีมือเห็นตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา แต่ทว่าด้วยวัยที่ยังเยาว์ ความรู้สึกตื่นเต้นและเขินอายจึงยากจะเอาชนะ ในวันนั้น ด.ช.จุฑาวุฒิ จึงไม่ได้รับบทบาทใดในภาพยนตร์เรื่องดัง อีกทั้งการคัดเลือกนักแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ยังส่งผลให้เขาเกิดความรู้สึกต่อต้านวงการบันเทิงไปเลย "ตอนที่พี่ย้งขอเบอร์ที่บ้าน ผมให้ไปด้วยความเป็นเด็กที่รู้สึกตื่นเต้นเวลามีคนมาเยี่ยมในห้องเรียนก็อยากแสดงตัว แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ซ่าแค่ในห้อง พอไปยืนอยู่หน้ากล้อง เขาสั่งอะไรผมก็ทำไม่ได้ จำได้ว่าวันที่ไปแคสติ้งผมรู้สึกอายมากและร้องไห้กลับบ้านด้วย (หัวเราะ) จากนั้นผมกลัวการทำอะไรแบบนั้นไปเลยครับ"

นั่นคือก้าวแรกที่ยังรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมาร์ชก็ถูกทาบทามให้เข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง "พอ ม.2-3 ก็มีโมเดลลิ่งชวนไปแคสติ้งงานโฆษณาและถ่ายแบบอีก คราวนี้ผมไม่สนใจและปฏิเสธไปเลยครับ เพราะจำฝังใจมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็พยายามคุยผ่านพ่อแม่ ซึ่งแม่อยากให้ผมลองดูจะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ แม่คุยกับผมอยู่นานจนผมร้องไห้ด้วย สุดท้ายผมก็ไปแคสต์แบบเสียไม่ได้ หรือไปบ้างไม่ไปบ้าง และที่ไปก็ทำไม่เต็มที่
ผลคือผมแคสติ้งงานไม่เคยผ่านและเป็นแบบนั้นอยู่ 2-3 ปี จนประมาณ ม.5 ผมรู้สึกว่ากำลังเสียเวลาเปล่าที่ไปแล้วไม่ได้งาน บวกกับเริ่มคุ้นเคยกับการยืนอยู่หน้ากล้องแล้ว จึงลองตั้งใจทำ ก็ได้งานแรกเป็นงานโฆษณาครับ"

เมื่อได้ประเดิมผลงานแรกมาร์ชก็มีความกล้า อันเป็นแรงผลักดันให้เกิดความพยายามและความตั้งใจตามมา กระทั่งมีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในเวลาต่อมา "ผมทำงานมาเรื่อยๆ จน ม.6 ก็หยุดรับงานไปประมาณ 1 ปี เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากสอบเสร็จ วันรุ่งขึ้นผมก็ไปแคสติ้งงาน
ภาพยนตร์เรื่อง 'Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ' ผลงานการกำกับของพี่มะเดี่ยว (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) ผมได้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งหนึ่ง ตอนนั้นผมได้เรียนรู้งานใหม่ๆ ได้ออกไปทำงานกับกองถ่ายใหญ่ๆ และได้เรียนการแสดงเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเป็นการพัฒนาจากเด็กที่ไม่มีพื้นฐานด้านการแสดงมาก่อนเลยครับ" 

หลังจากภาพยนตร์เรื่องแรกผ่านพ้นไป มาร์ชก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และมีกลุ่มแฟนคลับของตัวเอง กระทั่งได้เป็นนักแสดงนำในซีรีส์ฮอร์โมนส์วัยว้าวุุ่น ชื่อของ มาร์ช-จุฑาวุฒิ และนักแสดงคนอื่นๆ ในเรื่องต่างถูกกล่าวถึงและเป็นที่จับตามองจากสื่อต่างๆ ในระยะเวลาเพียงชั่วช้ามคืน  "การได้เป็นหนึ่งในนักแสดงเรื่องฮอร์โมนส์เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนไปจริงๆ ซึ่งตอนที่ถ่ายทำนักแสดงและทีมงานทุกคนก็ตั้งใจทำงานกันนะครับ แต่ไม่คิดมาก่อนว่าผลตอบรับจะดีขนาดนี้ จำได้ว่าวันที่ไปออกอีเวนต์ครั้งแรกหลังจากซีรีส์ออนแอร์แล้ว นักแสดงและทีมงานไปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 พอไปถึง ผมรู้สึกช็อกมาก ไม่คิดว่าจะมีคนมารอเจอพวกเราเยอะขนาดนั้น เหมือนมารอชมคอนเสิร์ตเลยครับ และพอนักแสดงแต่ละคนพูด ทุกคนก็เงียบรอฟังอย่างตั้งใจ เหลือเชื่อมากเลยครับ" 

นักแสดงหนุ่มถ่ายทอดบรรยากาศความประทับใจในวันนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเล่าต่อถึงกลุ่มแฟนคลับที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากซีรีส์ดังปรากฏตัว "สำหรับผมฮอร์โมนส์ทำให้มีแฟนคลับเยอะขึ้น เวลาไปงานก็มีคนมาให้กำลังใจและคอยติดตามผลงาน ซึ่งทำให้มุมมองในการทำงานของผมเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนผมแค่ทำงานให้จบ ระหว่างทำงานผมรู้สึกสนุกนะครับ แต่ไม่ได้คิดถึงมุมของคนที่รอดู พอมีกลุ่มแฟนคลับ พวกเขาคือกำลังใจที่สำคัญสำหรับผม เวลาไปทำงานหรือไปกองถ่าย ต่อให้ไม่ได้เจอพวกเขาผมก็รู้ว่ามีคนรอดูผลงานอยู่ ซึ่งเป็นทั้งพลังและกำลังใจที่ทำให้เกิดความตั้งใจในการทำงานมากขึ้น และทุกผลงานที่ผมมีโอกาสได้ทำก็จะพยายามสื่อสารให้พวกเขาทราบว่ากำลังทำอะไรอยู่บ้างครับ

...ผมดีใจที่มีพวกเขาและไม่ได้มองว่าเขาเป็นแฟนคลับ แต่มองว่าเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ผมขอขอบคุณและดีใจที่มีพวกเขา พวกเขาสำคัญสำหรับผมมากในการทำงาน เพราะงานอย่างนี้ผมเป็นผู้ส่งสาร พวกเขาคือผู้รับสาร ถ้าไม่มีพวกเขารอรับสารอยู่ ผมก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร ความรัก ความสนใจ ที่พวกเขาให้ผมอยู่ในแบบที่ไม่ต้องการอะไรเป็นสิ่งตอบแทน แค่ได้พูดคุย ผมก็เห็นรอยยิ้มและรู้สึกว่าเขามีความสุขแล้ว ส่วนใหญ่เวลาเจอกันตามงานถ้าไม่ต้องรีบไปที่ไหนต่อ ผมจะอยู่กับพวกเขาครั้งละเป็นชั่วโมงๆเพราะบางคนตั้งใจมาเจอผมจากที่ไกลๆ ผมประทับใจและรู้สึกว่าไม่อยากให้ความตั้งใจของเขาเสียเปล่า นอกจากนี้ผมก็พยายามจัดมีตติ้งปีละ 1-2 ครั้ง ให้เราได้มาเจอกันและบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละคนครับ 

…อีกอย่างที่ผมประทับใจมากคือ การ์ดต่างๆ ที่แฟนคลับมอบให้ ผมอ่านทุกใบและเก็บไว้ทั้งหมด ในอนาคตผมตั้งใจจะกลับมาอ่านอีกครั้งด้วยครับ เพราะข้อความที่พวกเขาเขียนให้แต่ละประโยคมีพลังมากกว่าแค่ตัวหนังสือบนกระดาษ แต่ข้อความต่างๆ เหล่านั้นมีความหมายสำหรับผมมากครับ"

นอกจากซีรีส์ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ทั้งสองซีซั่น มาร์ชมีงานอื่นตามมาอีกเรื่อยๆ ทั้งงานถ่ายแบบนิตยสาร แสดงมิวสิกวิดีโอ เป็นพิธีกรรายการ 'Gang Ment วันวัยวุ่น' ทางช่องจีทีเอชออนแอร์ ได้แสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง 'ฝากไว้...ในกายเธอ' ซึ่งนักแสดงหนุ่มกล่าวว่ารักและภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้เป็นอย่างยิ่ง จากนั้นมาร์ชก็มีผลงานซีรีส์ 'เพื่อนเฮี้ยน...โรงเรียนหลอน' ตามมาด้วยงานแสดงละครเรื่องแรก 'บัลลังก์เมฆ' ในบท ปกรณ์ ลูกชายคนสุดท้องของคุณแม่ปานรุ้ง สมุทรเทวา ที่ท้าทายความสามารถและเป็นโอกาสการเรียนรู้ครั้งใหม่ทางการแสดงของเขาอีกขั้นหนึ่ง อีกทั้งผลงานที่อยู่ในระหว่างการถ่ายทำขณะนี้คือซีรีส์แนวโรแมนติกคอเมดี้ 'มาลี…เพื่อนรักพลังพิสดาร' โดยจีทีเอช ที่เจ้าตัวถึงกับเอ่ยปากว่าเป็นบทบาททางการแสดงบทหนึ่งที่รอคอยเลยทีเดียว 

จากอากัปกิริยาและคำตอบต่อคำถามเกี่ยวกับการทำงาน สะท้อนให้เห็นว่านับวันทุกผลงานที่นักแสดงหนุ่มตรงหน้ามีโอกาสได้ทำยิ่งเพิ่มความรักในการทำงานในวงการบันเทิงให้แก่เขามากขึ้นทุกที และยังทำให้เข้าใจลักษณะเฉพาะของอาชีพนี้ยิ่งขึ้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาอีกด้วย "ทุกวันนี้ผมยังสนุกและรู้สึกว่างานในวงการบันเทิงเป็นสิ่งที่ท้าทายอยู่ครับ แต่คิดว่าเมื่อไรที่เริ่มรู้สึกอิ่มตัวผมจะไปเรียนการแสดง เรียนจิตวิทยา หรือเรียนบุคลิกภาพเกี่ยวกับการแสดงเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมการทำงานมากยิ่งขึ้น เพราะผมค้นพบว่าการแสดงไม่เหมือนสูตรเลขที่แค่ท่องจำแล้วนำมาใช้ได้เรื่อยๆ แต่การแสดงใช้แล้วมีวันหมด และไม่ใช่สมบัติที่จะอยู่กับเราไปตลอด ดังนั้น นักแสดงจะต้องเรียนรู้เพื่อนำอาวุธใหม่ๆ มาใช้เพิ่มขึ้น รวมทั้งรักษาอาวุธเก่าที่มีอยู่ในมือไว้ด้วยครับ

…นอกจากนี้ ผมยังสนใจการทำงานเบื้องหลังด้วย เดี๋ยวนี้เวลาไปกองถ่ายผมจะพยายามสอบถามผู้กำกับถึงกระบวนการทำงานต่างๆ อย่างการเขียนบทและการกำกับ เพราะที่ผ่านมาผมทำงานอยู่แต่เบื้องหน้า ไม่ค่อยทราบขั้นตอนการทำงานเบื้องหลัง แต่จากที่ได้สัมผัส ผมคิดว่าเบื้องหลังเป็นงานที่น่าสนใจ และในอนาคตผมอยากจะลองทำโปรดักชันเฮาส์ เพราะคิดว่ากระบวนการในการทำงานน่าสนุกครับ"

ตั้งแต่เข้ามาในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่หนุ่มมาร์ชได้รับนอกเหนือจากความนิยมที่มาในรูปแบบของชื่อเสียงและเงินทอง นั่นคือ ความรับผิดชอบ อันเป็นคุณสมบัติที่บุคคลทุกคนพึงมีในการทำงานใดๆ ก็ตามอย่างมืออาชีพ "งานในวงการบันเทิงสร้างความรับผิดชอบให้ผมมาก จากเมื่อก่อนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตแต่ละวันๆ อยากทำอะไรก็ทำ แต่พอมาทำงานตรงนี้ ซึ่งเป็นงานของคนหมู่มาก และถ้าไม่ทำผลกระทบไม่ได้ตกอยู่ที่ผมคนเดียว แต่กระทบถึงทีมงานทุกคนเหมือนลูกโซ่ ช่วงแรกผมมีไปกองถ่ายสายบ้าง หรืองานไหนไม่อยากทำก็ทำไม่เต็มที่ จนอยู่กับมันนานขึ้น ทำให้เริ่มรู้สึกรักงานนี้ ต่อให้รู้สึกเหนื่อยแค่ไหน พอรู้ว่ามีคนรอรับผลกระทบจากตัวเราอยู่ก็เกิดความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ และอยากทำงานให้ออกมาดีที่สุดครับ" 

นักแสดงหนุ่มสุดฮอตทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรู้สึกต่องานที่รักอย่างเต็มเปี่ยม และแม้จะมีความสุขกับวงการบันเทิงเพียงใด แต่ด้านการเรียนนักศึกษาวัย 22 ปีก็ไม่ละทิ้ง ทั้งที่ที่ผ่านมาจะต้องทำงานและเรียนหนังสือไปพร้อมกันก็ตาม ซึ่งการให้ความสำคัญด้านการเรียนของเขาการันตีได้จากผลการเรียนเฉลี่ยรวมทุกเทอม 3.03 ในชั้นปีที่ 4 และในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้ ภายหลังจากการฝึกงานเสร็จสิ้น เชื่อว่าจะมีหลายคนถือของขวัญ ช่อดอกไม้ และคำอวยพร เพื่อไปร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตหมาดๆ จากภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนนี้อย่างแน่นอน

จากครั้งแรกที่ยืนอยู่หน้ากล้องด้วยความประหม่า และระหว่างทางที่พบเจอกับอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ด้วยกำลังใจที่ได้รับอย่างท่วมท้นจากกลุ่มคนที่รักและชื่นชมผลงาน เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้นักแสดงหนุ่มก้าวมาถึงวันนี้ได้อย่างน่าชื่นชม.  
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Men
Cover Story - Jamesji
จากบทหม่อมราชวงศ์พุฒิภัทร จุฑาเทพ หรือ คุณชายพุฒิภัทร ในละครซีรีส์ชุดสุภาพบุรุษจุฑาเทพ ที่ส่งให้หนุ่มน้อยหน้าใสจากเมืองแพร่ กลายเป็นขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ทั่วราชอาณาจักร สร้างปรากฏการณ์ 'เจมส์ จิ ฟีเวอร์' ที่จบด้วยการปรากฏโฉมบนปกนิตยสารนับร้อยเล่มในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน