Note Kritsada Phakawatsuntorn

เกือบจะไม่มีบทสัมภาษณ์นีัเกิดขึ้น เพราะครั้งหนึ่งโน้ตเองก็เคยส่งเฟรมเปล่าไปพร้อมลายเซ็นสำหรับประมูลในงานการกุศล เพื่ออธิบายตัวตนและวิธีคิดบางอย่างที่สะท้อนความเป็นเขา แต่เราเชื่อว่าเวลาเกือบสองชั่วโมงในห้องรับแขกที่สตูดิโอนี้ควรได้มากกว่ารูปถ่ายเท่ๆ

วันนี้โน้ตเป็นทั้งศิลปินวาดภาพ ทำทั้งงานดีไซน์ วิชวล สไตลิ่ง โปรดักชั่น ฯลฯ จากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กฝึกงานกับ Greyhound จนได้ร่วมงานด้วย ที่นั่นสอนอะไรคุณ?
โน้ต : หลังจากที่ผมเรียนจบการออกแบบจาก สถาบันเทคโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ Greyhound ก็เหมือนเป็นโรงเรียนอีกแห่ง ซึ่งครูของผมก็คือ คุณภาณุ อิงคะวัต ผมมีโอกาสได้ทำงานเป็นผู้ช่วยเขา เขาก็สอนเรื่องการทำงานและวิธีคิด อยู่ที่นั่นยาว 6 ปี ผมมีทีมทำงาน 6-7 คน โฟกัสแบรนด์ Playhound ทำ Visual คิดคอนเซ็ปต์ ทำ Styling ให้ด้วย ตั้งแต่แคสติ้ง การมิกซ์เสื้อผ้า การเติมพร็อพไปจนถึง Lighting คอนเซ็ปต์ของโชว์ เพลง ทำหลายอย่าง โดยมีคุณภาณุเป็นแบรนด์ไดเร็กเตอร์ดูภาพรวม

แล้วทำไมจู่ๆ เบื่อแฟชั่น?
โน้ต : ตอนนั้นรู้สึกอิ่มกับพวกเสื้อผ้าแล้ว มีช่วงที่ดร็อปงานไว้ปีนึง ไปท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วก็กลับมา ตำแหน่งสุดท้ายของที่นั่นคือ Men's Wear Designer อยู่อีกพักหนึ่งผมก็ออก ไม่ได้เบื่อแต่รู้สึกอิ่ม และไม่รู้จะทำอะไรให้เขาดี ตอนนั้นผมแค่อยากออกมาอยู่ว่างๆ วาดรูป

วันนี้มีกิจการของตัวเอง คือ James Dean Studio รับทำงานอะไรบ้าง?
โน้ต : James Dean เริ่มมาประมาณ 9 เดือนได้ เดิมผมมี House of Wolf และทางเพื่อนรุ่นพี่ คุณหลิ่ง อลงกรณ์ มีบริษัท The Sweating Blue Jeans House เขาทำโปรดักชั่นสำหรับแฟชั่น วีดิโอ และถ่ายภาพอยู่แล้ว เราสนิทกันมากก็เลยรวมบริษัทกัน ตำแหน่งของผมก็จะเป็น Creative Director ลูกค้าของเราก็มี Emporium, Emquartier, Paragon, The Mall Group และก็ Greyhound, Asava, Cotto เป็นต้น ส่วนใหญ่งานของที่นี่จะเป็นเรื่องกราฟิกดีไซน์ งานวางคอนเซ็ปต์ ทำอาร์ตไดเร็กชั่น ทำแฟชั่นฟิล์ม วีดิโอพรีเซ็นเตชั่น ทำสื่อโฆษณา ฯลฯ ครับ

และช่วยเติมงานอาร์ตให้ Greyhound Cafe ด้วย?
โน้ต : ใช่ครับ จะทำอาร์ตไดเร็กชั่นของร้านเขา ว่าควรมีงานอาร์ตตรงไหน แล้วก็ไปเพ้นท์ และ Install อาร์ตให้ ตอนเริ่มสาขาที่ฮ่องกงและจีนครับ ล่าสุดก็ทำให้สาขา The Circle เซ็นทรัลลาดพร้าว และรัชโยธิน

มุมหนึ่งโน้ตก็เป็นนักวาดภาพด้วย
โน้ต : ผมก็ชอบวาดรูปของผมมาตั้งแต่เด็ก วาดการ์ตูนเก็บไว้ เคยวาดภาพประกอบให้กับนิตยสาร แต่ตอนหลังยุ่ง พอออกจาก Greyhound ก็มาช่วยคุณพ่อทำธุรกิจอะไหล่รถยนต์อยู่ประมาณปีสองปี จากนั้นก็ไปเรียนปริญาโทที่พระจอมเกล้าฯด้าน Fine Art เพราะตอนตรีจบนิเทศน์ศิลป์ พอเรียนโทก็เรียนทัศนศิลป์ ในภาควิชาวิจิตรศิลป์ คืออยากรู้ว่า Fine Art ที่เราเรียก ควอลิตี้ของมันคืออะไร อยากรู้เรื่องศิลปะมากขึ้นก็เลยไปเรียน

ได้คำตอบอย่างที่ต้องการไหม?
โน้ต : ได้ความรู้มาเยอะพอสมควร เกี่ยวกับกระบวนการ และความรอบคอบทางด้านความคิด แทนที่จะวาดอะไรมั่วๆ ซั่วๆ บางทีมั่วก็จริงแต่มันก็มีความคิดที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้ ทำไมต้องวาดบนแคนวาส ทำไมต้องใช้สื่อนี้ในการนำเสนอ มันต้องมีตรรกะ มีเหตุผลเพื่อตอบสนองแนวความคิดหลักที่เราต้องการนำเสนอ มันทำให้ผมได้รู้จักกับตัวเองมากขึ้น ถึงมันไม่ได้ทำให้สไตล์ในการทำงานของผมเปลี่ยนเท่าไหร่ แต่ว่ามันให้ระเบียบวินัยในการทำงาน
...ไอ้งาน Fine Art เนี่ย ที่ผมรู้สึกจริงๆ ก็คือที่ผมออกมาจากพระจอมเกล้าฯ ตอนปริญาโทเนี่ยแหละ แล้วก็รู้ว่างานศิลปะคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเรา เพราะฉะนั้นผมจะพยายามวาดรูปทุกวัน วาดๆ เก็บไว้ ตอนแรกก็วาดแค่ไซส์ A4 จากนั้นลองท้าทายตัวเองด้วยการสั่งพริ้นต์เฟรมขึ้นมาเมตรสองเมตร หรือสองเมตรห้าสิบ วาดชิ้นใหญ่ๆ ดูเพื่อที่จะรู้ว่ามันให้ความชัด มันให้อิมแพคกับเรายังไง

แล้วพอเปลี่ยนขนาดของผ้าใบ เทคนิคในการสร้างงานเปลี่ยนไปไหม?
โน้ต : ใช้ดินสอเหมือนเดิม ปกติผมจะใช้ดินสอกดด้วยซ้ำ ไม่ใช้ดินสอเหลาแบบที่คนอื่นใช้กัน แต่ก็จะมีผสมกับสีน้ำมันสีดำซึ่งเห็นได้ทั่วไปตามงาน Exhibition

วาดไว้เยอะจัด ในที่สุดก็ได้จัดแสดง...
โน้ต : จากการวาดๆๆ เก็บไปเรื่อยๆ เพื่อนที่มาเห็นงานผมก็เริ่มพูดว่าทำไมไม่จัดแสดงงานของตัวเอง ส่วนตัวผมจะคิดว่าเสมอว่า Skill ยังไม่ถึง ไม่อยากแสดง เพราะตัวผมเองคอยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับศิลปินดังๆ ระดับโลก อะไรแบบนั้น ถ้าผมเอางานไปแสดงก็อายเขา
...อย่างศิลปินไทยผมชอบงานของ พี่ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี ชื่นชมเขามากๆ ความคิดตอนนั้นก็กลายเป็นมาเปรียบเทียบกับตัวเอง ทำให้รู้สึก 'งานกูแม่งมันก็ไม่ดีสักที' แต่ก็ได้คำปรึกษามาว่าจริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกับเรื่องทักษะ มันอยู่ที่คอนเทนต์ที่จะพูดและเทคนิคที่นำเสนอว่ามันสอดคล้องอะไรยังไง และเพื่อนผมก็ติดต่อสถานที่ให้เสร็จสรรพผมก็เลยจัด 'Wolf Exhibition" ผลงานแบบ Solo Exhibition ไปเมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว ยาวประมาณ 2 อาทิตย์

คนตอบรับกันเพียบเลยนี่?
โน้ต : เกินคาด รูปขายได้หมด ผมก็รู้สึกดีมากที่มีคนชอบ ผมไม่ได้โปรโมทอะไรมาก แต่ก็มีเจ้าของ Gallery มีคนนู้นคนนี้มา โดยที่แบบ... เราไม่รู้จักเขา เราไม่ได้เชิญเขาด้วยซ้ำ (หัวเราะ) คือเขาก็มาเพื่อมาดูงานเราจริงๆ เขาชอบงานเรา ผมก็ดีใจมากๆ แล้วพอจบนิทรรศการแรกนั้นก็มีตามมาอีกเป็นสิบเลยครับ ผมเองก็ทำหลายอย่างจนตอนหลังรู้สึกว่า ขอพักก่อน เพื่อรอไว้ทำ solo ของตัวเองอีกครั้ง

ภาพวาดของโน้ตเรียกว่าสไตล์อะไร?
โน้ต : ผมไม่รู้หรอกว่าจะเรียกมันว่าอะไร คงเป็น Impressionism กับ Surrealism มีคนเขาบอกมา  จะว่าไป Impressionism ก็มีส่วน เพราะมันมาจากความประทับใจของเรา รูปส่วนใหญ่มันจะมาจาก Impression ผมเคยมีโอกาสไปเรียนแฟชั่นที่เบลเยี่ยมตอนที่เบรกงานกับคุณภาณุไปปีนึง แต่เรียนไม่จบ...ออกมาก่อน (หัวเราะ)
...ช่วงที่อยู่ที่เมือง Antwerp วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาแล้วเห็นพายุหิมะมันเข้าเมือง แล้วเปลี่ยนทั้งเมืองเป็นสีขาว คนที่เคยแต่งตัวสีๆ ก็เปลี่ยนมาใส่สีดำ มันคือภาพประทับใจของผม เพราะทั้งเมืองเป็นสีขาวแล้วมองเห็นคนจุดๆๆ สีดำเต็มเลย กลับมาผมก็เลยวาดความประทับใจตอนนั้น

เป็นความประทับใจที่เหงาๆ หม่นๆ...
โน้ต : ครึ่งหนึ่งผมเคยไปวาดรูปการกุศลงานช่วยสุนัขงานหนึ่ง มีคนมาเป็นแบบให้วาด พองานเสร็จเขาก็บอกว่าทำไมดูเศร้าจัง แต่ผมก็ว่ามันไม่เศร้านะ แต่มันคงเป็นบุคคลิกผมเองที่เวลาวาดใครก็ตามมันดูเหมือนเศร้าแบบนั้น

แล้วถ้าเป็นงานอาร์ตบนเสื้อผ้า Wolfkind ล่ะ?
โน้ต : มาจากว่าผมอยากได้งานที่วาดบนกระดาษมาไว้บนเสื้อผ้า แล้วพี่ๆ ดีไซเนอร์ไทยหลายแบรนด์ก็ชวนมาเปิดร้านด้วยกันที่ Mitz ศูนย์การค้าเกษรหลายปีก่อน จากนั้นก็มาทำที่สยามเซ็นเตอร์ แต่ตอนนี้ผมเบรคมันไว้ก่อน หลังจากนี้รอว่ามันจะเป็นอะไรต่อไป แต่คงจะไม่ทำ Wolfkind ในเชิงเสื้อผ้าแฟชั่น อาจจะทำแบรนด์นี้เป็น Gallery แล้วมีเสื้อผ้า ของที่ระลึก ผมว่า Wolfkind มันเป็นอะไรก็ได้ อาจจะกลายเป็นค่ายเพลงก็ได้ (หัวเราะ) ตัวแบรนด์มันไม่ได้เป็นแฟชั่นซะทีเดียว มันมีความหมายบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาร์ต เพราะฉะนั้นมันจะเป็นอะไรก็ได้

ทำไมถึงเลือกหมาป่า (Wolfkind)?
โน้ต : ต้องเป็นหมาป่าครับ เพราะผมประทับใจมาตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนมันมีหนังสืออ่านนอกเวลาเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า แล้วผมก็ประทับใจกับภาพวาดในหนังสือ และหน้าปกมาก คือเขาวาด Figure หมาป่าสวย แล้วเราก็วาดตาม เด็กๆ ชอบก็อปปี้การ์ตูน Dragon Ball (ดราก้อนบอล) พอเจอเรื่องนี้ก็เลยวาดหมาป่า แล้วก็ประทับใจตัวเรื่องด้วยที่หมาป่าเลี้ยงเมาคลีให้โตขึ้นมาเป็นครอบครัว และอีกมุมนึงพอเปิดทีวีดูสารคดีสัตว์ป่า เห็นฝูงหมาป่าวิ่งไล่กวางและตะครุบ ฉีกเนื้อกินสดๆ เลือดแดงเต็มหิมะเลย ผมก็เลยรู้ความจริงว่า มันโหดมาก ผมไม่ได้ผิดหวังนะที่รู้ความจริง มันก็ยังคงงดงามทางด้านกายภาพ และมีเสน่ห์อยู่ เพียงแต่ว่าสิ่งเราเคยเข้าใจ มันไม่ใช่ของจริง ฉะนั้นแล้วถ้าจะให้ผมเปรียบตัวเองกับสัตว์สักตัว ผมคงเป็นหมาป่า

แล้วตอนนี้หยุดทุกอย่างเพื่อมาทำบริษัทอย่างเดียวหรือเปล่า?
โน้ต : ไม่ครับ แต่ผมจัดเวลาของผม ถ้าผมอยากวาดรูปผมจะตื่น 6 โมงเช้ามาวาดรูปจนเที่ยง แล้วบ่ายก็เช็คเมล คุยงานกับลูกน้อง แก้งาน และทุกเรื่องในบริษัท เจมส์ ดีน ให้เสร็จ และก็มาวาดรูปต่อตอนเย็น พอแสงหมดผมก็กลับมานั่งทำงานอีกที

ที่ผ่านมาโน้ตสนใจดนตรีด้วย?
โน้ต : ใช่ครับ แต่ผมไม่ใช่นักดนตรี ผมเรียกตัวเองว่าคนเล่นดนตรีมากกว่า เพราะการเป็นนักดนตรีมันต้องแลกอะไรหลายๆ อย่างมากกว่านี้ คือผมมองว่าดนตรีมันคือส่วนหนึ่งของศิลปะในชีวิตที่มันขาดไม่ได้ เหมือนเราฟังเพลง การฟังเพลงก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การเล่นดนตรีก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานของผมเหมือนกัน และผมฟังเพลงทุกประเภทเลย ตั้งแต่ Electronics, Rap ไปจนถึง Blues, Jazz, Punk แต่ดนตรีที่ผมเล่นกับเพื่อนก็จะเป็น Blues, Rockabilly

เพลงและวงดนตรีที่เอามาเล่นบ่อยๆ?
โน้ต : Johnny Cash, Stray Cat ที่ผมเล่น Johnny Cash เพราะเพลงเขามันมีเสน่ห์ เขาเป็นนักแต่งเพลงที่เก่งมาก บางเพลงมันก็เหมือนบทกวีที่สะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง แต่อาจจะไม่ละเอียดยิบแบบเพลง Folk แต่มันก็มีการเปรียบเปรยที่ดี และก็สิ่งที่ผมชอบใน Johnny Cash ก็คือมันง่าย มันเล่นได้ ร้องได้ และโทนเสียงต่ำ ผมชอบอะไรแบบนี้

เล่นแต่ Double Bass  ชอบร้องด้วยไหม?
โน้ต : จริงๆ เสียงผมอุบาทก์มาก เหมือนแมวคลอดลูก (หัวเราะ) คือมันก็พยายามที่จะร้องได้ ตอนที่มีวงแรกๆ ผมไม่ได้กะร้องเองด้วยนะ แต่นักร้องผู้หญิงดันแต่งงานมีผัวไป ก็พยายามหานักร้องใหม่ๆ มา แต่หลังๆ มันก็ไม่สบโอกาสที่จะร่วมงานกัน พอมันเล่นแค่ 3 คนมันรู้สึกลงตัวกว่า (ช่วงปี 2007 โน้ตมีวงดนตรีชื่อ The Keylookz กลุ่มคนที่ชอบเสน่ห์และสไตล์จิ๊กโก๋ของดนตรีในยุค 50's จากนั้นก็เริ่มเล่นตามงานปาร์ตี้และสถานที่ต่างๆ แล้วก็ทำซิงเกิล I wanna quit กับ Smallroom รวมกับศิลปินอื่นๆ ในอัลบั้ม   Smallroom007)
...หลังจากนั้นก็แต่งเพลง มีเก็บไว้เป็น 10 และแต่ไม่มีเวลามาทำกันจริงจังซะที (หัวเราะ) เพื่อนในวงผมเขาก็จะ Busy มาก เวลามาเจอกันก็จะกินเหล้ากินเบียร์ ซึ่งก็อย่างที่ผมบอก ผมไม่มีศักยภาพพอที่จะเป็นนักดนตรี แต่ชอบแต่งเพลงและช่วยทำดนตรี ผมชอบแต่งเพลงเศร้า เนื้อร้องเคยแต่งเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็เริ่มมาใช้ภาษาไทย  เพราะได้อิทธิพลมาจากครูเอื้อ สุนทรสนาน วงสุนทราภรณ์  เห็นผมอย่างนี้แต่ผมชอบคำโบราณนะ

ไหนๆ ขอตัวอย่างหน่อย...
โน้ต : เขายวนเย้าหยอกด้วยลมแห่งวาจา', 'มอบกายและใจแลกเดือนกับดารานับร้อยพัน' หรือ 'เขาสุขเสพสมอารมณ์ก็จากลา ' (ยิ้ม) ผ แต่ผมโตมากับอะไรแบบนี้ พ่อเปิด Elvis แม่ฟังสุนทราภรณ์ และพอได้มาเล่นดนตรี แต่งเพลง ก็รู้สึกรัก เฮ้ย...มันคือตัวตนของเราที่เราชอบนี่ แต่ตอนที่ฟังกะพ่อกะแม่เรากลับเฉยๆ แต่สุดท้ายมันก็มาเป็นส่วนหนึ่งของงานเรา

ฟังเพลงเก่า แล้วถ้าเรื่องแต่งตัวล่ะ วินเทจด้วยไหม?
โน้ต : เมื่อก่อนแต่งตัวจัด ทดลองไปเรื่อย แต่ง hiphop, 70s, biker เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ละวันแต่งตัวไม่ซ้ำสไตล์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เริ่มชอบง่ายๆ แต่มี Detail  คือสไตล์การแต่งตัวของผมมีอิทธิพลมาจากยุค 1920 และ 1950  ผมจะชอบความ Proper ชอบคัตติ้ง ชอบโครงสูท โครงปกฝั่งเยอรมัน ของช่วง 1920 ส่วนยุค 1950 มันมีความลำลอง เสื้อหนัง เท่ๆ อยู่ เพราะผมตัดสูทเอง อาจจะซื้อบ้างถ้าไปเมืองนอก เจอสูทสวยๆ ส่วนสไตล์ลำลองก็เป็นเสื้อผ้า Vintage คือถ้าจะเล่นของพวกนี้ ผมก็จะเลือกพวก Redwing Engineer, Levi's, Perfecto ฯลฯ

นอกจากสไตล์ดนตรีแล้ว ได้อะไรมาจากที่บ้านอีก?
โน้ต : วิธิีการดำเนินชีวิต ความขยัน ทัศนคติในการใช้ชีวิตทั้งหมดผมได้มาจากพ่อ ท่านไม่เคยห้ามอะไรผม เพราะผมก็ไม่ได้ ทำตัวแหลกเหลวถึงขั้นติดยา แต่พ่อผมจะสอนว่า 'อย่างเกี่ยงงาน อย่าเลือกที่จะทำงาน และกล้าที่จะทำอะไรที่มันไม่ใช่ตัวเรา' ถ้าวันหนึ่งเจองานที่ไม่ใช่ตัวเอง ผมก็ว่ามันท้าทาย พ่อจะสอนให้ผมเป็นคนซื่อสัตย์ ต้องมีความรับผิดชอบ ส่วนแม่ก็จะมีอิทธิพลในเรื่องของความสะอาด เรียบร้อย และก็การแต่งตัว แม่เป็นคนแต่งตัวสวย ตอนเด็กๆ ผมก็จะชอบดูแม่แต่งตัว และก็ชอบเลือกเสื้อผ้าให้แม่ใส่ แม่ชอบพาผมไปช้อปปิ้ง เลือกเสื้อผ้าให้ผมใส่ พาผมไปเลือกซื้อ Dr. Martin (ด็อกเตอร์มาร์ติน) ผมเลยติดความขี้แต่งตัวมาจากแม่มาเต็มๆ ครับ อ้อ...ผมมีน้องสาวคนหนึ่งห่างกันสี่ปี เราสนิทกันดี

เขาคงดีใจที่โน้ตเป็นตัวเองวันนี้...
โน้ต : ไม่ว่าจะงานใหญ่ๆ งานไหน หรืออย่าง Solo Exhibition ของผมปีที่แล้ว ครอบครัวก็อยู่ข้างๆ ผมมีความสุขมาก พวกเขาคงดีใจมากที่ผมโตมาแล้วไม่เป็นโจร (หัวเราะ) มีคนยอมรับในตัวผม และสิ่งที่พวกเขาปลูกฝังผมมา...มันสำเร็จ แม้ว่าพ่อจะไม่เคยชมผมตรงๆ แต่เราก็เห็นเขายิ้มหัวเราะ ส่วนแม่นี่ชอบชม ชมอยู่ทุกวัน

สีที่ชอบ และสีที่เป็นตัวโน้ต?
โน้ต : สีดำครับ ก็ตอนที่อยู่เบลเยี่ยมนี่แหละ เห็นคนเป็นจุดๆ ดำๆ บนหิมะ แล้วพอยิ่งใช้สีดำทำงานมันยิ่งมีเสน่ห์ สีดำมันเป็นสีทุกสีสำหรับผม มันจะเป็นสีอะไรก็ได้ มันทำให้ผมจินตนาการ คิดไปถึงอะไรอย่างอื่นก็ได้ เหมือนเฟรมขาว-ดำ สำหรับผมมันง่ายต่อการจินตนาการ และผมอยู่กับมันได้ตลอดทั้งวัน เหมือนอย่างผมอยู่ห้องสีขาวหรือห้องสีดำได้ แต่ผมอาจจะอยู่ในห้องสีแดงหรือส้มไม่ได้

คนเราโดยเฉลี่ยเสียชีวิตประมาณ 70 ปี โน้ตคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่กี่ปี?
โน้ต : ถ้าผมอยุ่จนถึง 70 ปีถือว่าสุดยอด แต่สำหรับผม ผมอย่างอยู่จนลูกผมเลี้ยงตัวเองได้

 
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Men
Obsession Shirt Up!
หลายๆ คนอาจจะรู้จักกับฮิมในฐานะเจ้าของแบรด์เสื้อผ้าสไตล์วินเทจโอลด์สคูล Him and Her ซึ่งตอนนี้เขากำลังจะหันมาทำกางเกงยีนส์และน้ำอัดลมออร์แกนิกทำจาก Caine Sugar ที่ลงทุนบินไปเรียนรู้ธุรกิจน้ำอัดลมถึงอเมริกา ฮิมเป็นคนแต่งตัวสนุก และมีสไตล์ทุกปาร์ตี้และโซเชียลซีนที่เราเจอ และวันนี้เรารื้อตู้เสื้อผ้าฮิมเพื่อดูเชิ้ตทุกตัวที่เขามีในปัจจุบัน
Men
The Next Wave
คงไม่เว่อร์เกินไปนักถ้าจะบอกว่า ยุคนี้หนุ่มสาวคนไหนได้มาอยู่ใต้ชายคาบ้านของนาดาว บางกอก แล้วล่ะก็เตรียมตัวเป็นขวัญใจวัยรุ่นคนใหม่ได้เลย วันนี้ไม่เพียงแต่ดาวรุ่งจากซีรีส์ฮอร์โมน ซีซั่น 3 เท่านั้นที่เราจะมานั่งคุยถึงเรื่องร้อนๆ แต่ยังพ่วงน้องใหม่ของบ้านนาดาวมาด้วยอีกหนึ่งคน