1 / 4

Its Double O Seven?

"My name is Bond...James Bond" ประโยคแนะนำตัวสุดแสนคลาสสิกกับเจ้าของรหัส 007 ที่ทุกคนคงจำได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ทำให้ James Bond (เจมส์ บอนด์) กลายเป็นตัวละครในความทรงจำของผู้คนมาโดยตลอดนั้น เราเชื่อว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่มาดสุภาพบุรุษนักรักและลีลาการปราบเหล่าร้ายด้วยวิธีอันคาดไม่ถึง ตลอดจนอุปกรณ์ไฮเทคสุดล้ำอย่างแน่นอน หากแต่เป็นเพราะยานยนต์คู่ใจที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างเหมาะสม แน่นอน Aston Martin สปอร์ตสัญชาติอังกฤษคือหนึ่งในรถที่ได้รับเลือกให้เป็นรถคู่กายสายลับ 007 มากที่สุด ด้วยความโดดเด่น เช่น DB5 ตัวแทนความคลาสสิกจากปี 1963 ถูกเลือกให้เป็นพาหนะคู่ใจในหลากหลายตอน แต่สิ่งที่ทำให้ Aston Martin ติดตาตรึงใจอยู่ในตอน Die Another Day คือ Aston Martin Vanquish ที่จับเอาเครื่องยนต์ V12 จากรุ่นใหญ่อย่าง DB7 Vantage มาเป็นตัวช่วยให้กับสายลับอังกฤษ

Vanquish คือโมเดลแรกที่เปิดตัวสู่สายตาประชาชนทั่วโลกในปี 2001 ด้วยเรือนร่างสปอร์ตอันโฉบเฉี่ยวที่ผ่านดีไซน์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงเคลือบทับอยู่บนโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา ที่ผสมผสานด้วยวัสดุชั้นยอด เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมิเนียม เพื่อแอบซ่อนขุมพลัง V12 ขนาด 6.0 ลิตร 460 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 542 นิวตันเมตร ซึ่งมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดจะมาพร้อมเทคโนโลยีเช่นเดียวกับรถสูตรหนึ่ง ด้วยแป้นเกียร์หลังพวงมาลัย (Paddle Shift) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ติดตั้งช่วงล่างและระบบเบรกอันทรงประสิทธิภาพแอบซ่อนไว้ด้านในล้ออัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว แต่ทั้งหมดนั้นคงไม่ดึงดูดความ  น่าสนใจของ V12 Vanquish ได้มากเท่ากับสมรรถนะอัตราเร่งที่การันตีตัวเลขจาก 0-100 กม. ต่อ ชม. ในเวลาเพียง 5 วินาที และสามารถทำ Top Speed สูงสุดได้ถึง 306 กม. ต่อ ชม. และแน่นอนว่ารถคู่ใจสายลับอังกฤษที่โลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์อวดโฉมสายตาผู้คนไปทั่วโลกนี้เองที่ทำให้มันเป็นรถที่ติดตาและมีเอกลักษณ์เฉกเช่นสุภาพบุรุษที่สุขุมนุ่มลึกอย่างเช่นบอนด์ 

เครื่องยนต์ V12 ของเจ้า Aston Martin นั้นไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเป้าหมายเรื่องพละกำลังเท่านั้น แต่เป็นรถยี่ห้อเดียวที่ไม่ยอมเปิดเผยพละกำลังหรือว่าแรงม้าที่มีติดตัวมาให้โลกรู้ หากแต่ยังสร้างมนต์เสน่ห์ที่ทำให้เกิดความหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลาให้กำเนิดตัวแรงใหม่ล่าสุด DB9 ซึ่งเปิดตัวในงาน Frankfurt Motor Show ไปในวันที่ 9 กันยายน ปี 2003 ก่อนจะเปิดขายจริงในปี 2004 ในขณะที่ DB9 ซึ่งกำลังสร้างกระแสฮือฮา และยอดจองชนิดที่แทบจะผลิตไม่ทัน Aston Martin ยังทำยอดขายให้กับรถตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยการเปิดตัวระดับ World Debut ในงาน Paris Motor Show วันที่ 23 กันยายน ปี 2004 กับรถรุ่น Vanquish S V12 ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น 'The Fastest Production Model Ever to be Built by Aston Martin' ด้วยความเร็วสูงสุดที่การันตีเอาไว้ถึง 320 กม. ต่อ ชม. และฝีเท้าที่จัดจ้านระดับ 0-100 กม. ต่อ ชม. ใน 4.8 วินาที จากขุมพลัง V12 ความจุ 6.0 ลิตร 520 แรงม้า พร้อมแรงบิด 577 นิวตันเมตร เรียกได้ว่าเป็นกระแสแห่งความฮือฮาของ Aston Martin อย่างแท้จริง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบหายไปด้วยการยุติการผลิตลงในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี 2007 หลังจากผลิตมาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,086 คัน 

จากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ DB9 คือโมเดลที่ได้รับการใส่ใจมากขึ้น และพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนรู้สึกราวกับว่า DB9 คือเงาร่างของ Vanquish ที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ V12 โดยในขณะที่ DB9 เวอร์ชั่น Road Car เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็วตั้งแต่การเปิดตัว แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันภายในมุมๆ หนึ่งของโรงงาน David Richards กลุ่มคนที่เป็นฝ่ายคิดค้นและพัฒนารถเพื่อการแข่งขันนั้นก็กำลังรวบรวมทีมวิศวกรของ Aston Martin ลงมือสร้างโปรเจ็กต์ที่เหนือกว่า Road Car ขึ้นในช่วงปี 2005 โดยใช้ DB9 เวอร์ชั่น Road Car เป็นพื้นฐาน จึงทำให้ DBRS9 ที่ถือกำเนิดขึ้นมามีความดุร้ายด้วยฟิลลิ่งการขับขี่ที่เปลี่ยนไป พร้อมที่จะลืมความสะดวกสบายของเวอร์ชั่น Road Car และดึงเอาสมรรถนะที่พร้อมใช้ในสนามแข่งมาใช้ตลอดเวลา และนำดีไซน์จากรถแข่งแบบ GT1 ในรุ่น DBR9 มาเป็นแรงบันดาลใจ ตัวถังอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับรถใช้งานทั่วไปแต่ติดตั้งโครงเหล็กเสริมความปลอดภัยแบบเดียวกับ DBR9 ทั้งยังเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบาชนิดอื่นๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ หรือโพลีคาร์บอเนต น้ำหนักลดลงไปถึง 480 กก. เครื่องยนต์ปรับแต่งให้มีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 20% หรือ 550 แรงม้า และยังมีตัวเลือกเป็นเกียร์ Sequential ที่ให้อารมณ์การขับขี่แบบ GT1 ไม่ผิดเพี้ยน

ในขณะที่ DB9 ยังสนุกกับโมเดลสปอร์ตที่ให้ความดุดันผสานความหรูหรา ในปี 2013 Vanquish กลับมาอีกครั้งกับรุ่น AM 310 Vanquish พร้อมอัดแน่นไปด้วยความหรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยไม่ลืมที่จะใช้เครื่อง V12 ความจุ 6.0 ลิตร ให้กำลัง 565 แรงม้า รวมถึงแรงบิดที่ขยับไปถึง 620 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 6สปีด Touchtronic 2 จัดจ้านด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม. ต่อ ชม. ใน 4.1 วินาที ในขณะที่ Top Speed สูงสุดถูกทอนลงมาที่ 295 กม. ต่อ ชม. รถ Vanquish ถูกสร้างในเวอร์ชั่นพิเศษต่างๆ อีกมากมาย จนกระทั่งมาถึงเวอร์ชั่นล่าสุด MY15 ซึ่งมีรุ่นย่อยออกมาให้เลือก 2 รุ่นคือ Vanquish Ultimate GT และ Rapide S กับตัวถังแบบ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ซึ่งทั้ง 2 รุ่นเปลี่ยนไปใช้ล้ออัลลอยด์ใหม่ลาย 10 ก้าน ในขณะที่ภายในได้ปรับเปลี่ยนวัสดุการตกแต่ง และดีไซน์ใหม่ด้วยวัสดุหนังและผ้า Alcantara และการตกแต่งแบบ Duotone ขุมพลังรหัส AM29 เจเนอเรชั่นล่าสุดแบบ V12 ความจุ 6.0 ลิตร สร้างกำลังที่ 568 แรงม้าในรุ่น Vanquish และ 552 แรงม้าในรุ่น Rapid S พร้อมเกียร์รุ่น Touchtronic III 8 สปีด

Vanquish MY15 ได้รับการยกย่องว่าเป็นยานยนต์ Production ที่มีอัตราเร่งที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ 101 ปีของ Aston Martin ถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของชื่อ Vanquish
"My name is Bond...James Bond" ประโยคแนะนำตัวสุดแสนคลาสสิกกับเจ้าของรหัส 007 ที่ทุกคนคงจำได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ทำให้ James Bond (เจมส์ บอนด์) กลายเป็นตัวละครในความทรงจำของผู้คนมาโดยตลอดนั้น เราเชื่อว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่มาดสุภาพบุรุษนักรักและลีลาการปราบเหล่าร้ายด้วยวิธีอันคาดไม่ถึง ตลอดจนอุปกรณ์ไฮเทคสุดล้ำอย่างแน่นอน หากแต่เป็นเพราะยานยนต์คู่ใจที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างเหมาะสม แน่นอน Aston Martin สปอร์ตสัญชาติอังกฤษคือหนึ่งในรถที่ได้รับเลือกให้เป็นรถคู่กายสายลับ 007 มากที่สุด ด้วยความโดดเด่น เช่น DB5 ตัวแทนความคลาสสิกจากปี 1963 ถูกเลือกให้เป็นพาหนะคู่ใจในหลากหลายตอน แต่สิ่งที่ทำให้ Aston Martin ติดตาตรึงใจอยู่ในตอน Die Another Day คือ Aston Martin Vanquish ที่จับเอาเครื่องยนต์ V12 จากรุ่นใหญ่อย่าง DB7 Vantage มาเป็นตัวช่วยให้กับสายลับอังกฤษ

Vanquish คือโมเดลแรกที่เปิดตัวสู่สายตาประชาชนทั่วโลกในปี 2001 ด้วยเรือนร่างสปอร์ตอันโฉบเฉี่ยวที่ผ่านดีไซน์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงเคลือบทับอยู่บนโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา ที่ผสมผสานด้วยวัสดุชั้นยอด เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมิเนียม เพื่อแอบซ่อนขุมพลัง V12 ขนาด 6.0 ลิตร 460 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 542 นิวตันเมตร ซึ่งมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดจะมาพร้อมเทคโนโลยีเช่นเดียวกับรถสูตรหนึ่ง ด้วยแป้นเกียร์หลังพวงมาลัย (Paddle Shift) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ติดตั้งช่วงล่างและระบบเบรกอันทรงประสิทธิภาพแอบซ่อนไว้ด้านในล้ออัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว แต่ทั้งหมดนั้นคงไม่ดึงดูดความ  น่าสนใจของ V12 Vanquish ได้มากเท่ากับสมรรถนะอัตราเร่งที่การันตีตัวเลขจาก 0-100 กม. ต่อ ชม. ในเวลาเพียง 5 วินาที และสามารถทำ Top Speed สูงสุดได้ถึง 306 กม. ต่อ ชม. และแน่นอนว่ารถคู่ใจสายลับอังกฤษที่โลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์อวดโฉมสายตาผู้คนไปทั่วโลกนี้เองที่ทำให้มันเป็นรถที่ติดตาและมีเอกลักษณ์เฉกเช่นสุภาพบุรุษที่สุขุมนุ่มลึกอย่างเช่นบอนด์ 

เครื่องยนต์ V12 ของเจ้า Aston Martin นั้นไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเป้าหมายเรื่องพละกำลังเท่านั้น แต่เป็นรถยี่ห้อเดียวที่ไม่ยอมเปิดเผยพละกำลังหรือว่าแรงม้าที่มีติดตัวมาให้โลกรู้ หากแต่ยังสร้างมนต์เสน่ห์ที่ทำให้เกิดความหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลาให้กำเนิดตัวแรงใหม่ล่าสุด DB9 ซึ่งเปิดตัวในงาน Frankfurt Motor Show ไปในวันที่ 9 กันยายน ปี 2003 ก่อนจะเปิดขายจริงในปี 2004 ในขณะที่ DB9 ซึ่งกำลังสร้างกระแสฮือฮา และยอดจองชนิดที่แทบจะผลิตไม่ทัน Aston Martin ยังทำยอดขายให้กับรถตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยการเปิดตัวระดับ World Debut ในงาน Paris Motor Show วันที่ 23 กันยายน ปี 2004 กับรถรุ่น Vanquish S V12 ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น 'The Fastest Production Model Ever to be Built by Aston Martin' ด้วยความเร็วสูงสุดที่การันตีเอาไว้ถึง 320 กม. ต่อ ชม. และฝีเท้าที่จัดจ้านระดับ 0-100 กม. ต่อ ชม. ใน 4.8 วินาที จากขุมพลัง V12 ความจุ 6.0 ลิตร 520 แรงม้า พร้อมแรงบิด 577 นิวตันเมตร เรียกได้ว่าเป็นกระแสแห่งความฮือฮาของ Aston Martin อย่างแท้จริง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบหายไปด้วยการยุติการผลิตลงในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี 2007 หลังจากผลิตมาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,086 คัน 

จากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ DB9 คือโมเดลที่ได้รับการใส่ใจมากขึ้น และพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนรู้สึกราวกับว่า DB9 คือเงาร่างของ Vanquish ที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ V12 โดยในขณะที่ DB9 เวอร์ชั่น Road Car เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็วตั้งแต่การเปิดตัว แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันภายในมุมๆ หนึ่งของโรงงาน David Richards กลุ่มคนที่เป็นฝ่ายคิดค้นและพัฒนารถเพื่อการแข่งขันนั้นก็กำลังรวบรวมทีมวิศวกรของ Aston Martin ลงมือสร้างโปรเจ็กต์ที่เหนือกว่า Road Car ขึ้นในช่วงปี 2005 โดยใช้ DB9 เวอร์ชั่น Road Car เป็นพื้นฐาน จึงทำให้ DBRS9 ที่ถือกำเนิดขึ้นมามีความดุร้ายด้วยฟิลลิ่งการขับขี่ที่เปลี่ยนไป พร้อมที่จะลืมความสะดวกสบายของเวอร์ชั่น Road Car และดึงเอาสมรรถนะที่พร้อมใช้ในสนามแข่งมาใช้ตลอดเวลา และนำดีไซน์จากรถแข่งแบบ GT1 ในรุ่น DBR9 มาเป็นแรงบันดาลใจ ตัวถังอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับรถใช้งานทั่วไปแต่ติดตั้งโครงเหล็กเสริมความปลอดภัยแบบเดียวกับ DBR9 ทั้งยังเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบาชนิดอื่นๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ หรือโพลีคาร์บอเนต น้ำหนักลดลงไปถึง 480 กก. เครื่องยนต์ปรับแต่งให้มีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 20% หรือ 550 แรงม้า และยังมีตัวเลือกเป็นเกียร์ Sequential ที่ให้อารมณ์การขับขี่แบบ GT1 ไม่ผิดเพี้ยน

ในขณะที่ DB9 ยังสนุกกับโมเดลสปอร์ตที่ให้ความดุดันผสานความหรูหรา ในปี 2013 Vanquish กลับมาอีกครั้งกับรุ่น AM 310 Vanquish พร้อมอัดแน่นไปด้วยความหรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยไม่ลืมที่จะใช้เครื่อง V12 ความจุ 6.0 ลิตร ให้กำลัง 565 แรงม้า รวมถึงแรงบิดที่ขยับไปถึง 620 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 6สปีด Touchtronic 2 จัดจ้านด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม. ต่อ ชม. ใน 4.1 วินาที ในขณะที่ Top Speed สูงสุดถูกทอนลงมาที่ 295 กม. ต่อ ชม. รถ Vanquish ถูกสร้างในเวอร์ชั่นพิเศษต่างๆ อีกมากมาย จนกระทั่งมาถึงเวอร์ชั่นล่าสุด MY15 ซึ่งมีรุ่นย่อยออกมาให้เลือก 2 รุ่นคือ Vanquish Ultimate GT และ Rapide S กับตัวถังแบบ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ซึ่งทั้ง 2 รุ่นเปลี่ยนไปใช้ล้ออัลลอยด์ใหม่ลาย 10 ก้าน ในขณะที่ภายในได้ปรับเปลี่ยนวัสดุการตกแต่ง และดีไซน์ใหม่ด้วยวัสดุหนังและผ้า Alcantara และการตกแต่งแบบ Duotone ขุมพลังรหัส AM29 เจเนอเรชั่นล่าสุดแบบ V12 ความจุ 6.0 ลิตร สร้างกำลังที่ 568 แรงม้าในรุ่น Vanquish และ 552 แรงม้าในรุ่น Rapid S พร้อมเกียร์รุ่น Touchtronic III 8 สปีด

Vanquish MY15 ได้รับการยกย่องว่าเป็นยานยนต์ Production ที่มีอัตราเร่งที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ 101 ปีของ Aston Martin ถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของชื่อ Vanquish
"My name is Bond...James Bond" ประโยคแนะนำตัวสุดแสนคลาสสิกกับเจ้าของรหัส 007 ที่ทุกคนคงจำได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ทำให้ James Bond (เจมส์ บอนด์) กลายเป็นตัวละครในความทรงจำของผู้คนมาโดยตลอดนั้น เราเชื่อว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่มาดสุภาพบุรุษนักรักและลีลาการปราบเหล่าร้ายด้วยวิธีอันคาดไม่ถึง ตลอดจนอุปกรณ์ไฮเทคสุดล้ำอย่างแน่นอน หากแต่เป็นเพราะยานยนต์คู่ใจที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างเหมาะสม แน่นอน Aston Martin สปอร์ตสัญชาติอังกฤษคือหนึ่งในรถที่ได้รับเลือกให้เป็นรถคู่กายสายลับ 007 มากที่สุด ด้วยความโดดเด่น เช่น DB5 ตัวแทนความคลาสสิกจากปี 1963 ถูกเลือกให้เป็นพาหนะคู่ใจในหลากหลายตอน แต่สิ่งที่ทำให้ Aston Martin ติดตาตรึงใจอยู่ในตอน Die Another Day คือ Aston Martin Vanquish ที่จับเอาเครื่องยนต์ V12 จากรุ่นใหญ่อย่าง DB7 Vantage มาเป็นตัวช่วยให้กับสายลับอังกฤษ

Vanquish คือโมเดลแรกที่เปิดตัวสู่สายตาประชาชนทั่วโลกในปี 2001 ด้วยเรือนร่างสปอร์ตอันโฉบเฉี่ยวที่ผ่านดีไซน์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงเคลือบทับอยู่บนโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา ที่ผสมผสานด้วยวัสดุชั้นยอด เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมิเนียม เพื่อแอบซ่อนขุมพลัง V12 ขนาด 6.0 ลิตร 460 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 542 นิวตันเมตร ซึ่งมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดจะมาพร้อมเทคโนโลยีเช่นเดียวกับรถสูตรหนึ่ง ด้วยแป้นเกียร์หลังพวงมาลัย (Paddle Shift) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ติดตั้งช่วงล่างและระบบเบรกอันทรงประสิทธิภาพแอบซ่อนไว้ด้านในล้ออัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว แต่ทั้งหมดนั้นคงไม่ดึงดูดความ  น่าสนใจของ V12 Vanquish ได้มากเท่ากับสมรรถนะอัตราเร่งที่การันตีตัวเลขจาก 0-100 กม. ต่อ ชม. ในเวลาเพียง 5 วินาที และสามารถทำ Top Speed สูงสุดได้ถึง 306 กม. ต่อ ชม. และแน่นอนว่ารถคู่ใจสายลับอังกฤษที่โลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์อวดโฉมสายตาผู้คนไปทั่วโลกนี้เองที่ทำให้มันเป็นรถที่ติดตาและมีเอกลักษณ์เฉกเช่นสุภาพบุรุษที่สุขุมนุ่มลึกอย่างเช่นบอนด์ 

เครื่องยนต์ V12 ของเจ้า Aston Martin นั้นไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเป้าหมายเรื่องพละกำลังเท่านั้น แต่เป็นรถยี่ห้อเดียวที่ไม่ยอมเปิดเผยพละกำลังหรือว่าแรงม้าที่มีติดตัวมาให้โลกรู้ หากแต่ยังสร้างมนต์เสน่ห์ที่ทำให้เกิดความหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลาให้กำเนิดตัวแรงใหม่ล่าสุด DB9 ซึ่งเปิดตัวในงาน Frankfurt Motor Show ไปในวันที่ 9 กันยายน ปี 2003 ก่อนจะเปิดขายจริงในปี 2004 ในขณะที่ DB9 ซึ่งกำลังสร้างกระแสฮือฮา และยอดจองชนิดที่แทบจะผลิตไม่ทัน Aston Martin ยังทำยอดขายให้กับรถตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยการเปิดตัวระดับ World Debut ในงาน Paris Motor Show วันที่ 23 กันยายน ปี 2004 กับรถรุ่น Vanquish S V12 ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น 'The Fastest Production Model Ever to be Built by Aston Martin' ด้วยความเร็วสูงสุดที่การันตีเอาไว้ถึง 320 กม. ต่อ ชม. และฝีเท้าที่จัดจ้านระดับ 0-100 กม. ต่อ ชม. ใน 4.8 วินาที จากขุมพลัง V12 ความจุ 6.0 ลิตร 520 แรงม้า พร้อมแรงบิด 577 นิวตันเมตร เรียกได้ว่าเป็นกระแสแห่งความฮือฮาของ Aston Martin อย่างแท้จริง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบหายไปด้วยการยุติการผลิตลงในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี 2007 หลังจากผลิตมาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,086 คัน 

จากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ DB9 คือโมเดลที่ได้รับการใส่ใจมากขึ้น และพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนรู้สึกราวกับว่า DB9 คือเงาร่างของ Vanquish ที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ V12 โดยในขณะที่ DB9 เวอร์ชั่น Road Car เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็วตั้งแต่การเปิดตัว แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันภายในมุมๆ หนึ่งของโรงงาน David Richards กลุ่มคนที่เป็นฝ่ายคิดค้นและพัฒนารถเพื่อการแข่งขันนั้นก็กำลังรวบรวมทีมวิศวกรของ Aston Martin ลงมือสร้างโปรเจ็กต์ที่เหนือกว่า Road Car ขึ้นในช่วงปี 2005 โดยใช้ DB9 เวอร์ชั่น Road Car เป็นพื้นฐาน จึงทำให้ DBRS9 ที่ถือกำเนิดขึ้นมามีความดุร้ายด้วยฟิลลิ่งการขับขี่ที่เปลี่ยนไป พร้อมที่จะลืมความสะดวกสบายของเวอร์ชั่น Road Car และดึงเอาสมรรถนะที่พร้อมใช้ในสนามแข่งมาใช้ตลอดเวลา และนำดีไซน์จากรถแข่งแบบ GT1 ในรุ่น DBR9 มาเป็นแรงบันดาลใจ ตัวถังอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับรถใช้งานทั่วไปแต่ติดตั้งโครงเหล็กเสริมความปลอดภัยแบบเดียวกับ DBR9 ทั้งยังเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบาชนิดอื่นๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ หรือโพลีคาร์บอเนต น้ำหนักลดลงไปถึง 480 กก. เครื่องยนต์ปรับแต่งให้มีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 20% หรือ 550 แรงม้า และยังมีตัวเลือกเป็นเกียร์ Sequential ที่ให้อารมณ์การขับขี่แบบ GT1 ไม่ผิดเพี้ยน

ในขณะที่ DB9 ยังสนุกกับโมเดลสปอร์ตที่ให้ความดุดันผสานความหรูหรา ในปี 2013 Vanquish กลับมาอีกครั้งกับรุ่น AM 310 Vanquish พร้อมอัดแน่นไปด้วยความหรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยไม่ลืมที่จะใช้เครื่อง V12 ความจุ 6.0 ลิตร ให้กำลัง 565 แรงม้า รวมถึงแรงบิดที่ขยับไปถึง 620 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 6สปีด Touchtronic 2 จัดจ้านด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม. ต่อ ชม. ใน 4.1 วินาที ในขณะที่ Top Speed สูงสุดถูกทอนลงมาที่ 295 กม. ต่อ ชม. รถ Vanquish ถูกสร้างในเวอร์ชั่นพิเศษต่างๆ อีกมากมาย จนกระทั่งมาถึงเวอร์ชั่นล่าสุด MY15 ซึ่งมีรุ่นย่อยออกมาให้เลือก 2 รุ่นคือ Vanquish Ultimate GT และ Rapide S กับตัวถังแบบ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ซึ่งทั้ง 2 รุ่นเปลี่ยนไปใช้ล้ออัลลอยด์ใหม่ลาย 10 ก้าน ในขณะที่ภายในได้ปรับเปลี่ยนวัสดุการตกแต่ง และดีไซน์ใหม่ด้วยวัสดุหนังและผ้า Alcantara และการตกแต่งแบบ Duotone ขุมพลังรหัส AM29 เจเนอเรชั่นล่าสุดแบบ V12 ความจุ 6.0 ลิตร สร้างกำลังที่ 568 แรงม้าในรุ่น Vanquish และ 552 แรงม้าในรุ่น Rapid S พร้อมเกียร์รุ่น Touchtronic III 8 สปีด

Vanquish MY15 ได้รับการยกย่องว่าเป็นยานยนต์ Production ที่มีอัตราเร่งที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ 101 ปีของ Aston Martin ถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของชื่อ Vanquish
"My name is Bond...James Bond" ประโยคแนะนำตัวสุดแสนคลาสสิกกับเจ้าของรหัส 007 ที่ทุกคนคงจำได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ทำให้ James Bond (เจมส์ บอนด์) กลายเป็นตัวละครในความทรงจำของผู้คนมาโดยตลอดนั้น เราเชื่อว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่มาดสุภาพบุรุษนักรักและลีลาการปราบเหล่าร้ายด้วยวิธีอันคาดไม่ถึง ตลอดจนอุปกรณ์ไฮเทคสุดล้ำอย่างแน่นอน หากแต่เป็นเพราะยานยนต์คู่ใจที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างเหมาะสม แน่นอน Aston Martin สปอร์ตสัญชาติอังกฤษคือหนึ่งในรถที่ได้รับเลือกให้เป็นรถคู่กายสายลับ 007 มากที่สุด ด้วยความโดดเด่น เช่น DB5 ตัวแทนความคลาสสิกจากปี 1963 ถูกเลือกให้เป็นพาหนะคู่ใจในหลากหลายตอน แต่สิ่งที่ทำให้ Aston Martin ติดตาตรึงใจอยู่ในตอน Die Another Day คือ Aston Martin Vanquish ที่จับเอาเครื่องยนต์ V12 จากรุ่นใหญ่อย่าง DB7 Vantage มาเป็นตัวช่วยให้กับสายลับอังกฤษ

Vanquish คือโมเดลแรกที่เปิดตัวสู่สายตาประชาชนทั่วโลกในปี 2001 ด้วยเรือนร่างสปอร์ตอันโฉบเฉี่ยวที่ผ่านดีไซน์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงเคลือบทับอยู่บนโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา ที่ผสมผสานด้วยวัสดุชั้นยอด เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมิเนียม เพื่อแอบซ่อนขุมพลัง V12 ขนาด 6.0 ลิตร 460 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 542 นิวตันเมตร ซึ่งมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดจะมาพร้อมเทคโนโลยีเช่นเดียวกับรถสูตรหนึ่ง ด้วยแป้นเกียร์หลังพวงมาลัย (Paddle Shift) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ติดตั้งช่วงล่างและระบบเบรกอันทรงประสิทธิภาพแอบซ่อนไว้ด้านในล้ออัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว แต่ทั้งหมดนั้นคงไม่ดึงดูดความ  น่าสนใจของ V12 Vanquish ได้มากเท่ากับสมรรถนะอัตราเร่งที่การันตีตัวเลขจาก 0-100 กม. ต่อ ชม. ในเวลาเพียง 5 วินาที และสามารถทำ Top Speed สูงสุดได้ถึง 306 กม. ต่อ ชม. และแน่นอนว่ารถคู่ใจสายลับอังกฤษที่โลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์อวดโฉมสายตาผู้คนไปทั่วโลกนี้เองที่ทำให้มันเป็นรถที่ติดตาและมีเอกลักษณ์เฉกเช่นสุภาพบุรุษที่สุขุมนุ่มลึกอย่างเช่นบอนด์ 

เครื่องยนต์ V12 ของเจ้า Aston Martin นั้นไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเป้าหมายเรื่องพละกำลังเท่านั้น แต่เป็นรถยี่ห้อเดียวที่ไม่ยอมเปิดเผยพละกำลังหรือว่าแรงม้าที่มีติดตัวมาให้โลกรู้ หากแต่ยังสร้างมนต์เสน่ห์ที่ทำให้เกิดความหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลาให้กำเนิดตัวแรงใหม่ล่าสุด DB9 ซึ่งเปิดตัวในงาน Frankfurt Motor Show ไปในวันที่ 9 กันยายน ปี 2003 ก่อนจะเปิดขายจริงในปี 2004 ในขณะที่ DB9 ซึ่งกำลังสร้างกระแสฮือฮา และยอดจองชนิดที่แทบจะผลิตไม่ทัน Aston Martin ยังทำยอดขายให้กับรถตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยการเปิดตัวระดับ World Debut ในงาน Paris Motor Show วันที่ 23 กันยายน ปี 2004 กับรถรุ่น Vanquish S V12 ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น 'The Fastest Production Model Ever to be Built by Aston Martin' ด้วยความเร็วสูงสุดที่การันตีเอาไว้ถึง 320 กม. ต่อ ชม. และฝีเท้าที่จัดจ้านระดับ 0-100 กม. ต่อ ชม. ใน 4.8 วินาที จากขุมพลัง V12 ความจุ 6.0 ลิตร 520 แรงม้า พร้อมแรงบิด 577 นิวตันเมตร เรียกได้ว่าเป็นกระแสแห่งความฮือฮาของ Aston Martin อย่างแท้จริง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบหายไปด้วยการยุติการผลิตลงในวันที่ 19 กรกฎาคม ปี 2007 หลังจากผลิตมาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,086 คัน 

จากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ DB9 คือโมเดลที่ได้รับการใส่ใจมากขึ้น และพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนรู้สึกราวกับว่า DB9 คือเงาร่างของ Vanquish ที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์ V12 โดยในขณะที่ DB9 เวอร์ชั่น Road Car เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็วตั้งแต่การเปิดตัว แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันภายในมุมๆ หนึ่งของโรงงาน David Richards กลุ่มคนที่เป็นฝ่ายคิดค้นและพัฒนารถเพื่อการแข่งขันนั้นก็กำลังรวบรวมทีมวิศวกรของ Aston Martin ลงมือสร้างโปรเจ็กต์ที่เหนือกว่า Road Car ขึ้นในช่วงปี 2005 โดยใช้ DB9 เวอร์ชั่น Road Car เป็นพื้นฐาน จึงทำให้ DBRS9 ที่ถือกำเนิดขึ้นมามีความดุร้ายด้วยฟิลลิ่งการขับขี่ที่เปลี่ยนไป พร้อมที่จะลืมความสะดวกสบายของเวอร์ชั่น Road Car และดึงเอาสมรรถนะที่พร้อมใช้ในสนามแข่งมาใช้ตลอดเวลา และนำดีไซน์จากรถแข่งแบบ GT1 ในรุ่น DBR9 มาเป็นแรงบันดาลใจ ตัวถังอะลูมิเนียมเช่นเดียวกับรถใช้งานทั่วไปแต่ติดตั้งโครงเหล็กเสริมความปลอดภัยแบบเดียวกับ DBR9 ทั้งยังเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบาชนิดอื่นๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ หรือโพลีคาร์บอเนต น้ำหนักลดลงไปถึง 480 กก. เครื่องยนต์ปรับแต่งให้มีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 20% หรือ 550 แรงม้า และยังมีตัวเลือกเป็นเกียร์ Sequential ที่ให้อารมณ์การขับขี่แบบ GT1 ไม่ผิดเพี้ยน

ในขณะที่ DB9 ยังสนุกกับโมเดลสปอร์ตที่ให้ความดุดันผสานความหรูหรา ในปี 2013 Vanquish กลับมาอีกครั้งกับรุ่น AM 310 Vanquish พร้อมอัดแน่นไปด้วยความหรูหราและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยไม่ลืมที่จะใช้เครื่อง V12 ความจุ 6.0 ลิตร ให้กำลัง 565 แรงม้า รวมถึงแรงบิดที่ขยับไปถึง 620 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 6สปีด Touchtronic 2 จัดจ้านด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม. ต่อ ชม. ใน 4.1 วินาที ในขณะที่ Top Speed สูงสุดถูกทอนลงมาที่ 295 กม. ต่อ ชม. รถ Vanquish ถูกสร้างในเวอร์ชั่นพิเศษต่างๆ อีกมากมาย จนกระทั่งมาถึงเวอร์ชั่นล่าสุด MY15 ซึ่งมีรุ่นย่อยออกมาให้เลือก 2 รุ่นคือ Vanquish Ultimate GT และ Rapide S กับตัวถังแบบ 4 ประตู 4 ที่นั่ง ซึ่งทั้ง 2 รุ่นเปลี่ยนไปใช้ล้ออัลลอยด์ใหม่ลาย 10 ก้าน ในขณะที่ภายในได้ปรับเปลี่ยนวัสดุการตกแต่ง และดีไซน์ใหม่ด้วยวัสดุหนังและผ้า Alcantara และการตกแต่งแบบ Duotone ขุมพลังรหัส AM29 เจเนอเรชั่นล่าสุดแบบ V12 ความจุ 6.0 ลิตร สร้างกำลังที่ 568 แรงม้าในรุ่น Vanquish และ 552 แรงม้าในรุ่น Rapid S พร้อมเกียร์รุ่น Touchtronic III 8 สปีด

Vanquish MY15 ได้รับการยกย่องว่าเป็นยานยนต์ Production ที่มีอัตราเร่งที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ 101 ปีของ Aston Martin ถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของชื่อ Vanquish
SHARE THIS :

Instagram

VIEW MORE OUR INSTAGRAM

Related Article

Men
Cute & Cool
สไตล์ของหนุ่มลุคโอปป้าประจำสถานีมิวสิก สตรีมมิ่ง ที่กำลังมาแรงอย่าง Joox คือ ลุคสดใสน่ารักแบบ Cute Boy ที่เห็นแล้วสาวๆ ต้องส่งยิ้มหวานให้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อฮาวายลายคอม-มิกที่ดูขี้เล่น กับคู่กับไอเท็ม DIY แบบไม่ต้องใช้สตางค์แต่ใช่สไตล์นำหน้า นี่แหละลุคที่ไปได้ตั้งแต่สยามสแควร์ยันบ้านพักตากอากาศริมหาด
Men
Travel with Style
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 40 ปี ของแบรนด์ในปีนี้ MCM ได้นำเอา Travel Line คอลเลกชั่นสุดคลาสสิกกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยตีความใหม่เพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักเดินทางรุ่นใหม่ เพิ่มมุมมองที่สดใหม่ให้กับคอลเลกชั่นสุดฮิตได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
Men
These Charming Guys
ณ เวลานี้หากจะกล่าวว่า มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล คือนักแสดงหนุ่มที่กำลังมาแรงที่สุดคนหนึ่งคงไม่ผิดนัก เพราะไม่เพียงรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา และฝีไม้ลายมือทางการแสดงอันเข้มข้นในบทบาทชายรักชายของ 'ภู' จากซีรีส์เรื่องดัง 'ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น' ที่ทำให้สาวแท้สาวเทียมต่างรอลุ้นหน้าจอด้วยใจจดจ่อกันมาแล้ว หนุ่มหน้ามนคนนี้ยังมีบุคลิกขี้เล่น อารมณ์ดี และมีความเป็นธรรมชาติสูง ซึ่งแฟนคลับต่างหลงเสน่ห์ และคอยติดตามผล-งานของเขาเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว